ฉินหยีหนิงข่มขู่ด้วยความก้าวร้าว ทำให้ฉินฮุ่ยหนิงกลัวจนสีหน้าซีดเซียว นางส่ายศีรษะไปมา
“เ้าไม่กล้าหรอก เ้ามีสิทธิ์อะไรมาพูดเช่นนี้ เ้าเป็ใครในครอบครัวนี้? เบื้องบนมีล่าวไท่จุนและยังมีท่านพ่อและท่านแม่ เ้ามีสิทธิ์อะไรถึงได้มาทำกับข้าเช่นนี้! ท่านย่า! นางจะฆ่าข้าเ้าค่ะ ท่านรีบช่วยข้าเถิดนะ! อ๊าๆ!”
ฉินฮุ่ยหนิงกำลังจะลุกขึ้นเข้าไปข้างในเพื่อขอความช่วยเหลือ
แต่ฉินหยีหนิงจับปลอกคอของนาง ดูเหมือนมันง่ายดายเสียเหลือเกิน จากนั้นก็ปล่อยมือ ฉินฮุ่ยหนิงเซถอยหลังออกไปไม่กี่ก้าว ก่อนล้มลงบนลาน
“เ้าลองะโออกมาดังๆ อีกครั้งสิ!”
ประโยคที่ดุเดือดนี้ ยิ่งทำให้ฉินฮุ่ยหนิงหวาดกลัวจนไม่กล้าะโอีกต่อไป รู้เพียงแค่ปกปิดใบหน้าและร้องไห้เสียใจ
บ่าวที่ดูอยู่รอบๆ ล้วนแต่ใและหวาดหวั่นทั้งนั้น แม้กระทั่งปล่อยให้เสียงลมหายใจดังเล็กน้อยก็ยังไม่กล้า บ่าวในลานต่างได้ยินเสียงของฉินหยีหนิงที่เรียกซุนซื่อด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลซึ่งตรงกันข้ามกับน้ำเสียงก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง “ท่านแม่อย่ากลัวเลยนะเ้าคะ หมอจะมาที่นี่ในไม่ช้าแล้วเ้าค่ะ”
แม่นมฉินมองดูฉินฮุ่ยหนิงและเข้าไปในห้องอย่างเงียบเชียบในทันที
“ล่าวไท่จุน เื่ที่เกิดขึ้นข้างนอก?”
ล่าวไท่จุนส่ายหัวและถอนหายใจ “ข้ารู้สึกผิดหวังกับฮุ่ยเจี่ยร์แล้ว ตอนนี้ข้าสงบนิ่งลงครู่หนึ่งและคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ แต่ไม่ใช่เพราะว่านางพูดถึงเิเกอร์ จนทำให้ข้าโกรธมากและพูดออกมาโดยไม่ได้คิดหรอกหรือ? นางทำอย่างนี้ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวหรือสองครั้งแล้วเท่านั้น”
แม่นมฉินแอบคิดว่าตอนนี้ท่านไม่สนใจ เป็เพราะท่านไม่ได้เห็นท่าทางที่คุณหนูสี่ตบคนจนฟันหลุดออกมาด้วยตาตัวเอง
นางไม่กล้าพูด และทำได้เพียงวิจารณ์ในใจ แต่บางเื่ก็ต้องรายงานออกไป
“เพียงแต่ว่าคุณหนูฮุ่ยหนิงเพิ่งถูกคุณหนูสี่ตบจนฟันหลุดออกมาหนึ่งซี่เ้าค่ะ”
“อ๊ะ?” ล่าวไท่จุนยืนขึ้นด้วยความประหลาดใจ
นางอยู่ข้างในนี้ได้ยินเสียงข้างนอก แต่ไม่เห็นเหตุการณ์จริงๆ
ฮุ่ยเจี่ยร์ฟันหลุดออกไปหนึ่งซี่?!
ล่าวไท่จุนกำลังรีบจะเดินออกไป
อย่างไรก็ตามแม่นมฉินหยูประคองแขนของล่าวไท่จุนพร้อมพูดเบาๆ อย่างอ่อนโยน “ล่าวไท่จุน วันนี้ร่างกายของท่านไม่สบายและถูกฮูหยินใหญ่ทำให้โกรธสักพักแล้วด้วย ตอนนี้ท่านไม่สามารถออกไปได้ ถ้าเกิดเป็หวัดก็ไม่ดีนะเ้าคะ ข้าคิดว่าคุณหนูสี่มีความคิดและมีขอบเขต นางจัดการให้ ก็ถือว่าสั่งสอนคุณหนูฮุ่ยหนิงแทนท่านอย่างไรเล่าเ้าคะ”
“แต่ฮุ่ยเจี่ยร์...”
“ล่าวไท่จุน เหตุผลที่คุณหนูฮุ่ยหนิงกล้าที่จะยั่วยุกลับไปกลับมา ก็เพราะว่าพึ่งพาความรักจากท่าน จึงไม่มีอะไรต้องกลัวอีก ถึงเวลาแล้วที่นางจะต้องรับรู้บทเรียน เราจำต้องรอดูว่านางจะกลับเนื้อกลับตัวหรือไม่ นอกจากนี้ท่านไม่อยากเห็นวิธีที่คุณหนูสี่จัดการคนอื่นหรือเ้าคะ? อย่างไรก็ตามบ่าวอยากจะดูมากเ้าค่ะ ว่าคุณหนูสี่จะเป็เหมือนนายท่านใหญ่ตอนเด็กๆ จริงหรือไม่”
เมื่อพูดถึงฉินหวยหยวน ย่อมกระแทกจุดอ่อนของล่าวไท่จุน
ตอนฉินหวยหยวนอายุยังน้อยและเต็มไปด้วยพลัง ในหลายปีที่ผ่านมาเขาใช้วิธีการดุจสายฟ้าฟาดเพื่อจัดการกับหยีเหนียงของเขาหลายคน ใครก็ตามที่กล้าแตะต้องนาง คนที่ไม่ยอมคนแรกย่อมเป็ลูกชาย ที่สามารถจัดการคนให้สาสมได้
ล่าวไท่จุนยิ้มออกมา “หยีเจี่ยร์กับเิเกอร์มีความคล้ายคลึงกันมาก และความกตัญญูนี้เจริญรอยตามท่านพ่อของนาง”
“ใช่แล้วเ้าค่ะ” แม่นมฉินช่วยประคองล่าวไท่จุนให้นั่งลงพลางพูดว่า “ท่านรอดูสถานการณ์ก่อน แล้วค่อยจัดการก็ไม่สายนะเ้าคะ อีกอย่างท่านก็ไม่ได้เพิกเฉยต่อคุณหนูฮุ่ยหนิงเสียหน่อย เพียงแต่ว่าให้นางรับรู้บทเรียนก่อน จากนั้นค่อยช่วยเหลือก็ไม่สายเกินไปนะเ้าคะ”
ล่าวไท่จุนได้ครุ่นคิดก็รู้สึกว่ามีเหตุผล นางพยักหน้าก่อนถอนหายใจ
เมื่อมองดูเด็กผู้หญิงที่เติบโตขึ้นมา ปัจจุบันนางกลับกลายเป็คนที่มีความคิดยากจะคาดเดา นึกไม่ถึงว่าแม้แต่มารดาที่เลี้ยงดูนางมาสิบสี่ปีก็สามารถคิดร้ายได้ ตระกูลฉินไม่เคยปฏิบัติต่อนางอย่างเลวร้ายมาก่อนเลย การกิน การใช้ เสื้อผ้าต่างๆ ก็ให้เหมือนๆ กับคุณหนูในตระกูลฉินทั้งหมด นางยังไม่พอใจหรือ
สมควรสั่งสอนให้ได้บทเรียนแล้ว
ในขณะที่พูดคุยอยู่นั้น จี๋เสียงจับมือปิงถางวิ่งเข้ามา
หลังตรวจดูอาการของซุนซื่อ ปิงถางหยิบกล่องไม้เก่าออกมาจากอ้อมแขน จากนั้นเปิดฝากล่องออก หยิบเข็มเงินเรียวยาวจากข้างใน ฝังตามร่างกายของซุนซื่อสองสามครั้งแล้ว เข็มสุดท้ายฝังลงไปที่ร่องจมูกตรงกลาง
“เอ๋อ” ซุนซื่อหายใจเฮือกและเปิดตาขึ้น
ทุกคนอดไม่ได้ที่จะร้องะโออกมา “ฮูหยินใหญ่ฟื้นแล้ว!”
นอกจากนั้นยังมีคนที่ไม่รู้จักเื่ภายในอย่างลับๆ ได้ยกย่องทักษะการแพทย์ของบ่าวเคียงข้างของฉินหยีหนิงว่าเยี่ยมยอดมากๆ
“ท่านแม่ ท่านฟื้นแล้ว ท่านไม่ได้เป็อะไรใช่หรือไม่?” ฉินหยีหนิงจับมือนางอย่างมีความสุข และประคองให้นางลุกขึ้นมานั่งอย่างระมัดระวัง
ซุนซื่อส่ายศีรษะและพิงไหล่ฉินหยีหนิง เสียงของนางยังค่อนข้างแหบห้าว “ไม่เป็ไร ข้าเป็อะไรหรือ”
ปิงถางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “หลายวันมานี้ฮูหยินเหนื่อยมากเกินไปและเศร้ามากเกินไปด้วย แน่นอนว่าร่างกายไม่สามารถทนได้แล้ว ท่านมีรากฐานที่ดี ร่างกายของท่านไม่ได้มีปัญหามากมายนัก เพียงแต่ว่ามีผลกระทบมาจากอารมณ์ พักฟื้นอย่างสงบสักสองวันก็จะดีแล้วเ้าค่ะ”
ทว่าพอหวนนึกถึงเื่เมื่อชั่วอึดใจก่อน ซุนซื่อรับรู้ได้ว่าตนยังคงขุ่นเคือง เพียงแต่นางทำไม่ได้แล้ว จะทะเลาะอีกไม่ไหวแล้ว จึงทำได้เพียงพยักหน้า
“ปิงถาง เ้าไปสั่งคนให้เตรียมเกี้ยวเล็กๆ มาหน่อย”
ทันทีที่สิ้นคำพูด หรูยี่ก็นำบ่าวที่แข็งแรงแบกเกี้ยวอบอุ่นเดินมาพร้อมรอยยิ้ม นางเอ่ยขึ้น “แม่นมฉิน ได้สั่งให้บ่าวเตรียมการแล้วเ้าค่ะ และหมอก็ได้มาถึงที่เรือนซิ่งหนิงแล้ว ขอเชิญฮูหยินใหญ่ขึ้นเกี้ยวเ้าค่ะ”
ฉินหยีหนิงไม่ได้ขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น นางวางมือไว้ใต้วงแขนของซุนซื่อ กอดยกมารดาขึ้นมา จากนั้นช่วยประคองส่งขึ้นเกี้ยว นางค้อมตัวอยู่ด้านข้างยามเลิกผ้าม่านพร้อมเอ่ยขึ้น
“ท่านแม่กลับไปพักผ่อนก่อนเถิดนะเ้าคะ ข้าจะให้ปิงถางไปกับท่านด้วย ข้าจัดการเื่วุ่นวายตรงนี้ให้เสร็จก่อน ก็จะไปดูแลท่านในทันทีนะเ้าคะ”
ซุนซื่อพยักหน้าพิงหลังอย่างเหนื่อยล้า บนผนังเกี้ยวที่คลุมด้วยผ้าสักหลาดสีเขียวเข้ม
ฉินหยีหนิงตบมือปิงถางเบาๆ “ฝากเ้าช่วยดูแลแทนข้าด้วยนะ”
ปิงถางยิ้มและเอ่ยขึ้น “ข้ารู้ คุณหนูสบายใจได้เ้าค่ะ”
หลังจากส่งคนออกไปแล้ว ฉินหยีหนิงจ้องมองไปยังห้องหลักที่ไม่มีการตอบสนองแต่อย่างใด เด็กสาวครุ่นคิดอีกเล็กน้อย ก่อนมุมปากของนางจะยกขึ้นคล้ายรอยยิ้มเยาะ นางหันหลังกลับไปจับปกคอเสื้อของฉินฮุ่ยหนิง ยกคนที่กำลังนั่งอยู่บนพื้นขึ้นมา
ฉินฮุ่ยหนิงกรีดร้องด้วยความใ “เ้าจะทำอะไร ท่านแม่ก็ฟื้นแล้ว นี่คือเรือนของท่านย่า เ้ายังบังอาจกระทำรุนแรงอีกหรือ”
ฉินหยีหนิงไม่พูดอะไรเลย ทำเพียงคว้าเส้นผมของอีกฝ่ายแล้วก็เดินออกมา ทำให้ปิ่นปักผมของฉินฮุ่ยหนิงกระจัดกระจาย
ฉินฮุ่ยหนิงทำได้เพียงเดินตามแรงกระชาก ครั้นฝ่ายนั้นออกแรงกดศีรษะ นางก็จำต้องก้มหน้าก้มตาเดินตาม ต่อให้ยื่นมือปัดป่ายพยายามดิ้นรนยังไม่อาจหลุดพ้น นางกรีดร้องเสียงดังไม่ต่างจากเหยื่อที่กำลังจะถูกฆ่าโดยนักล่า
บ่าวจี๋เสียงกับหรูยี่ต่างก็ยืนอึ้งและใ!
หลายปีที่ผ่านมาในจวนฉิน เคยเห็นคุณหนูผู้มีเรี่ยวแรงมหาศาลและจัดการด้วยวิธีแปลกประหลาดเช่นนี้เสียที่ไหน!
ทั้งสองรีบวิ่งเข้าไปในห้องเพื่อรายงาน
“ล่าวไท่จุน คุณหนูสี่ดึงผมของคุณหนูฮุ่ยหนิงและลากคนออกไปแล้วเ้าค่ะ!”
ล่าวไท่จุนนั่งนิ่งๆ ไม่ได้แล้ว
“พวกเรารีบไปดูเถอะ อย่าทะเลาะกันจนต้องฆ่ากันเลย”
แม่นมฉินเองกังวลอยู่เล็กน้อยเช่นกัน หรือว่าคุณหนูสี่ยังหุนหันพลันแล่น จะลากคนไปสับจริงๆ?
นางคว้าเสื้อคลุม ส่งมันสวมใส่ให้กับล่าวไท่จุนแล้วก็เดินออกไปพร้อมกับจี๋เสียงและหรูยี่
บ่าวคนใดอยากรู้อยากเห็นก็ได้ติดตามฉินหยีหนิงออกจากเรือนสื่อเซี่ยวแล้ว และเดินตามนางไปจนถึงสวนหลังบ้าน
ตอนนี้อยู่ใน่ฤดูหนาว ถึงแม้ว่าพื้นผิวน้ำจะไม่มีชั้นน้ำแข็งหนาเหมือนทางตอนเหนือ แต่ยังมีก้อนน้ำแข็งเล็กๆ อยู่ในสระบัว
ฉินหยีหนิงเดินไปข้างสระบัวและโยนเด็กสาวที่ตนลากมาลงโดยไม่อธิบายสักคำ
ได้ยินเสียง ‘ตูม’ ดังขึ้น พร้อมกับร่างของฉินฮุ่ยหนิงซึ่งตกลงไปในสระบัวที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งและเศษดอกบัวที่พอหลงเหลืออยู่บ้าง ส่วนพื้นสระเป็ตะกอนทรายผสมดินเหนียว
น้ำไม่ลึกมาก สูงแค่เอวเท่านั้น แต่ฉินฮุ่ยหนิงถูกเหวี่ยงลงไปอย่างไม่ทันตั้งตัว
นางตกตะลึง ทว่าสัญชาตญาณในการเอาชีวิตรอดยังทำงานปกติ เมื่อล่าวไท่จุนมาถึง จึงเห็นแต่ฉินฮุ่ยหนิงกำลังกรีดร้องเพื่อขอความช่วยเหลือ
ฉินหยีหนิงยืนอยู่บนฝั่ง แค่นเสียงเย้ยหยัน “เ้าไม่ตายหรอก ลุกขึ้นยืนเถิด”
ฉินฮุ่ยหนิงทรมานเป็เวลานาน หลังจากได้ยินคำพูดนั้น นางก็ลุกขึ้นยืนอย่างลังเล ถึงได้พบว่าน้ำสูงเท่าเอวเท่านั้น เป็ผลให้นางรู้สึกทั้งโกรธและอับอาย นางยิ่งพาลเกลียดชังมากยิ่งขึ้นไปอีก
ตัวของนางเต็มไปด้วยโคลนตมยิ่งทำให้นางขายหน้าเป็อย่างมาก นางเห็นผู้คนรายล้อมจับจ้อง ทั้งที่ยืนไกลๆ หรือยืนอยู่ใกล้ๆ ไม่ว่าจะเป็ฮูหยินสอง ฮูหยินสาม คุณหนูสาม คุณหนูหก คุณหนูเจ็ดและคุณหนูแปดที่เพิ่งมาถึง
บรรดาบ่าวหญิงทั้งหลายล้วนใเช่นกัน
แม่นมฉินขมวดคิ้วและเอ่ยสั่ง “มองดูอะไรกันอยู่ รีบดึงคุณหนูฮุ่ยหนิงขึ้นมาสิ”
เมื่อฉินฮุ่ยหนิงเห็นหญิงล่าวไท่จุนมาแล้ว ก็มีที่พึ่งแล้ว นางปีนขึ้นฝั่งและนั่งลงบนพื้น จากนั้นก็เริ่มร้องไห้สะอื้นกอดไหล่ของตัวเอง มีท่าทางเหมือนใกลัวมากจนได้แต่ร้องไห้เท่านั้น
ฉินหยีหนิงเอ่ยขึ้น “ที่ให้เ้าลงไป เพียงแค่ใช้โคลนนี้ล้างปากของเ้า และล้างสมองกับหัวใจของเ้าด้วย”
ฉินฮุ่ยหนิงร้องไห้สะอึกสะอื้นดังขึ้น
“ครอบครัวฉินเลี้ยงดูเ้ามาสิบสี่ปี และไม่เคยปฏิบัติต่อเ้าอย่างเลวร้ายเลย แม้ว่าเ้าจะไม่ใช่หลานสาวที่แท้จริง ล่าวไท่จุน ท่านพ่อและท่านแม่ก็ไม่เคยคิดจะส่งเ้ากลับไปสถานเลี้ยงเด็ก เ้าไม่รู้จักขอบคุณ แต่กลับยั่วยุความสัมพันธ์ระหว่างท่านแม่กับล่าวไท่จุน เ้าคู่ควรที่จะเป็มนุษย์หรือไม่?”
ฉินฮุ่ยหนิงส่ายศีรษะ “ข้ารู้ว่าเ้าเกลียดข้า แต่ข้าทำผิดอะไร!”
“เ้าถูกสลับมา ถือว่าเ้าไม่มีความผิดอะไรจริงๆ แต่ที่เ้ากำลังทำอยู่นั้นเป็สิ่งที่มนุษย์ทำกันหรือ? ข้าไม่ได้เกลียดเ้า เ้าไม่สมควรที่จะถูกข้าเกลียด ข้าทำได้แค่ฆ่าเ้าเท่านั้น”
ฉินฮุ่ยหนิงกอดหัวเข่าและร้องไห้ตัวสั่น
ฉินหยีหนิงเอ่ยประโยคถัดมาด้วยน้ำเสียงดุกร้าว “เ้าไม่ต้องแสดงออกมาว่าน่าสงสาร ข้าเป็คนป่า ข้าไม่ชอบมากที่สุดก็คือวิธีของเ้า ใช้โอกาสในขณะที่ล่าวไท่จุนและพี่สาวน้องสาวอยู่ด้วย ข้าก็จะพูดออกมาที่นี่ ในอนาคตหากพบว่าเ้ายังคงยั่วยุ หลอกใช้ท่านแม่ จะไม่ง่ายอย่างที่เป็อยู่ในวันนี้”
นี่ยังง่ายไปหรือ?
ตบจนฟันหลุดไปหนึ่งซี่ แล้วยังถูกโยนลงไปในสระบัวเพื่อให้กินตะกอนเลนและน้ำแข็งอีกด้วย ถ้าอย่างนั้นตอนที่ไม่ง่ายล่ะ เป็อย่างไร
“เ้ากล้า!” ในที่สุดฉินฮุ่ยหนิงก็เงยศีรษะขึ้น ร่างกายของนางสั่นคล้ายกำลังถูกเขย่า
“ข้ากล้าหรือไม่กล้า ไม่ใช่ว่าเ้ารู้แล้วหรือ?”
ฉินหยีหนิงคุกเข่าตรงหน้าล่าวไท่จุนและพูดอย่างจริงใจ “หลานสาวประพฤติอย่างไร้ความปรานี รู้ว่ามีความผิด ขอล่าวไท่จุนได้โปรดลงโทษ”
ในยามนั้นล่าวไท่จุนไม่รู้ว่าควรลงโทษนางหรือไม่
รูปร่างหน้าตาของนางคล้ายกับฉินหวยหยวนในวัยเยาว์อยู่เจ็ดส่วน ลักษณะดุดันที่ไม่อนุญาตให้ผู้คนทำร้ายมารดาของนาง ย้อนเตือนให้ล่าวไท่จุนนึกถึงอดีตกับลูกชายคนโต
ล่าวไท่จุนยิ่งรู้ว่า ฉินฮุ่ยหนิงเป็เช่นนี้ ้าคนเก่งกาจมาจัดการนางเสียหน่อย ไม่เช่นนั้นบ้านชั้นในคงจะถูกนางกวนจนไม่เหลือชิ้นดี
เพราะเหตุนั้นนางจึงแค่ขมวดคิ้ว ก่อนเอ่ยขึ้น “แม้ว่าเ้าจะมีเหตุผล แต่วิธีการนั้นรุนแรงเกินไปแล้ว โยนคนลงในสระบัวในวันที่อากาศหนาวเช่นนี้ มิหนำซ้ำไม่กลัวว่าจะทำให้คนป่วยด้วย” นึกไม่ถึงว่าไม่ได้พูดถึงฟันซี่นั้น
“เ้าค่ะ หลานสำนึกผิดแล้วเ้าค่ะ” ฉินหยีหนิงเข้าใจความคิดของล่าวไท่จุนแล้ว พลอยนึกโล่งใจ
ฝ่ายฉินฮุ่ยหนิงถึงกับเงยหน้าขึ้นมองล่าวไท่จุนอย่างไม่เชื่อสายตา “ท่านย่า ท่านไม่รักข้าแล้วหรือเ้าคะ ท่านทำอย่างนี้กับข้าได้อย่างไรเ้าคะ!”
ล่าวไท่จุนมองร่างกายที่สกปรกและน่าสลดใจของนาง ความรู้สึกที่มีทั้งรักและโกรธปะปนกัน “ฮุ่ยเจี่ยร์ ข้าเฝ้าดูเ้าเติบโตขึ้นมา เ้าคิดอะไร ข้ารู้ชัดเจนดี เ้าทำตัวเองให้ดีเถิด” และสั่งทุกคน “แยกย้ายกลับไปได้แล้ว มุงดูสิ่งใดกัน!”
นางพาแม่นมฉิน จี๋เสียงกับหรูยี่หันหลังกลับไปทันทีที่กล่าวจบ โดยไม่มีเจตนาที่จะลงโทษฉินหยีหนิงแม้แต่น้อย
ฮูหยินสอง ฮูหยินสาม คุณหนูสามและคนอื่นๆ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเื่ที่เกิดขึ้น ล้วนมีความคิดเห็นตรงกันว่าต้องเป็ฉินฮุ่ยหนิงก่อเื่อะไรอีกแล้วเป็แน่ ตอนนี้แม้กระทั่งล่าวไท่จุนยังปฏิเสธที่จะช่วยนาง
ฉินหยีหนิงคำนับพี่สะใภ้สองคนและลูกพี่ลูกน้องผู้หญิงทั้งหลาย อธิบายว่าซุนซื่อเป็ลมร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง จะต้องเข้าไปดูอาการของนางในทันที พี่สาวน้องสาวต่างก็เป็ห่วงและได้ติดตามฉินหยีหนิงไปที่เรือนซิ่งหนิงด้วย
ฟู่กุ้ยและฉ่ายหยุนเมื่อได้ยินข่าวฉินฮุ่ยหนิง ได้สั่งให้บ่าวร่างใหญ่แบกเกี้ยวเล็กๆ มาพานางกลับไปที่เรือนเสวี่ยลี่
หลังความวุ่นวายจางหาย ความสงบเข้ามาแทนที่ภายในบริเวณสวนหลังบ้าน ฉินหวยหยวนและยวี้ฉือเยี่ยนจึงพาคนสนิททั้งหลายของพวกเขาเดินเลี้ยวออกมาจากทางด้านหลังูเาหินซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสระบัว
“ทำให้องค์ชายต้องทรงพระสรวลแล้ว ลูกหญิงน้อยโตมาในูเา พฤติกรรมจึงค่อนข้างขาดความสุภาพ มีส่วนที่แข็งกระด้างบ้าง ก็ขอฝ่าาได้โปรดทรงให้อภัยด้วยนะพ่ะย่ะค่ะ” ฉินหวยหยวนค้อมศีรษะ
