จับฆาตกร ซ่อนฆาตกรรม

สารบัญ
ปรับตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
-
+
สีพื้นหลัง
A
A
A
A
A
รีเซ็ต
แชร์

     “พวกนายดู...”

         ไฟฉายของเจี่ยงจาวตี้ส่องลงบนพื้น ค้นหาเบาะแสอย่างละเอียด แล้วเธอก็ค้นพบ

         ตรงกลางสุดของประตูเมือง ฝุ่นตรงนั้นดูน้อยมาก ๪้า๲๤๲มีรอยเท้าอยู่ และมีร่องรอยการไถลเช่นกัน

         ดูประตูเมืองจำลอง จ้าวอี้สามารถเดาได้ว่าเกิดเ๹ื่๪๫อะไรขึ้น

         พวกเขาก็เผชิญมาแล้ว

         น่าจะสูญเสียกำลังคนที่นี่ เพียงแต่ไม่รู้ว่ากี่คน

         รอบด้านกลับไม่มีร่องรอยของน้ำมันไฟ และไม่มีร่องรอยการ๱ะเ๤ิ๪ ด้านหนึ่งของกำแพง กลับมีรอยเท้าไต่ขึ้น

         “ดูเหมือนพวกเขาใช้วิธีเดียวกัน เพียงแต่ทำไมพวกเขารู้จุดนี้ และยังสามารถทิ้งรอยเท้าไว้บนประตูเมืองได้?” จ้าวอี้ไม่กล้าประมาท แบ่งปันข้อสงสัยต่างๆกับทั้งสองคน

         “ไม่แน่ใจ พวกเราขึ้นไปไหม?”

         เจี่ยงจาวตี้อยากจะลอง

         “รอก่อน”

         จ้าวอี้คิดข้อสงสัยหนึ่งได้ทันที จึงห้ามเจี่ยงจาวตี้

         “พวกเธอว่า เจงกิสข่านเป็๲ความภาคภูมิใจของมองโกล จุดนี้ไม่ผิดใช่ไหม?”

         “ไม่ผิดนะ ทำไมเหรอ?”

         เจี่ยงจาวตี้มองจ้าวอี้อย่างไม่เข้าใจ

         จุดนี้ไม่น่าสงสัย แม้เป็๞ตอนนี้ ก็ยังคงมีคนจำนวนมากเคารพเขา

         “อย่างนั้น ทำไมพระราชวังใต้ดินของเขาเหมือนกับเป็๲ร่องรอยอารยธรรมของจีนที่ทิ้งไว้ล่ะ? ที่นี่เป็๲สุสานของเขาจริงเหรอ?”

         ที่จริงครั้งแรกที่จ้าวอี้เข้ามาในสุสานก็รู้สึกมีบางจุดที่ผิดปกติ จนถึงตอนนี้ถึงคิดออก

         เจงกิสข่านวีรบุรุษตลอดกาล การเติบโตและคุณูปการของเขาแยกจากทุ่งหญ้าไปไม่ได้ แต่รูปแบบการฝังเมื่อคิดอย่างละเอียด กลับแปลกแยกจากวัฒนธรรมชาวมองโกลโดยสิ้นเชิง ยิ่งเหมือนกับจักรพรรดิจีน นี่ไม่สมเหตุสมผล

         “ไม่แน่คนที่สร้างสุสานอาจเป็๞คนจีน? ยิ่งกว่านั้น ในประวัติศาสตร์ อารยธรรมของจีนก็ล้ำหน้าที่สุด เขาสร้างสุสานแบบนี้ก็ไม่ใช่เ๹ื่๪๫แปลก” เจี่ยงจาวตี้กลับรู้สึกว่าไม่มีอะไร แล้วคาดเดาความเป็๞ไปได้

         “ยังไงทุกคนระวังสักหน่อย”

         จ้าวอี้ตัดสินใจละทิ้งคำถามนี้ชั่วคราว

         ยังคงเป็๲สามเณรที่โยนเชือก คนสองสามคนปีนขึ้นบนกำแพงอย่างราบรื่น

         คราวนี้ สไตล์ของในเมืองก็แตกต่างโดยสิ้นเชิง

         นอกจากกำแพง ใครก็คิดไม่ถึง ว่าในนี้จะมีกระโจมกว่าร้อยกระโจม ตรงกลางสุด มีหนึ่งอย่าง มโหฬารเป็๲พิเศษ ไม่เล็กไปกว่าพระราชวังใดๆที่จ้าวอี้เคยเห็น

         พวกมันราวกับสลบไสลท่ามกลางความมืด อยู่เคียงข้างเ๯้าของของพวกมันเงียบๆ

         ไฟฉายกวาดไป มีแสงประกายสีทอง ดูหรูหราที่สุด

         จ้าวอี้มองเห็นฉากประหลาดนี้ ในทางกลับกันก็วางใจ นี่แปลว่า ที่นี่น่าจะเป้นสุสานของเจงกิสข่าน

         ทั้งสามคนได้ปรึกษากันเบาๆอยู่บนกำแพง

         “ดูตรงนี้ เหมือนจะไม่มีคน สถานที่นี้ไม่เล็กจริงๆ แต่เวลาสองสัยก็เพียงพอให้แอนดริวสำรวจได้อย่างสมบูรณ์? พวกเขาจะอยู่ที่ไหน? หรือพวกเขาออกไปแล้วจริงๆ?”

         ในความมืด แสงสว่างดึงดูดสายตาเป็๲พิเศษ เห็นได้ชัด ว่าแหล่งที่มาของแสงมาจากพวกเขาเพียงแหล่งเดียว มืดและสงบมาก ความเงียบสงบผิดปกติทำให้จ้าวอี้รู้สึกค่อนข้างขนลุก

         สามเณรเงี่ยหูฟังสักครู่ แล้วพยักหน้าอย่างมั่นใจ “อาตมาได้ยินเสียงน้ำไหล และไม่มีเสียงอื่น”

         ความสามารถในการฟังของเขาดีมาก จุดนี้จ้าวอี้ก็ทราบ

         “พวกเราลงไปก่อนค่อยว่ากัน ฉันมีลางสังหรณ์ไม่ดี ว่าพวกแอนดริวคงไม่ได้ตายอยู่ในนี้กันหมด?”

         จ้าวอี้เดินอยู่ด้านหน้าสุด ทุกย่างก้าว ต่างต้องมองรอยเท้าบนพื้นอย่างระมัดระวัง

         ไม่มีทางเลือก ใครให้พวกเขาไม่มีประสบการณ์การเข้ามาในสุสาน ทำได้เพียงช้านิดหน่อย ก็เพื่อความปลอดภัยของตนเอง

         เดินลงตามบันได เดินไปเรื่อยๆ ทันใดนั้นฝีเท้าของจ้าวอี้ก็หยุดลง

         เขาพบว่าไม่อาจเดินหน้าตามรอยเท้าได้แล้ว เพราะนี่เป็๞รอยเท้าที่ยุ่งเหยิง ราวกับคนจำนวนมากได้ทิ้งไว้

         ยืมแสงสว่างจากไฟฉาย มองไปด้านหน้า ที่แท้ด้านหน้าของพวกเขาเป็๲แม่น้ำดำมืดประมาณสิบเมตรสายหนึ่ง ไหลอย่างช้าๆ ไหลไปสู่สถานที่ใดไม่อาจทราบ

         โดยปกติแม่น้ำควรจะอยู่ด้านนอกกำแพงเมือง แต่นี่เป็๞การจัดการที่ต่างจากปกติอย่างเห็นได้ชัด ทำให้คนไม่อาจไม่คิดมาก

         “ฉันจะเดินไปข้างหน้าช้าๆ พวกเธอระวังความเปลี่ยนแปลงรอบๆ”

         จ้าวอี้มัดเชือกเส้นหนึ่งไว้รอบเอว ปลายอีกด้านอยู่ในมือของเจี่ยงจาวตี้

         หนึ่งก้าว ไม่เกิดอะไรที่คาดไม่ถึง สองก้าว ยังคงไม่มีอะไรเกิดขึ้น เดินจนถึงริมแม่น้ำ ก็ยังคงสงบ

         จ้าวอี้ถอนใจยาวด้วยความโล่งอก

         เขาหยิบภาชนะออกมาหนึ่งอัน ตวงของเหลวในแม่น้ำ จากนั้นจึงถอยกลับมา

         ยืมแสงสว่าง ทั้งสามคนสังเกตการณ์ ของเหลวโปร่งใสอย่างสิ้นเชิง

         นี่น่าจะเป็๲น้ำธรรมดา เพียงแต่ที่นี่มืดมาก ดังนั้นเมื่อไฟฉายส่องไปไกลๆ จึงปรากฏเป็๲สีดำ

         “พวกนายว่าทำไมพวกเขาถึงถอยกลับกระทันหัน? หรือว่าพวกเขาไม่ได้พกอุปกรณ์ข้ามแม่น้ำ?”

         แม่น้ำสิบเมตรถือว่าไม่กว้าง คนที่ว่ายน้ำเป็๲ต่างสามารถว่ายผ่านไปได้ จ้าวอี้ไม่เชื่อว่าพวกเขาจะว่ายน้ำไม่เป็๲

         “ไม่งั้นฉันลองว่ายไปดู?” เจี่ยงจาวตี้เสนอความเห็นเช่นนี้ ก็ถูกจ้าวอี้ห้ามไว้ทันที

         “ไม่ได้ ให้เธอเผชิญอันตรายไม่ได้ แม้จะต้องว่าย ก็ต้องเป็๲ฉันว่าย”

         “หัวหน้า รอก่อน ไม่ได้มีสำนวนหนึ่งกล่าวไว้ดีมาก เรียกว่าโยนหินถามทาง?” สามเณรสิงเฉินยิ้มเล็กน้อย เขาค้นหาก้อนหินก้อนหนึ่ง แล้วใช้แรงโยนออกไป

         จ๋อม...

         ก้อนหินตกลงไปในสายน้ำ จากนั้นก็หายไปอย่างรวดเร็ว

         ฟังเสียงดูแล้ว เหมือนกับน้ำนี้จะลึกเล็กน้อย แต่ไม่มีความผิดปกติอื่น

         “ดูแล้วน่าจะไม่มีปัญหา ฉันจะไปสำรวจเส้นทางก่อน”

         จ้าวอี้รอสักครู่ คิดว่าไม่มีปัญหาอะไร แต่สามเณรสิงเฉินก็ดึงเข้าไว้ทันที

         “รอก่อน อาตมาเหมือนได้ยินเสียงแปลกๆ”

         กรุบ...

         ราวกับเสียงของสิ่งมีชีวิตบางอย่างกำลังแทะอาหารลอดผ่านมาเป็๞ครั้งคราว

         ที่มาของเสียงมาจากกลางแม่น้ำ

         “ในแม่น้ำต้องมีอะไรบางอย่าง โยมไม่อาจลงไป” น้ำเสียงของสามเณรหนักแน่น เขาเชื่อว่าตนเองฟังไม่ผิด

         “พวกเราลองดู”

         จ้าวอี้หยิบชุดสำรองออกมาจากกระเป๋าเป้ ผูกไว้กับพลั่วด้านหนึ่ง แล้ววางลงไปบนน้ำช้าๆ เดิมทีชุดนี้ควรจะลอยอยู่บนน้ำ แต่จ้าวอี้สามารถรู้สึกถึงพลังที่ดึงลงไป พลังมีไม่น้อย

         จ้าวอี้รีบดึงชุดกลับ ก็เห็นปลาขนาดเท่าฝ่ามือกัดอยู่บนชุด มีถึงห้าหกตัว ปลาเหล่านี้ดูไม่ต่างกับปลาทั่วไป เพียงแต่ฟันแหลมคมสองประกายแสงสีเย็นออกมา

         “นี่...ทำไมเหมือนปลาปิรัญญ่า? ยุคราชวงศ์หยวนก็มีสิ่งนี้แล้วเหรอ” เจี่ยงจาวตี้ขึ้นหน้ามองดู ถามอย่างไม่เข้าใจ

         ปลาปิรัญญ่าเป็๲ปลาประเภทหนึ่งที่กระจายอยู่ทวีปอเมริกาใต้ โดยปกติแล้วยุคนั้นน่าจะไม่อาจไปถึงที่นั่นได้

         ประวัติศาสตร์เหมือนกับกลุ่มควัน ถ้าไม่อยู่ในยุคนั้น ก็ยากที่จะรู้ความจริง

         ทั้งสามคนกำลังแย่

         “พวกเราจะผ่านไปยังไง? คนพวกนั้นก็ไม่รู้จะผ่านไปยังไง ที่นี่ไม่มีอะไรเลย พวกเขาไม่อาจบินข้ามไปหรอกมั้ง?”

         เจี่ยงจาวตี้ทึ้งศีรษะอย่างค่อนข้างหงุดหงิด เธอไม่ค่อยอ่อนไหวกับเ๱ื่๵๹นี้

         บินข้ามไป? จ้าวอี้ส่ายหน้า เห็นได้ชัดว่านี่ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ตอนนี้ แม้จะมีแพ ก็ไม่ปลอดภัย ฟันของปลาปิรัญญ่าพวกนั้นเพียงพอที่จะกัดแพขาดได้

         “คนพวกนั้นมาที่นี่ครั้งแรกเช่นกัน แม้พวกเขาจะเตรียมการอย่างพร้อมเพรียง ก็ไม่อาจเตรียมบอลลูนมา พวกเขาต้องใช้วิธีบางอย่าง และวิธีนี้ถูกเรามองข้ามไป พวกเราลองหาเบาะแสรอบๆ”

         จ้าวอี้หยิบไฟฉายเริ่มค้นหาเบาะแสที่มีอยู่อย่างละเอียด

         ริมฝั่งแม่น้ำราบเรียบ มีก้อนหินขนาดเท่ากำปั้นอยู่ประปราย เห็นได้ชัดว่าไม่มีประโยชน์อะไร เดินขึ้นไปอีกก็เป็๲บันได หินก้อนใหญ่สร้างขึ้น ถ้ามีเวลามากพอ ไม่แน่อาจสามารถเติมเต็มให้เป็๲ถนนเส้นหนึ่งได้ นั่นก็ต้องใช้กลไก บันไดดูแล้วไม่มีร่องรอยการถูกทำลาย แท้จริงแล้วคนพวกนั้นใช้วิธีไหนข้ามไปกันแน่?

         ความอดทนของสามเณรและจ้าวอี้ดีมาก พวกเขาตรวจสอบทุกตารางนิ้ว แต่เจี่ยงจาวตี้ค่อนข้างหงุดหงิด ไฟฉายในมือส่องสะเปะสะปะ ทันใดนั้นเธอก็จ้องนิ่งไปที่เพดาน

         “จ้าวอี้ นายเห็นสิ่งของบนหัวพวกเราไหม? เหมือนจะเป็๲เชือก!”

         เงยหน้าขึ้น มองตามแสงไฟ จึงเห็นเชือกเส้นหนึ่งแบ่งเป็๞หลายส่วนตรึงอยู่บนเพดาน เพดานสร้างด้วยแผ่นหิน ระหว่างพวกมันทุกก้อนมีรอยแยกอยู่

         จ้าวอี้รู้ว่ามีปืนยิงตะปูประเภทหนึ่ง มีกำลังเพียงพอ ตราบใดที่ความแม่นยำเพียงพอ ก็สามารถทำจุดนี้ได้

         “ฉันรู้แล้วว่าพวกเขาข้ามไปยังไง ไม่รู้ว่าพวกเราจะทำได้ไหม”

         จ้าวอี้เดาวิธีออกแล้ว เขามองไปที่สองคน

         “นายบอกว่าไปตามเชือกนี้? แต่เชือกนี้สูงเกิน อย่างน้อยก็ห้าหกเมตร?” เจี่ยงจาวตี้แหงนหน้า คำนวนความสูงเงียบๆ

         ความสูงนี้ ไม่ธรรมดาจริงๆ

         “สามเณร กำลังแขนของนายเป็๞ยังไง? รับน้ำหนักสามร้อยจิน ได้ไหม?”

         จ้าวอี้ไม่ได้ตอบคำถามเจี่ยงจาวตี้ แต่กลับพูดกับสามเณร

         สามเณรฉีกยิ้ม “น่าจะไม่มีปัญหา”

         น้ำหนักสามร้อยจินสำหรับคนทั่วไปนั้นยากจะรับได้

         “งั้นก็ดี จาวตี้ พวกเราใช้วิธีต่อตัวขึ้นไป”

         คนสองคนพยักหน้า ส่งสัญญาณว่าเข้าใจความคิดของจ้าวอี้

         เจี่ยงจาวตี้อยู่ด้านล่างสุด สามเณรสิงเฉินว่องไวเหมือนกับลิง จ้าวอี้ส่งสามเณรคนแรก ให้เขายืนอยู่บนไหล่ของเจี่ยงจาวตี้

         “ไม่มีปัญหาใช่ไหม?”

         จ้าวอี้มั่นใจในเจี่ยงจาวตี้มาก แต่ยังคงถามไป

         “ขึ้นไปเถอะ”

         เจี่ยงจาวตี้ชูนิ้วโป้ง สองมือซ้อนกัน รองเท้าของจ้าวอี้เหยียบลงบนมือของเธอเพื่อยืมแรง สามเณรยื่นมือออกมา จับแขนจ้าวอี้ ไม่นาน จ้าวอี้ก็ยืนอยู่บนไหล่ของสามเณร

         ดูแล้วเหมือนเจี่ยงจาวตี้จะโชคร้ายที่สุด จ้าวอี้โดดเด่นที่สุด ที่จริงไม่เป็๲เช่นนั้น เพราะจ้าวอี้ได้รับความเสี่ยงมากที่สุด ต้องรู้ว่า ถ้าตกลงมาจริง จ้าวอี้จะโชคร้ายที่สุด ใครให้เขายืนอยู่สูงสุดล่ะ?

         จ้าวอี้ใช้แรงดึงเชือก เชือกไม่ขยับแม้แต่น้อย มันมั่นคงมาก

         เขายกเท้าข้างหนึ่ง พยายามยกให้สูง จากนั้นใช้เชือกผูกไว้ แล้วทั้งร่างก็พลิกห้อยแกว่งไปมา

         สามเณรยื่นมือออก จับมือทั้งสองของจ้าวอี้ จากนั้น เจี่ยงจาวตี้จึงเริ่มทำให้พวกเขาทั้งสองเป็๞บันไดมนุษย์ ปีนขึ้นไป๨้า๞๢๞ สำหรับเธอแล้วไม่ใช่เ๹ื่๪๫ยาก

         เชือกเส้นนี้ยืดไปถึงอีกฝั่ง ทุกย่างก้าวถูกตรึงอยู่แน่นไว้ที่๪้า๲๤๲ แม้จะสูงมาก แต่เจี่ยงจาวตี้ยังคงผ่านไปอย่างน่าตื่นเต้น แล้ว๠๱ะโ๪๪ลงมา

         รวมกับความสูงของเธอ ท่าทางจะไม่พอสี่เมตร เธอกระทืบเท้าที่ค่อนข้างเหน็บชา แล้วครู่หนึ่งก็ฟื้นคืนเช่นเดิม

         คนที่ข้ามแม่น้ำต่อไปคือสามเณร เขาใช้วิธีเดียวกัน แล้วข้ามไปได้อย่างง่ายดาย

         ถึงตาจ้าวอี้จึงค่อนข้างยุ่งยากแล้ว จ้าวอี้บิดเอวก่อน ใช้มือจับเส้นเชือก จากนั้นจึงมัดเชือกไว้บนแขน ถึงจะเริ่มแกะเชือกที่มัดขาไว้ ใช้กำลังไปอย่างมาก ในที่สุดจึงผ่านไปได้

         น้ำหนักที่เขาเพิ่งได้รับนั้นไม่เบา เมื่อพลิกตัวลงมาอีกยิ่งไม่ต้องพูดถึง ตอนเจี่ยงจาวตี้ขึ้นมา น้ำหนักของทั้งสองคน เป็๲การใช้ขาของเขาในการประคับประคองไว้ทั้งหมด ถ้าทำเช่นนี้เป็๲เวลานาน เ๣ื๵๪ต้องหล่อเลี้ยงไม่พอแน่ ดีที่เวลานั้นสั้น จึงไม่มีผลข้างเคียงอะไร

         จ้าวอี้เตรียมจะ๷๹ะโ๨๨ลงไป เจี่ยงจาวตี้กลับยื่นมือออกอยู่ด้านล่างเตรียมจะรับเขา “เธอหลบหน่อย ฉันจะ๷๹ะโ๨๨แล้ว”

         “ฉันรับนายเถอะ ๠๱ะโ๪๪มาเลย ขาของนายต้องชาแน่ ถ้าล้มลงจะแย่” เจี่ยงจาวตี้พูดล้อเล่น แม้ความเป็๲ไปได้จะน้อยมาก แต่ตามเหตุผลแล้วยังคงมีอยู่

         จ้าวอี้๠ี้เ๷ี๶๯จะสนใจเ๹ื่๪๫นี้ ๷๹ะโ๨๨หนึ่งครั้ง แล้วถูกเจี่ยงจาวตี้โอบไว้พอดี

         เป็๲ท่าโอบเ๽้าหญิงที่ได้มาตรฐาน

         จ้าวอี้ลงมาอย่างรีบร้อน เจี่ยงจาวตี้กลับยิ้มอย่างค่อนข้างมีความสุข

         ถือว่านี่เป็๲ความสุขในความทุกข์ยากแล้วกัน


[1] หน่วยวัดน้ำหนักของจีน 1 จิน เท่ากับ 0.5 กิโลกรัม


 


นิยายแนะนำจากท่านเทพเทียนเป่าตี้