“พวกนายดู...”
ไฟฉายของเจี่ยงจาวตี้ส่องลงบนพื้น ค้นหาเบาะแสอย่างละเอียด แล้วเธอก็ค้นพบ
ตรงกลางสุดของประตูเมือง ฝุ่นตรงนั้นดูน้อยมาก ้ามีรอยเท้าอยู่ และมีร่องรอยการไถลเช่นกัน
ดูประตูเมืองจำลอง จ้าวอี้สามารถเดาได้ว่าเกิดเื่อะไรขึ้น
พวกเขาก็เผชิญมาแล้ว
น่าจะสูญเสียกำลังคนที่นี่ เพียงแต่ไม่รู้ว่ากี่คน
รอบด้านกลับไม่มีร่องรอยของน้ำมันไฟ และไม่มีร่องรอยการะเิ ด้านหนึ่งของกำแพง กลับมีรอยเท้าไต่ขึ้น
“ดูเหมือนพวกเขาใช้วิธีเดียวกัน เพียงแต่ทำไมพวกเขารู้จุดนี้ และยังสามารถทิ้งรอยเท้าไว้บนประตูเมืองได้?” จ้าวอี้ไม่กล้าประมาท แบ่งปันข้อสงสัยต่างๆกับทั้งสองคน
“ไม่แน่ใจ พวกเราขึ้นไปไหม?”
เจี่ยงจาวตี้อยากจะลอง
“รอก่อน”
จ้าวอี้คิดข้อสงสัยหนึ่งได้ทันที จึงห้ามเจี่ยงจาวตี้
“พวกเธอว่า เจงกิสข่านเป็ความภาคภูมิใจของมองโกล จุดนี้ไม่ผิดใช่ไหม?”
“ไม่ผิดนะ ทำไมเหรอ?”
เจี่ยงจาวตี้มองจ้าวอี้อย่างไม่เข้าใจ
จุดนี้ไม่น่าสงสัย แม้เป็ตอนนี้ ก็ยังคงมีคนจำนวนมากเคารพเขา
“อย่างนั้น ทำไมพระราชวังใต้ดินของเขาเหมือนกับเป็ร่องรอยอารยธรรมของจีนที่ทิ้งไว้ล่ะ? ที่นี่เป็สุสานของเขาจริงเหรอ?”
ที่จริงครั้งแรกที่จ้าวอี้เข้ามาในสุสานก็รู้สึกมีบางจุดที่ผิดปกติ จนถึงตอนนี้ถึงคิดออก
เจงกิสข่านวีรบุรุษตลอดกาล การเติบโตและคุณูปการของเขาแยกจากทุ่งหญ้าไปไม่ได้ แต่รูปแบบการฝังเมื่อคิดอย่างละเอียด กลับแปลกแยกจากวัฒนธรรมชาวมองโกลโดยสิ้นเชิง ยิ่งเหมือนกับจักรพรรดิจีน นี่ไม่สมเหตุสมผล
“ไม่แน่คนที่สร้างสุสานอาจเป็คนจีน? ยิ่งกว่านั้น ในประวัติศาสตร์ อารยธรรมของจีนก็ล้ำหน้าที่สุด เขาสร้างสุสานแบบนี้ก็ไม่ใช่เื่แปลก” เจี่ยงจาวตี้กลับรู้สึกว่าไม่มีอะไร แล้วคาดเดาความเป็ไปได้
“ยังไงทุกคนระวังสักหน่อย”
จ้าวอี้ตัดสินใจละทิ้งคำถามนี้ชั่วคราว
ยังคงเป็สามเณรที่โยนเชือก คนสองสามคนปีนขึ้นบนกำแพงอย่างราบรื่น
คราวนี้ สไตล์ของในเมืองก็แตกต่างโดยสิ้นเชิง
นอกจากกำแพง ใครก็คิดไม่ถึง ว่าในนี้จะมีกระโจมกว่าร้อยกระโจม ตรงกลางสุด มีหนึ่งอย่าง มโหฬารเป็พิเศษ ไม่เล็กไปกว่าพระราชวังใดๆที่จ้าวอี้เคยเห็น
พวกมันราวกับสลบไสลท่ามกลางความมืด อยู่เคียงข้างเ้าของของพวกมันเงียบๆ
ไฟฉายกวาดไป มีแสงประกายสีทอง ดูหรูหราที่สุด
จ้าวอี้มองเห็นฉากประหลาดนี้ ในทางกลับกันก็วางใจ นี่แปลว่า ที่นี่น่าจะเป้นสุสานของเจงกิสข่าน
ทั้งสามคนได้ปรึกษากันเบาๆอยู่บนกำแพง
“ดูตรงนี้ เหมือนจะไม่มีคน สถานที่นี้ไม่เล็กจริงๆ แต่เวลาสองสัยก็เพียงพอให้แอนดริวสำรวจได้อย่างสมบูรณ์? พวกเขาจะอยู่ที่ไหน? หรือพวกเขาออกไปแล้วจริงๆ?”
ในความมืด แสงสว่างดึงดูดสายตาเป็พิเศษ เห็นได้ชัด ว่าแหล่งที่มาของแสงมาจากพวกเขาเพียงแหล่งเดียว มืดและสงบมาก ความเงียบสงบผิดปกติทำให้จ้าวอี้รู้สึกค่อนข้างขนลุก
สามเณรเงี่ยหูฟังสักครู่ แล้วพยักหน้าอย่างมั่นใจ “อาตมาได้ยินเสียงน้ำไหล และไม่มีเสียงอื่น”
ความสามารถในการฟังของเขาดีมาก จุดนี้จ้าวอี้ก็ทราบ
“พวกเราลงไปก่อนค่อยว่ากัน ฉันมีลางสังหรณ์ไม่ดี ว่าพวกแอนดริวคงไม่ได้ตายอยู่ในนี้กันหมด?”
จ้าวอี้เดินอยู่ด้านหน้าสุด ทุกย่างก้าว ต่างต้องมองรอยเท้าบนพื้นอย่างระมัดระวัง
ไม่มีทางเลือก ใครให้พวกเขาไม่มีประสบการณ์การเข้ามาในสุสาน ทำได้เพียงช้านิดหน่อย ก็เพื่อความปลอดภัยของตนเอง
เดินลงตามบันได เดินไปเรื่อยๆ ทันใดนั้นฝีเท้าของจ้าวอี้ก็หยุดลง
เขาพบว่าไม่อาจเดินหน้าตามรอยเท้าได้แล้ว เพราะนี่เป็รอยเท้าที่ยุ่งเหยิง ราวกับคนจำนวนมากได้ทิ้งไว้
ยืมแสงสว่างจากไฟฉาย มองไปด้านหน้า ที่แท้ด้านหน้าของพวกเขาเป็แม่น้ำดำมืดประมาณสิบเมตรสายหนึ่ง ไหลอย่างช้าๆ ไหลไปสู่สถานที่ใดไม่อาจทราบ
โดยปกติแม่น้ำควรจะอยู่ด้านนอกกำแพงเมือง แต่นี่เป็การจัดการที่ต่างจากปกติอย่างเห็นได้ชัด ทำให้คนไม่อาจไม่คิดมาก
“ฉันจะเดินไปข้างหน้าช้าๆ พวกเธอระวังความเปลี่ยนแปลงรอบๆ”
จ้าวอี้มัดเชือกเส้นหนึ่งไว้รอบเอว ปลายอีกด้านอยู่ในมือของเจี่ยงจาวตี้
หนึ่งก้าว ไม่เกิดอะไรที่คาดไม่ถึง สองก้าว ยังคงไม่มีอะไรเกิดขึ้น เดินจนถึงริมแม่น้ำ ก็ยังคงสงบ
จ้าวอี้ถอนใจยาวด้วยความโล่งอก
เขาหยิบภาชนะออกมาหนึ่งอัน ตวงของเหลวในแม่น้ำ จากนั้นจึงถอยกลับมา
ยืมแสงสว่าง ทั้งสามคนสังเกตการณ์ ของเหลวโปร่งใสอย่างสิ้นเชิง
นี่น่าจะเป็น้ำธรรมดา เพียงแต่ที่นี่มืดมาก ดังนั้นเมื่อไฟฉายส่องไปไกลๆ จึงปรากฏเป็สีดำ
“พวกนายว่าทำไมพวกเขาถึงถอยกลับกระทันหัน? หรือว่าพวกเขาไม่ได้พกอุปกรณ์ข้ามแม่น้ำ?”
แม่น้ำสิบเมตรถือว่าไม่กว้าง คนที่ว่ายน้ำเป็ต่างสามารถว่ายผ่านไปได้ จ้าวอี้ไม่เชื่อว่าพวกเขาจะว่ายน้ำไม่เป็
“ไม่งั้นฉันลองว่ายไปดู?” เจี่ยงจาวตี้เสนอความเห็นเช่นนี้ ก็ถูกจ้าวอี้ห้ามไว้ทันที
“ไม่ได้ ให้เธอเผชิญอันตรายไม่ได้ แม้จะต้องว่าย ก็ต้องเป็ฉันว่าย”
“หัวหน้า รอก่อน ไม่ได้มีสำนวนหนึ่งกล่าวไว้ดีมาก เรียกว่าโยนหินถามทาง?” สามเณรสิงเฉินยิ้มเล็กน้อย เขาค้นหาก้อนหินก้อนหนึ่ง แล้วใช้แรงโยนออกไป
จ๋อม...
ก้อนหินตกลงไปในสายน้ำ จากนั้นก็หายไปอย่างรวดเร็ว
ฟังเสียงดูแล้ว เหมือนกับน้ำนี้จะลึกเล็กน้อย แต่ไม่มีความผิดปกติอื่น
“ดูแล้วน่าจะไม่มีปัญหา ฉันจะไปสำรวจเส้นทางก่อน”
จ้าวอี้รอสักครู่ คิดว่าไม่มีปัญหาอะไร แต่สามเณรสิงเฉินก็ดึงเข้าไว้ทันที
“รอก่อน อาตมาเหมือนได้ยินเสียงแปลกๆ”
กรุบ...
ราวกับเสียงของสิ่งมีชีวิตบางอย่างกำลังแทะอาหารลอดผ่านมาเป็ครั้งคราว
ที่มาของเสียงมาจากกลางแม่น้ำ
“ในแม่น้ำต้องมีอะไรบางอย่าง โยมไม่อาจลงไป” น้ำเสียงของสามเณรหนักแน่น เขาเชื่อว่าตนเองฟังไม่ผิด
“พวกเราลองดู”
จ้าวอี้หยิบชุดสำรองออกมาจากกระเป๋าเป้ ผูกไว้กับพลั่วด้านหนึ่ง แล้ววางลงไปบนน้ำช้าๆ เดิมทีชุดนี้ควรจะลอยอยู่บนน้ำ แต่จ้าวอี้สามารถรู้สึกถึงพลังที่ดึงลงไป พลังมีไม่น้อย
จ้าวอี้รีบดึงชุดกลับ ก็เห็นปลาขนาดเท่าฝ่ามือกัดอยู่บนชุด มีถึงห้าหกตัว ปลาเหล่านี้ดูไม่ต่างกับปลาทั่วไป เพียงแต่ฟันแหลมคมสองประกายแสงสีเย็นออกมา
“นี่...ทำไมเหมือนปลาปิรัญญ่า? ยุคราชวงศ์หยวนก็มีสิ่งนี้แล้วเหรอ” เจี่ยงจาวตี้ขึ้นหน้ามองดู ถามอย่างไม่เข้าใจ
ปลาปิรัญญ่าเป็ปลาประเภทหนึ่งที่กระจายอยู่ทวีปอเมริกาใต้ โดยปกติแล้วยุคนั้นน่าจะไม่อาจไปถึงที่นั่นได้
ประวัติศาสตร์เหมือนกับกลุ่มควัน ถ้าไม่อยู่ในยุคนั้น ก็ยากที่จะรู้ความจริง
ทั้งสามคนกำลังแย่
“พวกเราจะผ่านไปยังไง? คนพวกนั้นก็ไม่รู้จะผ่านไปยังไง ที่นี่ไม่มีอะไรเลย พวกเขาไม่อาจบินข้ามไปหรอกมั้ง?”
เจี่ยงจาวตี้ทึ้งศีรษะอย่างค่อนข้างหงุดหงิด เธอไม่ค่อยอ่อนไหวกับเื่นี้
บินข้ามไป? จ้าวอี้ส่ายหน้า เห็นได้ชัดว่านี่ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ตอนนี้ แม้จะมีแพ ก็ไม่ปลอดภัย ฟันของปลาปิรัญญ่าพวกนั้นเพียงพอที่จะกัดแพขาดได้
“คนพวกนั้นมาที่นี่ครั้งแรกเช่นกัน แม้พวกเขาจะเตรียมการอย่างพร้อมเพรียง ก็ไม่อาจเตรียมบอลลูนมา พวกเขาต้องใช้วิธีบางอย่าง และวิธีนี้ถูกเรามองข้ามไป พวกเราลองหาเบาะแสรอบๆ”
จ้าวอี้หยิบไฟฉายเริ่มค้นหาเบาะแสที่มีอยู่อย่างละเอียด
ริมฝั่งแม่น้ำราบเรียบ มีก้อนหินขนาดเท่ากำปั้นอยู่ประปราย เห็นได้ชัดว่าไม่มีประโยชน์อะไร เดินขึ้นไปอีกก็เป็บันได หินก้อนใหญ่สร้างขึ้น ถ้ามีเวลามากพอ ไม่แน่อาจสามารถเติมเต็มให้เป็ถนนเส้นหนึ่งได้ นั่นก็ต้องใช้กลไก บันไดดูแล้วไม่มีร่องรอยการถูกทำลาย แท้จริงแล้วคนพวกนั้นใช้วิธีไหนข้ามไปกันแน่?
ความอดทนของสามเณรและจ้าวอี้ดีมาก พวกเขาตรวจสอบทุกตารางนิ้ว แต่เจี่ยงจาวตี้ค่อนข้างหงุดหงิด ไฟฉายในมือส่องสะเปะสะปะ ทันใดนั้นเธอก็จ้องนิ่งไปที่เพดาน
“จ้าวอี้ นายเห็นสิ่งของบนหัวพวกเราไหม? เหมือนจะเป็เชือก!”
เงยหน้าขึ้น มองตามแสงไฟ จึงเห็นเชือกเส้นหนึ่งแบ่งเป็หลายส่วนตรึงอยู่บนเพดาน เพดานสร้างด้วยแผ่นหิน ระหว่างพวกมันทุกก้อนมีรอยแยกอยู่
จ้าวอี้รู้ว่ามีปืนยิงตะปูประเภทหนึ่ง มีกำลังเพียงพอ ตราบใดที่ความแม่นยำเพียงพอ ก็สามารถทำจุดนี้ได้
“ฉันรู้แล้วว่าพวกเขาข้ามไปยังไง ไม่รู้ว่าพวกเราจะทำได้ไหม”
จ้าวอี้เดาวิธีออกแล้ว เขามองไปที่สองคน
“นายบอกว่าไปตามเชือกนี้? แต่เชือกนี้สูงเกิน อย่างน้อยก็ห้าหกเมตร?” เจี่ยงจาวตี้แหงนหน้า คำนวนความสูงเงียบๆ
ความสูงนี้ ไม่ธรรมดาจริงๆ
“สามเณร กำลังแขนของนายเป็ยังไง? รับน้ำหนักสามร้อยจิน ได้ไหม?”
จ้าวอี้ไม่ได้ตอบคำถามเจี่ยงจาวตี้ แต่กลับพูดกับสามเณร
สามเณรฉีกยิ้ม “น่าจะไม่มีปัญหา”
น้ำหนักสามร้อยจินสำหรับคนทั่วไปนั้นยากจะรับได้
“งั้นก็ดี จาวตี้ พวกเราใช้วิธีต่อตัวขึ้นไป”
คนสองคนพยักหน้า ส่งสัญญาณว่าเข้าใจความคิดของจ้าวอี้
เจี่ยงจาวตี้อยู่ด้านล่างสุด สามเณรสิงเฉินว่องไวเหมือนกับลิง จ้าวอี้ส่งสามเณรคนแรก ให้เขายืนอยู่บนไหล่ของเจี่ยงจาวตี้
“ไม่มีปัญหาใช่ไหม?”
จ้าวอี้มั่นใจในเจี่ยงจาวตี้มาก แต่ยังคงถามไป
“ขึ้นไปเถอะ”
เจี่ยงจาวตี้ชูนิ้วโป้ง สองมือซ้อนกัน รองเท้าของจ้าวอี้เหยียบลงบนมือของเธอเพื่อยืมแรง สามเณรยื่นมือออกมา จับแขนจ้าวอี้ ไม่นาน จ้าวอี้ก็ยืนอยู่บนไหล่ของสามเณร
ดูแล้วเหมือนเจี่ยงจาวตี้จะโชคร้ายที่สุด จ้าวอี้โดดเด่นที่สุด ที่จริงไม่เป็เช่นนั้น เพราะจ้าวอี้ได้รับความเสี่ยงมากที่สุด ต้องรู้ว่า ถ้าตกลงมาจริง จ้าวอี้จะโชคร้ายที่สุด ใครให้เขายืนอยู่สูงสุดล่ะ?
จ้าวอี้ใช้แรงดึงเชือก เชือกไม่ขยับแม้แต่น้อย มันมั่นคงมาก
เขายกเท้าข้างหนึ่ง พยายามยกให้สูง จากนั้นใช้เชือกผูกไว้ แล้วทั้งร่างก็พลิกห้อยแกว่งไปมา
สามเณรยื่นมือออก จับมือทั้งสองของจ้าวอี้ จากนั้น เจี่ยงจาวตี้จึงเริ่มทำให้พวกเขาทั้งสองเป็บันไดมนุษย์ ปีนขึ้นไป้า สำหรับเธอแล้วไม่ใช่เื่ยาก
เชือกเส้นนี้ยืดไปถึงอีกฝั่ง ทุกย่างก้าวถูกตรึงอยู่แน่นไว้ที่้า แม้จะสูงมาก แต่เจี่ยงจาวตี้ยังคงผ่านไปอย่างน่าตื่นเต้น แล้วะโลงมา
รวมกับความสูงของเธอ ท่าทางจะไม่พอสี่เมตร เธอกระทืบเท้าที่ค่อนข้างเหน็บชา แล้วครู่หนึ่งก็ฟื้นคืนเช่นเดิม
คนที่ข้ามแม่น้ำต่อไปคือสามเณร เขาใช้วิธีเดียวกัน แล้วข้ามไปได้อย่างง่ายดาย
ถึงตาจ้าวอี้จึงค่อนข้างยุ่งยากแล้ว จ้าวอี้บิดเอวก่อน ใช้มือจับเส้นเชือก จากนั้นจึงมัดเชือกไว้บนแขน ถึงจะเริ่มแกะเชือกที่มัดขาไว้ ใช้กำลังไปอย่างมาก ในที่สุดจึงผ่านไปได้
น้ำหนักที่เขาเพิ่งได้รับนั้นไม่เบา เมื่อพลิกตัวลงมาอีกยิ่งไม่ต้องพูดถึง ตอนเจี่ยงจาวตี้ขึ้นมา น้ำหนักของทั้งสองคน เป็การใช้ขาของเขาในการประคับประคองไว้ทั้งหมด ถ้าทำเช่นนี้เป็เวลานาน เืต้องหล่อเลี้ยงไม่พอแน่ ดีที่เวลานั้นสั้น จึงไม่มีผลข้างเคียงอะไร
จ้าวอี้เตรียมจะะโลงไป เจี่ยงจาวตี้กลับยื่นมือออกอยู่ด้านล่างเตรียมจะรับเขา “เธอหลบหน่อย ฉันจะะโแล้ว”
“ฉันรับนายเถอะ ะโมาเลย ขาของนายต้องชาแน่ ถ้าล้มลงจะแย่” เจี่ยงจาวตี้พูดล้อเล่น แม้ความเป็ไปได้จะน้อยมาก แต่ตามเหตุผลแล้วยังคงมีอยู่
จ้าวอี้ี้เีจะสนใจเื่นี้ ะโหนึ่งครั้ง แล้วถูกเจี่ยงจาวตี้โอบไว้พอดี
เป็ท่าโอบเ้าหญิงที่ได้มาตรฐาน
จ้าวอี้ลงมาอย่างรีบร้อน เจี่ยงจาวตี้กลับยิ้มอย่างค่อนข้างมีความสุข
ถือว่านี่เป็ความสุขในความทุกข์ยากแล้วกัน
[1] หน่วยวัดน้ำหนักของจีน 1 จิน เท่ากับ 0.5 กิโลกรัม
