“พี่ซูขอรับ ท่านว่าข้าร้ายกาจหรือไม่? ท่านต้องนึกไม่ออกแน่ว่าตอนนั้นพี่ห้าทำท่าทางน่าเกลียดเพียงใด! ฮ่าๆ ...”
“คุณชายซีทำได้ดี” สายตาของอวิ๋นซูเต็มไปด้วยความอ่อนโยน
“ย่อมเป็เช่นนั้นอยู่แล้ว ไม่เห็นหรือว่าคุณชายอย่างข้าเป็ผู้ใด?” หลิ่วเฉิงซีวางมาดเลียนแบบท่าทางการเดินของเหล่าใต้เท้า ชั่วขณะนั้นทำให้อวิ๋นซูยิ้มอย่างขบขัน
ไม่นาน อวี้เอ๋อร์ก็กลับมาจากข้างนอก
เมื่อเข้ามาในห้อง นางก็ยกชาขึ้นดื่มไปหลายอึกอย่างโกรธแค้น
“คุณหนูเ้าคะ วันนี้บนถนน อวี้เอ๋อร์ได้ยินชาวบ้านใกล้ๆ พูดคุยกัน บอกว่าสาวใช้ของหย่งจี๋เสี้ยนจู่บังคับซื้อกำไลข้อมือวงหนึ่งที่หอไท่หย่วน อีกทั้งเป็เพราะทะเลาะกันอยู่หลายประโยค คนผู้นั้นยังทำลายประตูร้านของผู้อื่นอีกด้วย โอหังไร้ยางอายเสียจริง!”
กำไลข้อมือ?
อวิ๋นซูพลันนึกถึงกำไลข้อมือวงนั้นบนข้อมือของอวิ๋นชิง ดูแล้วเื่นี้นางคงเป็ผู้กระทำ
อวี้เอ๋อร์ไม่เข้าใจสถานการณ์ ในตอนนี้จึงยิ่งโมโหจนขึ้นศีรษะ ตบลงบนโต๊ะอย่างแรงแล้วกล่าวขึ้น “ข้าสาบานว่าจะต้องหาคนที่ทำลายชื่อเสียงของคุณหนูของข้าออกมาให้ได้! มิเช่นนั้นขอให้ฟ้าผ่าเลยเ้าค่ะ!”
อวิ๋นซูยิ้มบางๆ “คนผู้นี้อยู่ในจวน”
อวี้เอ๋อร์มองมาด้วยความประหลาดใจ “คุณหนูหาตัวคนผู้นั้นเจอแล้วหรือเ้าคะ? เป็ผู้ใดกัน? ฮึ! ในเมื่อเป็คนในจวน แสดงว่าคนผู้นั้นจะต้องวางแผนมาเป็อย่างดี คุณหนูอย่าให้อภัยง่ายๆ โดยเด็ดขาดนะเ้าคะ!”
“ไม่ต้องรีบร้อน” อวิ๋นซูเก็บที่ติดผมในมืออย่างดี มีบางเื่ที่ไม่อาจรีบร้อนได้
วันต่อมา
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ชุนเซียงก็ทำตามคำสั่งของอวิ๋นซู ลอบตามหลิ่วอวิ๋นชิงออกไปนอกจวน
ในตอนแรกหลิ่วอวิ๋นชิงรู้สึกกังวลอยู่บ้าง เดินไปเดินมาอยู่บนถนนเนิ่นนานทว่ายังไม่ได้ลงมือทำอะไร ในที่สุดนางก็ไม่อาจทนได้ เข้าไปยังร้านเครื่องประดับร้านหนึ่งอีกครั้ง
ภายในร้านบรรยากาศครึกครื้น คุณหนูตระกูลใหญ่แต่ละคนกำลังคัดเลือกเครื่องประดับที่ต้องตาที่สุด
หลิ่วอวิ๋นชิงเห็นสร้อยสีแดงที่ทำจากหินโมราในมือของคนผู้หนึ่ง ด้วยเหตุนี้จึงเดินเข้าไปโดยไม่พูดไม่จา แย่งของสิ่งนั้นมาจากในมือของคนผู้นั้นโดยตรง
อีกฝ่ายเห็นว่าคนตรงหน้าหยาบคายถึงเพียงนี้ ใบหน้าจึงประดับไปด้วยความโกรธอยู่หลายส่วน “แม่นางท่านนี้ ท่านตั้งใจจะทำอะไร?”
หลิ่วอวิ๋นชิงมีประสบการณ์มาหลายครั้งแล้ว รู้ดีว่าต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถกระตุ้นความโกรธของอีกฝ่ายหนึ่งได้ นางแค่นเสียงเย็นออกมาครั้งหนึ่ง “เ้าไม่รู้หรือว่าข้าคือผู้ใด? ดูสายตาสุนัขของเ้าสิ ข้าคือสาวใช้ในห้องของหย่งจี๋เสี้ยนจู่!”
“อะไรนะ? เ้า...”
เมื่อหลิ่วอวิ๋นชิงเอ่ยออกมาเช่นนี้ ในร้านพลันวุ่นวายขึ้นมา ระยะนี้สาวใช้ของหย่งจี๋เสี้ยนจู่เรียกได้ว่าเป็คนที่ร้านรวงต่างๆ ไม่ต้อนรับมากที่สุด ไม่คิดว่าวันนี้พวกนางจะมาเจอได้
ในตอนนี้เองชุนเซียงที่ตามหลังหลิ่วอวิ๋นชิงมาโดยตลอดเห็นว่าโอกาสมาถึงแล้ว จึงรีบพาคนกลุ่มหนึ่งเข้าไปในร้าน
“ได้ยินว่าสาวใช้ของหย่งจี๋เสี้ยนจู่มาที่นี่ ข้าอยากจะเห็นจริงๆ ว่าผู้ใดกล้าสวมรอยเป็คนของจวนชางหรงโหว”
เมื่อเห็นข้ารับใช้ที่มีท่าทางดุดันกลุ่มนี้ ทุกคนจึงรีบถอยไปด้านหนึ่งด้วยความตื่นตระหนก แต่เมื่อได้ยินคำพูดของชุนเซียง ทุกสายตาพลันจ้องไปที่หลิ่วอวิ๋นชิงอย่างพร้อมเพรียง
ในใจของหลิ่วอวิ๋นชิงใเป็อย่างมาก เมื่อเห็นว่าสาวใช้ที่เป็ผู้นำคือชุนเซียงของเรือนไผ่ ทันใดนั้นจึงรีบก้มหน้าลงคิดจะซ่อนอยู่ในกลุ่มคนและถือโอกาสหนีไป
อย่างไรก็ตาม ทุกคนภายในร้านล้วนมีเจตนาที่เต็มไปด้วยความเป็ศัตรูกับหลิ่วอวิ๋นชิง ยังไม่ทันรอให้ชุนเซียงเดินเข้ามา ก็พากันเปิดทางออกจนทำให้นางโดดเด่นท่ามกลางฝูงชน
ชุนเซียงเห็นท่าทางที่อยากซ่อนก็ซ่อนไม่ได้หลิ่วอวิ๋นชิง ในใจก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขบขัน “เช่นนั้นจะกล่าวว่า เ้าก็คือสาวใช้ของหย่งจี๋เสี้ยนจู่?”
หลิ่วอวิ๋นชิงก้มหน้า นางไม่มั่นใจว่าอีกฝ่ายจะจำตนเองได้หรือไม่ แต่ก็ยังคงไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองตรงๆ “เอ่อ...ไม่...ข้าไม่ใช่...ไม่สิ...ข้า...ใช่แล้ว!”
ท่าทางเช่นนั้นได้ทำให้สถานการณ์วุ่นวายไปหมด
น้ำเสียงของชุนเซียงยังคงสงสัย “เมื่อครู่พวกเราอยู่ข้างนอก ได้ยินเ้าบอกอย่างชัดเจนว่าตนเองเป็สาวใช้ของหย่งจี๋เสี้ยนจู่ เหตุใดตอนนี้จึงกล่าวไม่ชัดเจนเล่า?”
แผ่นหลังของหลิ่วอวิ๋นชิงมีเหงื่อเย็นๆ ซึมออกมา เมื่อพูดมาจนถึงตอนนี้ หากตนเองไม่ยอมรับ ไม่ใช่ว่าจะถูกผู้อื่นทำให้สูญเสียความน่าเกรงขามไปหรอกหรือ? นอกจากนี้ ต่อให้ชุนเซียงจำตนเองได้แล้วอย่างไร ถึงอย่างไรนางก็เป็คุณหนูห้าของจวนชางหรงโหว อีกฝ่ายคงไม่กล้าทำอะไรตนเองต่อหน้าผู้อื่นหรอก!
ด้วยเหตุนี้ จึงกัดฟันพูด “ใช่! ไม่ผิดหรอก! ข้าก็คือสาวใช้ของหย่งจี๋เสี้ยนจู่! เ้าคิดจะทำอะไร? อย่าคิดว่า...”
คำพูดยังไม่ทันกล่าวจบ ชุนเซียงก็พาคนจำนวนหนึ่งเดินเข้าไปล้อมหลิ่วอวิ๋นชิง ไม่พูดพร่ำทำเพลงออกหมัดออกเท้ากันระรัว ส่วนคนที่ล้อมดูอยู่ก็ไม่มีใครเข้าไปห้าม กลับทำให้ผู้อื่นยินดีเสียด้วยซ้ำ
คนยโสโอหังเช่นนี้ ถึงกับเป็พวกสวมรอยเชียวหรือ? ควรจะตีนางให้หนักๆ เช่นนี้แล้ว!
ทุกหมัดทุกเท้าล้วนใช้แรงมากเป็อย่างยิ่ง หลิ่วอวิ๋นชิงเ็ปร้องออกมาไม่ขาดสาย
เวลาผ่านไปครึ่งถ้วยชา หลิ่วอวิ๋นชิงก็จมูกเขียวหน้าช้ำ ผมเผ้ายุ่งเหยิง ท่าทางอัปลักษณ์ยิ่ง
“หยุดมือ!”
เสียงะโดังกังวานอันเ็าเสียงหนึ่งดังขึ้นในฉับพลัน ทุกคนหยุดมือ พากันแยกย้ายถอยออกไปอยู่ด้านหนึ่ง
อวิ๋นซูสวมชุดขาวที่ไร้รอยเปื้อนทั้งตัว เครื่องหน้าทั้งห้าอันประณีตงดงามมองไปยังคนตรงหน้าอย่างเรียบเฉย ดวงตาไม่ปรากฏพิรุธออกมาแม้แต่น้อย
หลิ่วอวิ๋นชิงเบนสายตาอันแดงช้ำขึ้น เมื่อเห็นท่าทางเรียบเฉยของอีกฝ่าย พลันเบิกตาทั้งสองจนกว้าง ยื่นมือที่สั่นเทาด้วยความเ็ปชี้ไปที่นาง “เ้า...เ้า...”
น้ำเสียงของอวิ๋นซูไม่ได้มีความอบอุ่นมากนัก “เ้าคือผู้ใด เหตุใดจึงต้องสวมรอยเป็สาวใช้ของข้า?”
หลิ่วอวิ๋นชิงตกตะลึง คิดไม่ถึงโดยสิ้นเชิงว่าอวิ๋นซูจะถามออกมาเช่นนี้
พริบตานั้นนางพลันเข้าใจ หรือจะบอกว่าอีกฝ่าย้าให้นางพูดออกมาด้วยปากของตนเองว่าเป็คุณหนูห้าของจวนโหว จากนั้นตนก็จะได้รับความอัปยศ?
หลิ่วอวิ๋นซู นังคนน่ารังเกียจ ถึงกับเห็นนางเป็คนโง่! นางจะไม่ให้นังตัวโชคร้ายนี่สมปรารถนาโดยเด็ดขาด
หลิ่วอวิ๋นชิงกัดฟันแน่น หน้าตาโเี้ ดวงตายังคงจ้องมองไปที่อวิ๋นซูอย่างดุดัน
ชาวบ้านรอบๆ ได้ยินคำพูดนี้ของอวิ๋นซูก็อดไม่ได้ที่จะยื่นคอเอียงหู ไม่ทราบว่าผู้ใดในกลุ่มคนกล่าวออกมาประโยคหนึ่ง “์ นั่นไม่ใช่หย่งจี๋เสี้ยนจู่ คุณหนูหกของจวนชางหรงโหวหรอกหรือ?”
“อะไรนะ? นี่คือหย่งจี๋เสี้ยนจู่หรือ? แล้วคนบนพื้น...”
“น่ารังเกียจนัก คนผู้นี้ช่างอาจหาญ กินดีหมีหัวใจเสือมาหรืออย่างไร ถึงกับกล้าใช้ชื่อของหย่งจี๋เสี้ยนจู่มาเที่ยวเดินกรีดกรายหลอกผู้คน กระทำตัวต่ำช้า บาปหนายิ่งนัก”
“ใช่แล้ว! เสี้ยนจู่ ในเมื่อนางไม่พูด เช่นนั้นท่านก็จับนางไปฟ้องทางการเถิด”
“สมควรแล้ว สมควรจะตีนางให้ตาย!”
“ถูกต้อง คนเช่นนี้สมควรจะตีนางให้ตาย ช่างน่ารังเกียจอะไรเช่นนี้!”
...
ในหูมีเสียงก่นด่าของชาวบ้านดังเข้ามาไม่ขาดสาย
จะอย่างไรหลิ่วอวิ๋นชิงก็คิดไม่ถึงว่าสถานการณ์ที่เดิมทีควรจะเป็นางวางแผนใส่ร้ายอวิ๋นซู กลับตกมาอยู่บนร่างของนางได้ และสิ่งที่ทำให้นางไม่พอใจก็คือ ตนเองถึงกับแพ้อย่างราบคาบเช่นนี้
ความอับอาย ความโมโห ความไม่พอใจ ตลอดจนความเกรงกลัว ทำให้นางอดไม่ได้ที่จะยื่นมือขึ้นกุมใบหน้าของตนเองแน่น
ไม่...ไม่ควรจะเป็เช่นนี้ จะทำอย่างไร ต่อจากนี้ไปนางจะยังมีหน้าปรากฏตัวออกมาต่อหน้าผู้คนอีกหรือ? จะถูกผู้คนจดจำใบหน้าได้หรือไม่? ไม่...นางไม่้าถูกผู้คนชี้จมูกก่นด่าไปตลอดชีวิต!
หลิ่วอวิ๋นชิงตื่นตระหนกไปแล้วโดยสิ้นเชิง อย่างไรก็ตาม อวิ๋นซูได้ใคร่ครวญถึงจุดนี้ไว้นานแล้ว ดังนั้นนางจึงกำชับให้คนเหล่านี้ลงมือโดยที่ไม่ต้องไว้ไมตรี อีกทั้งใบหน้าบวมแดงก็ทำให้มองลักษณะหน้าตาไม่ออกตั้งนานแล้ว
ชุนเซียงเห็นดังนี้จึงรีบยืนขึ้นเบื้องหน้าของทุกคน “พ่อแม่พี่น้องทุกท่าน คนหลอกลวงผู้นี้สวมรอยเป็สาวใช้ของจวนชางหรงโหวของพวกเราอย่างไร้ยางอาย ขอทุกท่านโปรดอย่าได้เชื่อนางอีกต่อไป คุณหนูของพวกเราแต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยใช้อำนาจฐานะของตนเองรังแกผู้อื่น วันหน้าหากมีเื่ราวเช่นนี้เกิดขึ้นอีก ขอให้ทุกท่านไปรายงานที่ชวนชางหรงโหวได้โดยตรง ผู้ที่มารายงานจะได้รับรางวัลอย่างงามเ้าค่ะ”
“ดี!” ชาวบ้านพากันส่งเสียงร้องว่าดีพลางตบมือ
ท่ามกลางสายตาจดจ้องของผู้คน หลิ่วอวิ๋นชิงถูกหามขึ้นแล้วพากลับไปยังจวนชางหรงโหวท่ามกลางสายตาดูถูกเหยียดหยามจากรอบด้านเป็ระยะ
ภายในห้องโถง ฮูหยินผู้เฒ่าไม่กล้าจะเชื่อสายตาของตนเองโดยสิ้นเชิง ในยามนี้บนพื้นมีสตรีท่าทางอัปลักษณ์นั่งอยู่ นางถึงกับเป็หลานสาวของตนเองเชียว!
ในใจของหลิ่วอวิ๋นชิงหวาดกลัวเป็อย่างมาก ขดตัวอยู่เช่นนั้นไม่กล้าขยับ และยิ่งไม่กล้าเงยหน้าสบตาฮูหยินผู้เฒ่า
“ฮ่าๆ ...เ้ามีความสามารถถึงเพียงนี้!” ฮูหยินผู้เฒ่ากระทุ้งไม้เท้าครั้งหนึ่ง หลิ่วอวิ๋นชิงสั่นไปทั้งร่าง “เหตุใดจึงไม่มีหน้าบอกกับทุกคนว่าเ้าก็คือคุณหนูห้าของจวนชางหรงโหวเล่า จะได้ทำให้ตัวเองหน้าใหญ่เสียหน่อย?”
หลิ่วอวิ๋นชิงหลับตา รู้สึกราวกับมีหนามทิ่มแทงอยู่บนมือสอง สามารถจินตนาการได้เลยว่าท่าทางของท่านย่าในตอนนี้น่าหวาดกลัวเพียงใด
“ดูท่าทางของเ้าตอนนี้สิ เ้าพูดสิ ว่าเ้าทำอะไรลงไปบ้าง?” ฮูหยินผู้เฒ่าอกกระเพื่อม แม่นมที่อยู่ข้างซ้ายรีบเข้ามาประคอง ส่วนหลิ่วอวิ๋นชิงที่อยู่บนพื้นไม่เอ่ยปากเแม้แต่ครึ่งคำ ต่อให้กล่าวว่าสำนึกผิดก็ไม่มี
ตอนนี้เอง อนุสี่ถูกคนเชิญเข้ามา เมื่อนางเห็นสตรีที่อยู่บนพื้นก็อดไม่ได้ที่จะใ “คุณหนูห้า...”
เดิมทีฮูหยินผู้เฒ่ารู้สึกไม่พอใจต่ออนุสี่เป็อย่างมากอยู่แล้ว ทุกวันนี้คุณชายแปดและคุณชายเก้าก็ยังอยู่ในเรือนของนาง ชั่วขณะนั้นจึงคิดไม่ออกว่าควรจะใช้วิธีใดมาลงโทษแม่ลูกคู่นี้ดี สายตาคมกริบกวาดมองไปบนร่างของพวกนางทั้งสอง
“เสี้ยนจู่ คุณหนูห้าทำผิดอีกแล้วหรือ?” อนุสี่รู้ดีว่าครั้งนี้หลิ่วอวิ๋นชิงจะต้องล่วงเกินอวิ๋นซูอีกครั้งแล้ว จึงมองไปยังสตรีท่าทางสุขุมที่ยืนอยู่ด้านข้างอย่างระมัดระวัง
“ฮึ เ้ายังมีหน้ามาถาม แต่ข้าไม่มีหน้าจะพูด!” ฮูหยินผู้เฒ่าแค่นเสียงเย็นครั้งหนึ่ง อับอายเป็อย่างมาก
อนุสี่ขมวดคิ้ว คุกเข่าลงด้านข้างด้วยอาการตัวสั่น ในยามปกตินางตักเตือนอวิ๋นชิงไปไม่น้อยว่าให้อยู่อย่างสงบอย่าได้ก่อเื่ แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมานางไม่เข้าใจว่าเหตุใดเด็กคนนี้ถึงไม่ฟัง? ตอนนี้ยังต้องปะทะกับฝีปากคมกริบของฮูหยินผู้เฒ่าครั้งแล้วครั้งเล่า อนุสี่พลันรู้สึกว่าตนเองเหน็ดเหนื่อยเป็อย่างยิ่ง
วันนี้คุณชายแปดและคุณชายเก้ายังไม่ได้กลับมา อวิ๋นชิงก็ก่อเื่ขึ้นมาอีก นางรู้สึกว่าตนเองเหนื่อยล้าไปทั้งกายใจ ไม่ทราบว่าควรจะพูดอย่างไรดี
หลิ่วอวิ๋นชิงที่อยู่บนพื้นยังคงกัดฟันแน่น กระทั่งไม่ยอมมองไปยังอนุสี่แม้เพียงสายตา
ในใจของนางไม่มีความคาดหวังมานานแล้ว เนื่องจากนางรู้ว่าในใจของอี๋เหนียงมีเพียงคุณชายแปดและคุณชายเก้า นางนับเป็อะไรได้?
คิดถึงตรงนี้ น้ำตาของหลิ่วอวิ๋นชิงพลันเอ่อล้นอยู่บนหางตา
เมื่อเห็นว่าหลิ่วอวิ๋นชิงยังคงมีนิสัยดื้อรั้นหัวแข็ง พริบตานั้นฮูหยินผู้เฒ่าก็รู้สึกอัดอั้นตันใจ “ดูแล้วคงถึงเวลาที่จะให้นางแต่งออกไปเสียที ส่งออกไปเร็วหน่อยยิ่งดี!” เดิมทีวางแผนว่าจะให้นางแต่งกับคุณชายสามของจวนชางติ้งโหวแทนอวิ๋นซู แต่วันนี้ดูแล้ว บุตรีอนุภรรยาที่ไม่เข้าใจกฎเกณฑ์เช่นนี้ จวนชางหรงโหวของพวกเขาไม่ควรนำออกมาเลยจริงๆ
อวิ๋นชิงที่อยู่บนพื้นตกตะลึง ไม่ทราบว่าเหตุใดในสมองจึงปรากฏใบหน้าของคุณชายรองเฟิ่งออกมา
เมื่อลองคิดดู เื่ราวก็มาถึงขั้นนี้แล้ว ท่านย่าเองก็วางแผนว่าจะหาคนคนหนึ่งส่งนางแต่งออกไป ไม่...จะได้อย่างไร? ไม่ว่าจะอย่างไรนางก็ไม่้าแต่งให้คนแปลกหน้าคนหนึ่งตามใจชอบเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม สายตาของฮูหยินผู้เฒ่าในตอนนี้เต็มไปด้วยความเกลียดชัง “เด็กๆ พานางออกไป ดูท่าแล้วเวลาที่อยู่ในห้องสำนึกตนครั้งก่อนคงจะไม่พอ!”
ห้องสำนึกตน?
ในที่สุดอวิ๋นชิงก็ลืมตาขึ้น หากว่าเป็เช่นนี้ ไม่ใช่ว่ารอให้นางออกมา ก็จะถูกส่งไปแต่งงานกับคนผู้หนึ่งหรอกหรือ?
ความหวาดกลัวรุนแรงเกิดขึ้น บีบบังคับให้หลิ่วอวิ๋นชิงเงยหน้าขึ้นอย่างดิ้นรน “ท่านย่าเ้าคะ อวิ๋นชิงสำนึกผิดแล้ว สำนึกผิดแล้วจริงๆ เ้าค่ะ...”
แต่ว่าฮูหยินผู้เฒ่าในตอนนี้ไม่มองนางเลยแม้เพียงสายตา โบกมืออย่างทนไม่ไหว ส่งสัญญาณให้พาตัวนางไป เพราะผิดหวังกับนางแล้วจึงไม่คิดเชื่อคำพูดใดๆ อีก
