ที่แท้พระสนมหวินก็ได้คิดหาทางถอยสำหรับตัวเองไว้เรียบร้อยแต่เนิ่นๆ แล้ว ดูไปแล้วความกังวลของนางเมื่อครู่คงเกินกว่าเหตุไปแล้ว
การร่ายรำครั้งนี้ไม่เพียงแต่ใช้การกระทำแสดงความกตัญญูในใจออกมา ยังสามารถชิงความเป็จุดเด่นของวันนี้ซึ่งถูกซูจิ้งโหยวชิงไป กลับมาได้หมดอีกด้วย
ที่สำคัญที่สุด ต่อให้มีใครเอ่ยถามขึ้นถึงร่องรอยของนางเมื่อครู่นางก็สามารถใช้ข้ออ้างว่าไปเตรียมการร่ายรำอำพรางให้ผ่านไปได้
เตรียมการร่ายรำ?
นอกจากพระสนมหวินเองแล้ว ใครจะรู้ว่าจริงๆแล้วต้องใช้เวลาเตรียมตัวนานมากเท่าไร!
พระสนมหวินไม่เสียทีที่เป็คนซึ่งอ๋องหวี่ทรงเลือกไว้แม้ว่าอายุยังน้อย แต่ฝีมือกลับสูงส่ง
กลัวว่าในอนาคตเมื่อนางเผชิญหน้าต่อกรกับอ๋องหวี่พระสนมหวินจะเป็กระบี่ที่คมกริบมากเล่มหนึ่ง
แต่น่าเสียดายที่กระบี่เล่มนี้ชี้มาที่นาง
เดิมซูจิ้งโหยวคิดให้ซ่งหลิงซิวระบายโทสะไปบนตัวพระสนมหวินแต่ไม่คิดว่ากลับเปิดทางให้พระสนมหวินได้แสดงละครเบิกโรงแล้ว
ยอมลดตัวลงต่ำก่อนแล้วผงาดขึ้นภายหลังขณะที่ซ่งหลิงซิวที่กำลังโกรธเคือง เมื่อเห็นฉากนี้อารมณ์ย่อมดีมากแน่นอน
พระสนมหวิน พระสนมหวิน
มือใต้แขนเสื้อของซูจิ้งโหยวกำเป็กำปั้นไว้แน่นเล็บเกือบจะแทงเข้าไปกลางฝ่ามือ
เสียงปรบมือพลันดุจฟ้าร้องหลังการร่ายรำจบลงก็ดังขึ้นทันที
พระสนมหวินทรงเก็บสุ่ยซิ่วลง ทรงก้าวมาข้างหน้าอย่างเอียงอายเล็กน้อยก่อนถวายบังคมทรงพระเจริญ “ให้ฮ่องเต้กับท่านอ๋องทรงเห็นเป็เื่ขบขันไปแล้วเพคะ”
“ฮ่าๆ ๆท่วงท่าร่ายรำของพระสนมหวินงดงาม สามารถเรียกได้ว่าเป็อันดับหนึ่งของเมืองหลวง”ซ่งหลิงซิวไม่ปกปิดความชื่นชมของเขาสักนิด ทรงแสดงให้เห็นถึงความยินดีปราโมทย์ในใจอย่างมาก
อวี้เสวียนจีไม่ได้ชมดูการร่ายรำของพระสนมหวินอย่างถี่ถ้วนเขามัวสังเกตปฏิกิริยาของซูเฟยซื่อกับพี่น้องสองสาวตระกูลซูไว้ตลอดอดไม่ได้ที่จะขยับมุมปากเบาๆ ยิ้มจนเหมือนสุนัขจิ้งจอก “อันดับหนึ่งของเมืองหลวง? เกรงว่าจะไม่ใช่”
นี่อวี้เสวียนจียังสงสัยคำชมของเขาต่อหน้าฝูงชน?
ซ่งหลิงซิวขมวดคิ้วอย่างรุนแรงส่วนการแสดงออกของพระสนมหวินก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน
ถึงแม้ว่านางไม่ได้มีความสัมพันธ์กับอวี้เสวียนจีมาก่อนแม้แต่การปะทะก็ไม่เคยเลยแม้แต่น้อย
เช่นนั้นทำไมอวี้เสวียนจีถึงต้องรื้อเวทีของนางเช่นนี้?
แต่อวี้เสวียนจีได้ลั่นวาจาต่อหน้าคนมากมายออกมาเช่นนี้แล้วนางไฉนเลยจะไม่ตอบได้?
คิดถึงตรงนี้ พระสนมหวินได้แต่เอื้อนพระโอษฐ์อย่างแข็งขืนว่า“หม่อมฉันร่ายรำไปเพียงเล็กน้อย วันนี้ร่ายรำถวายเป็พิเศษเพื่อขอบพระทัยฮ่องเต้กับท่านอ๋องย่อมมิอาจรับคำชมว่าเป็อันดับหนึ่งของเมืองหลวง เพียงแค่ฮ่องเต้ทรงรักเห็นหม่อมฉันดุจซีซือในสายพระเนตรหม่อมฉันก็อิ่มเอมใจมากแล้ว เพียงแต่หม่อมฉันแปลกใจอยู่บ้างสตรีใดสามารถได้รับการยกย่องจากท่านอ๋องเป็อันดับหนึ่งของเมืองหลวงได้เพคะ?”
ประโยคเดียวว่าดุจซีซือในสายตาของคนรักไม่เพียงแต่ช่วยให้ซ่งหลิงซิวทรงกู้พระพักตร์กลับมาได้ แต่ยังแสดงให้เห็นถึงสถานะของตนในพระทัยของซ่งหลิงซิวอย่างเห็นได้ชัดด้วย
พระสนมหวินรู้จักพลิกแพลงไปตามสถานการณ์จริงๆ
“ข้าอุปราช ไม่ได้เลือกผู้ใดที่ถือว่าเป็สตรีที่ร่ายรำได้งดงามเป็อันดับหนึ่งของเมืองหลวงไว้ในใจ เพียงแต่เคยได้ยินว่าคุณหนูสี่แห่งจวนอัครมหาเสนาบดีหลังจากเข้าร่วมชุมนุมการแข่งม้าก็ได้ฝึกฝนศิลปะการร่ายรำอย่างขยันขันแข็งยังได้เชิญผู้สันทัดการร่ายรำหลายคนไปสอนที่จวนอัครมหาเสนาบดีไม่น้อย คิดแล้วศิลปะการร่ายรำต้องเพิ่มพูนขึ้นอย่างมาก ดังนั้นขอเชิญคุณหนูสี่ออกมาร่ายรำสักเพลงให้ทุกคนสนุกสักครั้งดีไหม หากชนะพระสนมหวิน ข้าอุปราชย่อมมีรางวัล ถ้าแพ้พระสนมหวินก็ไม่มีอะไรน่าอับอายแก่ผู้คน” มุมปากอวี้เสวียนจีตวัดเบาๆ ยิ้มอย่างชั่วร้ายชวนให้ฉงน
ซูเฟยซื่อฟังคำเหล่านี้จบก็อดไม่ได้ที่จะหยักริมฝีปากบ้างด้วย
ชนะพระสนมหวินมีรางวัลถ้าแพ้พระสนมหวิน ก็ไม่มีอะไรน่าอับอายแก่ผู้คน
นี่อวี้เสวียนจีกำลังแอบเยาะเย้ยซูจิ้งเถียนว่าฐานะด้อยกว่าพระสนมหวินหรือ
แต่น้ำเสียงการพูดจาของเขายิ่งดูถูกมากขึ้นก็ยิ่งถือเอาว่าซูจิ้งเถียนเป็แค่นักชำนาญการร่ายรำที่ให้ผู้คนแสวงหาความสำราญเท่านั้น
ต่อหน้าของซูจิ้งโหยว การตบฉาดนี้เท่ากับตบลงใบหน้าของนาง
ดวงหน้าน้อยๆ ของซูจิ้งเถียนซีดขาว กัดฟันแล้วจึงเอ่ยปาก“ตอบวาจาท่านอ๋อง วันนี้เถียนเอ๋อร์สุขภาพไม่ดี ไม่กล้าที่จะทำลายความสุขของฮ่องเต้กับท่านอ๋องเพคะ”
หลังจากเท้าของนางหลงเหลือแต่ความพิการทิ้งไว้การร่ายรำก็กลายเป็ความเ็ปที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในใจของนาง
ขณะที่การเดิน นางยังสามารถฝืนให้ตัวเองดูเป็คนปกติได้ แต่การร่ายรำ...กลัวว่ามิอาจกลับสู่มาตรฐานเดิมในปีนั้นได้แล้ว
“โอ้? ถ้าเช่นนั้นข้าอุปราชก็นับว่าไม่มีวาสนาได้เห็นแล้ว?”อวี้เสวียนจีเลิกคิ้ว แสร้งทำน้ำเสียงเสียใจเสียดาย
พระสนมหวินไม่ได้โง่ ต่อให้เมื่อสักพักดูไม่ออกถึงเจตนาของอวี้เสวียนจี แต่ตอนนี้นางเข้าใจแล้ว
ไม่คิดว่าอวี้เสวียนจีถึงกับช่วยนางจัดการกับพี่น้องสองสาวตระกูลซู
แต่ไม่ว่าอวี้เสวียนจีมีวัตถุประสงค์ใด หากเวลานี้นางไม่ผลักเรือตามน้ำ ทำตามสถานการณ์ มิใช่ว่าต้องขออภัยต่อโอกาสนี้งั้นหรือ?
พระเนตรของพระสนมหวินหลุบไปคราหนึ่ง นางรีบแย้มสรวลเอื้อนพระโอษฐ์ “เมื่อครู่ข้าเพิ่งเห็นคุณหนูสี่สนทนาพลางหัวเราะพลาง ไม่ได้ดูเหมือนรู้สึกไม่สบายคุณหนูสี่กลัวว่าท่วงท่าร่ายรำดีเกินไปจนทำให้ข้ารับไม่ได้หรือ? ไม่เป็ไรเ้าเพียงปล่อยไปให้เป็อิสระ ร่ายรำถวายเต็มที่ แม้แต่ข้าก็ยังไม่ถึงกับไม่เคยพลาดเลย พลาดพลั้งเล็กน้อยล้วนมีเป็เื่ปกติ”
วาจานี้เห็นได้ชัดว่ากำลังบอกว่าซูจิ้งเถียนพูดปด
หลอกใครไม่หลอก หลอกอวี้เสวียนจี?
ไม่คิดอยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้วหรือ!
ตามที่คิด อวี้เสวียนจีให้ความร่วมมือดีมากสีหน้าหนักหน่วงขึ้นหลายระดับ รังสีสังหารในดวงตาพุ่งทะยาน“ในเมื่อร่างกายของคุณหนูสี่ไม่ได้มีที่ใดไม่สบายถ้าเช่นนั้นก็ดูถูกว่าข้าอุปราชเป็เพียงแค่ขันทีคนหนึ่ง? ไม่ยินดีร่ายรำให้ข้าชมดู?”
“ไม่ ไม่ใช่ หม่อมฉัน...” ซูจิ้งเถียนร้อนใจจนพูดจาตะกุกตะกักไปหมด
“ในเมื่อไม่ใช่ ถ้าเช่นนั้นก็เริ่มเถิด”เสียงของอวี้เสวียนจีจบลง เสียงดนตรีของไผ่ซี่ก็ดังขึ้นทันที ไม่ให้ซูจิ้งเถียนมีโอกาสพูดจาตอบโต้ใดๆ ทั้งสิ้น
เื่มาถึงตอนนี้ นางยังสามารถทำอะไรได้อีก?
ซูจิ้งเถียนกัดฟันแล้ว ได้แต่ลุกขึ้นเดินไปกลางงานเลี้ยงฉลองบิดไหวไปตามเสียงดนตรีไผ่ซี่ที่ดังขึ้นมา
แม้นางพยายามควบคุมความสมดุลของเท้าสองข้างอย่างสุดแรงแต่พิการก็คือพิการ
ท่าร่ายรำที่ฟ้อนออกมาไม่ได้มีความสวยงามตามปกติอย่างสิ้นเชิงกลับเหมือนตัวตลกตัวหนึ่งที่สร้างรอยยิ้มให้ผู้คน
ในงานเลี้ยงมีคนที่อดไม่ไหวส่งเสียงหัวเราะออกมาประปราย
เสียงหัวเราะเป็สิ่งที่ติดต่อกันได้เสียงหัวเราะเสียงหนึ่งก็ให้มีเสียงหัวเราะเสียงที่สองตามมา
ในไม่ช้า ในงานเลี้ยงก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะแต่สีหน้าของซูจิ้งเถียนยิ่งแย่ลงจนเกือบถึงที่สุด
ไม่มีอวี้เสวียนจีะโให้หยุด นางไม่กล้าที่จะหยุดโดยพลการ
แต่ถ้าเป็อย่างนี้ต่อไป ทุกคนต่างต้องรู้ว่าขาของนางได้หลงเหลือเพียงความพิการไว้ถึงเวลาใครยังกล้ามาสมรสกับนาง?
หากไม่มีคุณชายที่มีอำนาจมีทรัพย์สินเงินทองสมรสกับนาง... หรือว่าต้องให้นางไปแต่งงานกับเด็กยากจน?
ไม่ แบบนั้นชั่วชีวิตของนางก็เหมือนกับถูกทำลายจนหมดสิ้น
นางไม่้าเป็เหมือนซูจิ้งเซียงเพราะแต่งงานกับคนผิด ทุกวันต้องได้รับความทุกข์ทรมาน
นางไม่้า!
ซูจิ้งเถียนฝืนบังคับน้ำตาในดวงตาไว้หันมองไปซูจิ้งโหยวเพื่อขอความช่วยเหลืออย่างน่าสงสาร
นางฝากความหวังทั้งหมดไว้กับซูจิ้งโหยวแล้วเพียงหวังว่าซูจิ้งโหยวจะช่วยนางพูดจาในเวลานี้
ไม่คิดว่าซูจิ้งโหยวจะเบือนหน้าหนีนางโดยตรงมีน้องสาวแบบนี้นางรู้สึกว่าน่าอายพอแล้ว เป็ไปได้อย่างไรที่จะช่วยนางพูดในเวลานี้
ก็ในขณะที่ซูจิ้งเถียนเกือบจะสิ้นหวัง จู่ๆ เสียงเ็าของซูเฟยซื่อก็ดังขึ้น
วาจาของนางเป็เหมือนดาบเหล็กเล่มหนึ่งแทงใส่หัวใจของซูจิ้งเถียนโดยตรง“ท่านอ๋องโปรดกรุณา หลังจากน้องสี่ได้รับาเ็ที่ข้อเข่า ก็ได้หลงเหลืออาการข้างเคียงไว้จวบจนถึงบัดนี้อย่าว่าแต่การร่ายรำ ก็แม้แต่การเดินล้วนไม่สามารถเดินได้เหมือนคนปกติ ท่านให้นางร่ายรำถวายต่อหน้าฝูงชน ความจริงออกจะฝืนไปบ้างเพคะ”
สิ่งที่ซูจิ้งเถียนกลัวมากที่สุดคืออะไร?
สิ่งที่กลัวมากที่สุดก็คือให้คนรู้ว่าขาของนางได้พิการไปแล้ว!
แต่ซูเฟยซื่อก็ดันกำลังพูดเื่นี้ออกมา
ชาติที่แล้วของนาง เพราะว่านางใจอ่อนเกินไปจึงพ่ายแพ้อย่างอนาถ เช่นนี้ชาตินี้นางไม่มีวันใจอ่อนเด็ดขาด
และวาจารอบนี้ของนางเห็นได้ชัดว่ากำลังช่วยซูจิ้งเถียนพูดดังนั้นไม่มีใครกล้าตำหนิว่านางใจร้ายได้ มีแต่จะสรรเสริญนางว่ามีใจปกป้องน้องสาว ไม่กลัวต่ออำนาจอันแกร่งกล้า
“ที่แท้คุณหนูสี่เป็คนพิการแล้ว?ไม่สงสัยเลยว่าทำไมท่วงท่าร่ายรำยังหยาบกว่าครั้งที่แล้ว” อวี้เสวียนจีปิดปากหัวเราะเบาๆ แทงเสริมเข้าไปอีกดาบ
