ซูเฟยซื่อค่อยๆ ลืมตาขึ้น ศีรษะของนางยังคงปวดหนึบๆ “ข้าหลับไปนานเท่าไรแล้ว? ”
“นี่ก็เป็วันที่สองแล้ว หมอหลวงชิวบอกว่าถ้าท่านตื่นขึ้นมาได้ ก็เป็การผ่านความทรมานไปได้แล้ว แต่ถ้าท่านไม่สามารถตื่นขึ้นมา ก็ให้จวนอัครมหาเสนาบดีเตรียมจัดงานศพไว้อาลัยเถิด ขอบคุณฟ้าดิน บ่าวรู้ว่าท่านต้องผ่านความทรมานไปได้อย่างแน่นอนเ้าค่ะ” ซางจื่อกล่าวจบ ในดวงตายังคงมีประกายแวววาว
“แล้วหมอหลวงชิวนั่นล่ะ? ” ถึงแม้ว่านางจะไม่ได้สติ แต่นางยังจำได้ว่าก่อนที่นางจะหมดสติ ซูเต๋อเหยียนได้ให้นางกินยาเม็ดนั้นลงไป
ตอนนั้นยังไม่ทันได้มีเวลาคิดให้รอบคอบ พอยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ายาเม็ดนั้นผิดปกติ
“หมอหลวงชิวยังพักอยู่ในห้องรับแขกของจวนอัครมหาเสนาบดีชั่วคราว เชิญให้กลับอย่างไรก็ไม่กลับ เขาบอกว่านี่เป็ครั้งแรกที่เขาใช้วิธีพิษต้านพิษนี้กับร่างกายของหญิงสาว ดังนั้นจึงคิดค้างในจวนอัครมหาเสนาบดีเพื่อดูว่าที่แท้ท่านสามารถทนความทรมานผ่านไปได้ไหมเ้าค่ะ” ซางจื่อกล่าว
เป็ครั้งแรก หรือหมอหลวงชิวคิดว่านางเป็หนูทดลองไปแล้ว
มุมปากซูเฟยซื่อขยับ “จือฉิน เ้าไปที่ห้องพักรับแขกเชิญหมอหลวงชิวมา บอกว่าข้าตื่นแล้ว ให้เขามาช่วยดูว่าข้าหายเป็ปกติแล้วหรือยัง แล้วพยายามอย่าทำให้คนอื่นตื่นใให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็ไปได้”
“เ้าค่ะ” ถึงแม้ว่าจือฉินจะสงสัยว่าทำไมข่าวดีเช่นนี้ไม่บอกให้ทุกคนได้รู้ แต่ก็เชื่อฟังวาจาของซูเฟยซื่อแล้วถอยออกไป
“คุณหนู ตอนนี้ท่านรู้สึกเป็อย่างไรบ้างเ้าคะ? ” ซางจื่อถามอย่างระมัดระวัง
ซูเฟยซื่อลุกขึ้นนั่งบนเตียง ส่ายหน้า “ไม่รู้สึกอะไรเป็พิเศษ แต่ทั้งร่างกลับไร้เรี่ยวแรง เหนื่อย อ่อนเพลียมาก”
“นี่...คุณหนู ท่านยังจำได้ไหมว่าซูเต๋อเหยียนให้ท่านกินยาเม็ดหนึ่งก่อนที่ท่านจะหมดสติ? ” ซางจื่อลังเลสักครู่แล้วตัดสินใจเอ่ยปาก
ที่แท้ซางจื่อได้สังเกตเห็นจุดนี้แล้ว แววตาของซูเฟยซื่อมีประกายแสงสว่างวาบทันที “เ้ารู้อะไรบ้าง? ”
“ข้าไม่ทราบ รูปลักษณ์ภายนอกของยาเม็ดนั้นไม่แตกต่างจากยาเม็ดทั่วไป เพียงแต่หลังจากที่คุณหนูกินเข้าไปแล้วก็ไม่เ็ป ดูเหมือนคนตกอยู่ในการหลับฝันอย่างนั้น เริ่มแรกบ่าวยังคิดว่ายานี้เป็ของล้ำค่าอะไร จึงถามซูเต๋อเหยียนว่ายานี้คืออะไร แต่สีหน้าซูเต๋อเหยียนดูแปลกไปมาก ไม่เพียงไม่บอก แต่ยังต่อว่าบ่าว ดังนั้นบ่าวจึงรู้สึกว่ายาเม็ดนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้เ้าค่ะ” ซางจื่อพูดสิ่งที่สงสัยในใจออกมาในคราเดียว
ซูเฟยซื่อหรี่ตาของนางลง
ถ้าทุกอย่างเมื่อครู่เป็เพียงการคาดเดาของนาง ถ้าเช่นนั้นคำพูดเหล่านี้ของซางจื่อก็เป็สิ่งที่พิสูจน์การคาดเดาของนางได้แล้ว
ซูเฟยซื่อกำลังจะลุกขึ้นไปต้อนรับ แต่นางกลับได้ยินเสียงของผู้ชายอีกคนกล่าวขึ้นมา “ใช่แล้ว คราวนี้ข้าต้องขอขอบคุณหมอหลวงชิว ถ้าไม่ใช่ฝีมือรักษาเป็เลิศของหมอหลวงชิว เกรงว่าเฟยซื่อ...”
ซูเต๋อเหยียนหรือ?
นางสั่งให้จือฉินอย่ารบกวนคนอื่นแท้ๆ แล้วทำไมตอนนี้ซูเต๋อเหยียนกลับปรากฏตัวมาพร้อมกัน
คิ้วของซูเฟยซื่อขมวดเล็กน้อย แกล้งทำท่าอ่อนแอออกมา นางกลับนอนลงไปอีก
ตอนนี้เจตนาของซูเต๋อเหยียนยังไม่ชัดเจน นางควรระมัดระวังมากขึ้นจะดีกว่า
ในไม่ช้า หมอหลวงชิวกับซูเต๋อเหยียนก็เดินเข้ามา ส่วนจือฉินเดินตามอยู่ด้านหลังพวกเขา สีหน้าระมัดระวัง
เมื่อซูเฟยซื่อเห็นนาง นางรีบส่ายหน้าอย่างไม่เป็ที่สังเกต ไม่รู้คิดจะพูดอะไร
“คุณหนูสามรู้สึกเป็อย่างไรบ้าง? ” หมอหลวงชิวเดินมาที่ข้างเตียงของซูเฟยซื่อพลางเอ่ยปาก
ซูเฟยซื่อหายใจหอบใหญ่อย่างยากลำบาก “หมอหลวงชิว ข้ารู้สึก...รู้สึกเหนื่อยมาก ไร้เรี่ยวแรง กระทั่งพูดจายังเปลืองแรงไปหมด นี่ที่แท้เป็เื่อะไรกันแน่? ”
หมอหลวงชิวขมวดคิ้วแน่น ดูเหมือนไม่พอใจมากกับผลลัพธ์แบบนี้
เขายื่นสองนิ้วออกไปกดบนชีพจรของซูเฟยซื่อ สักพัก จู่ๆ แววตาของเขาก็มีประกายแห่งความสงสัยกระแสหนึ่งวาบผ่านไป “คุณหนูสาม เ้า...”
ไม่รอให้เขาพูดจบ ซูเฟยซื่อได้ขัดจังหวะขึ้นอย่างรวดเร็ว “อาจเป็เพราะว่าสุขภาพของข้าเดิมก็ไม่ค่อยดี ตอนนี้ใช้พิษต้านพิษเปลืองทำให้พลังมากเกินไป ชั่วขณะจึงมิอาจปรับตัวได้ทัน”
กล่าวจบ ซูเฟยซื่อยังไม่ลืมขยิบตาให้หมอหลวงชิว
หมอหลวงชิวได้เห็นการคิดวางแผนสู้รบปรบมือท่ามกลางเหล่าสนมนางกำนัลในวังหลวงตลอดทั้งปี ยิ่งมาถึงในวัยสูงอายุเช่นนี้ ไม่ว่าอะไรล้วนไม่ใช่ไม่เคยเห็นมาก่อน
เขาพลันก็เข้าใจความหมายของซูเฟยซื่ออย่างชัดเจน
“หมอหลวงชิว เป็แบบนี้หรือ? ” เห็นหมอหลวงชิวไม่ได้พูดจา ซูเต๋อเหยียนรีบก้าวไปข้างหน้าถามพลาง
เหตุผลที่เขาเฝ้าดูในห้องพักรับแขกของหมอหลวงชิวตลอด เพราะกลัวว่าเมื่อซูเฟยซื่อตื่นขึ้นมาจะให้คนไปตามหมอหลวงชิว
วิชาการแพทย์ที่ยอดเยี่ยมของหมอหลวงชิว ถ้าบังเอิญขณะตรวจจับชีพจรของนางพบว่าเขาวางยาพิษซูเฟยซื่อ ถ้าเช่นนั้นความพยายามทุกอย่างที่เขาทุ่มเททำลงไปก็สูญเปล่าไปหมด
ดังนั้นเขาต้องให้แน่ใจเป็สิ่งแรกว่าหมอหลวงชิวจะไม่พบเห็นเื่นี้
หมอหลวงชิวมีความประทับใจต่อซูเฟยซื่อไม่น้อย คิ้วตาหมุนคราหนึ่ง “เป็เช่นนี้ เดี๋ยวข้าผู้เฒ่าจะแบ่งยาดีบำรุงร่างกายให้อีก เชื่อว่าในไม่กี่วันคุณหนูสามก็จะหายเป็ปกติ”
เห็นหมอหลวงชิวไม่พบเห็นสิ่งที่ผิดสังเกต ซูเต๋อเหยียนจึงแอบโล่งอกอยู่ในใจ “นั่นก็ดี ในเมื่อเฟยซื่อยังไม่หายดี ถ้าเช่นนั้นเราก็ไม่รบกวนแล้ว หมอหลวงชิวเชิญด้านนี้”
เขา้าคิดหาวิธีเชิญหมอหลวงชิวกลับไปให้เร็วที่สุด จะได้ไม่ต้องระแวงมากยามค่ำคืนที่ยาวนาน
“ได้” หลังจากหมอหลวงชิวตามซูเต๋อเหยียนออกไป เดินไปสองก้าวต้องหันหลังกลับอย่างอดไม่ได้ “คุณหนูสาม พิษนี้นับว่าแก้ได้อย่างหมดจดแล้ว เมื่อเร็วๆ นี้ ข้าตัดสินใจที่จะเก็บตัวอยู่ที่บ้าน ถ้าไม่มีเื่อะไรก็ไม่ต้องมารบกวนข้าอีก”
“นั่นสิๆ ” ซูเต๋อเหยียนรีบตอบรับอย่างรวดเร็ว เขาน้อมรับด้วยความยินดีอย่างที่สุด
เมื่อพวกเขาทั้งสองออกไป จือฉินรีบก้าวมาข้างหน้า “คุณหนู บ่าวไม่ได้ทำงานที่ท่านมอบหมายให้ดี ยังขอท่านลงโทษเ้าค่ะ”
“เกิดเื่อะไรขึ้น? ” ซูเฟยซื่อไม่ได้คิดตำหนินาง เพียงแต่นางอยากรู้ความเป็มาของเื่ราว
“บ่าวระมัดระวังมากมาตลอดทางจริงๆ ไม่ได้ให้ใครพบเห็น แต่เมื่อบ่าวไปถึงห้องรับแขกจึงพบว่าที่แท้ซูเต๋อเหยียนได้อยู่ที่นั่นด้วย นอกจากนี้ยังได้ยินว่าเขาไปหาหมอหลวงชิวคุยสัพเพเหระั้แ่เช้าเ้าค่ะ” จือฉินกล่าวถึงความเป็มาของเื่ออกมา
เสียงพูดของนางเพิ่งจบลง ซางจื่อรีบรับต่อ “คุณหนู นี่ต้องไม่ใช่เื่บังเอิญแน่ๆ ซูเต๋อเหยียนจงใจ เขาต้องกลัวว่าหมอหลวงชิวจะตรวจพบอะไรบางอย่างเ้าค่ะ”
ใช่แล้ว เป็ซูเต๋อเหยียนจงใจ
นางไม่คิดจะทำให้คนอื่นตื่นตระหนก จึงคิดถามหมอหลวงชิวว่ายาที่ซูเต๋อเหยียนให้นางกินคืออะไรกันแน่
แต่เห็นปฏิกิริยาของหมอหลวงชิวเมื่อสักครู่ ก็สามารถยืนยันได้ว่าร่างกายของนางมีบางอย่างผิดปกติแล้วจริงๆ
จือฉินไม่รู้ว่าเกิดเื่อะไรขึ้น แต่ได้เห็นสีหน้าของซางจื่อกับซูเฟยซื่อต่างไม่ค่อยดี อดไม่ได้ที่จะร้อนใจขึ้นมาด้วยแล้ว “ทำไมซูเต๋อเหยียนไม่คิดให้หมอหลวงชิวช่วยดูอาการป่วยให้คุณหนู? หรือแม้แต่เขาก็คิดทำร้ายคุณหนูด้วย? คุณหนูเป็ลูกสาวแท้ๆ ของเขาเองนะเ้าคะ”
“คุณหนู ตอนนี้เราควรทำอย่างไรดี? เปลี่ยนเป็หมอหลวงคนอื่นไหมเ้าคะ? ” ซางจื่อกล่าวเสนอ
“ไม่ต้อง ท่าทีของหมอหลวงชิวเมื่อครู่เห็นชัดว่าจะช่วยเรา มิฉะนั้นเขาคงไม่ช่วยปิดบังแทนข้า ทั้งยังพูดประโยคนั้นในตอนท้ายสุด” ซูเฟยซื่อครุ่นคิดสักครู่พลางกล่าว
“ประโยคนั้น? ประโยคนั้นไม่ใช่ว่าถ้าเราไม่เป็ไรก็อย่าไปรบกวนเขาหรอกหรือเ้าคะ? ” จือฉินเบิ่งตากว้างอย่างสงสัย
