บ่าวไพร่ในจวนอัครมหาเสนาบดีล้วนเป็ประเภทดูแต่อำนาจผลประโยชน์เห็นซูเต๋อเหยียนไม่โปรดปรานแม่น้ารองอีกต่อไป เรือนของแม่น้ารองก็ยิ่งวังเวงวิเวก
นอกจากซูเฟยซื่อที่ไปเยี่ยมบ้างเป็ครั้งคราว นอกจากนั้นแทบไม่มีใครสนใจถามไถ่
“วันนี้เป็วันแรกหลังครบเจ็ดวันที่คุณหนูรองเสียชีวิต ท่านอย่าได้อุดอู้อยู่แต่ในเรือน ออกไปเดินๆ บ้างเถิด ไม่แน่ยังอาจได้เจอคุณหนูรองสักครานะเ้าค่ะ”ฉางเอ๋อร์สาวรับใช้ช่วยแม่น้ารองใส่เสื้อผ้าชุดหนึ่ง พลางพูดอย่างอ่อนโยน
ร่ำลือกันว่าิญญาของผู้ที่เสียชีวิตจะกลับมาในวันแรกหลังครบเจ็ดวันและที่นางกล่าวว่าได้พบคุณหนูรองก็หมายถึงสิ่งนี้
เพียงเห็นดวงตาทั้งคู่ที่หม่นหมองของแม่น้ารองจู่ๆสว่างวาบขึ้นมาทันที “อาจจะได้เจอนางอีกสักครั้ง ใช่ ไม่ผิด เร็วเข้า ช่วยข้าแต่งตัวให้สวยขึ้นอีกนิดข้าจะไปที่เรือนของเซียงเอ๋อร์ รอนางกลับมา”
ปฏิกิริยาตอบสนองของแม่น้ารองแบบนี้เป็สิ่งที่ฉางเอ๋อร์คาดเดาเอาไว้ในใจอยู่แล้ว
นางรีบเอาเสื้อผ้าที่ได้เตรียมไว้ตั้งนานแล้วเปลี่ยนให้แม่น้ารองช่วยหวีผมปะแป้งให้นางอีก
เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้วนางจึงแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
ดูไปแล้วทุกอย่างยังราบรื่นกว่าที่นางจินตนาการไว้เสียอีก
ขอเพียงแม่น้ารองไปที่เรือนของซูจิ้งเซียงแล้วนั่น...
เดินผ่านระเบียงยาว ผ่านสวนบุปผชาติแม่น้ารองแทบอยากให้ใต้ฝ่าเท้าเกิดลมช่วยพยุงนางให้เดินเร็วขึ้น ตอนนี้นางจะได้ถึงเรือนของซูจิ้งเซียงเสียที
แต่ก็ในขณะที่ทั้งสองคนเดินมาถึงหน้าประตูเรือนกำลังจะเข้าไปจู่ๆ ในเรือนก็มีเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นเสียงเล็กๆ ดังออกมาเสียงหนึ่ง
นี่ไม่ใช่เสียงของซูจิ้งเซียงแล้วจะเป็ใครได้อีกล่ะ?
“คุณหนูสี่โปรดไว้ชีวิตบ่าวไม่มีใจคิดหาความซวยให้จวนอัครมหาเสนาบดี เพียงแต่ตอนนี้วันนี้เป็วันแรกหลังครบเจ็ดวันของญาติผู้พี่ บ่าวจึงคิดมาจุดธูปเผากระดาษให้ญาติผู้พี่ที่เรือนคุณหนูรองหวังว่าเขาจะสามารถปรากฏตัวออกมาบอกความจริงแก่บ่าวเ้าค่ะ”
“ความจริง? ความจริงอะไร! ความจริงก็คือญาติผู้พี่ของเ้าเกิดราคะกำเริบหน้ามืดไม่เพียงล่วงเกินพี่รองข้ายังฆ่าคนปิดปาก เ้ารีบๆ ไปเถิด ข้าจะคิดว่าเ้าน่าสงสารเื่วันนี้ก็ถือว่าไม่เห็น ถ้าเปลี่ยนเป็คนอื่นอย่าว่าแต่ถูกไล่ออกไปจากจวนอัครมหาเสนาบดีเลย กลัวว่าชีวิตน้อยๆของเ้าก็ไม่เหลือแล้ว” เป็เสียงของซูจิ้งเถียน
“คุณหนูสี่ใจเมตตาบ่าวซาบซึ้งยิ่งนัก แต่บ่าวโตมากับญาติผู้พี่คนนั้นมาั้แ่เด็กจนโตความประพฤติของเขาบ่าวชัดเจนมากที่สุด คนสัตย์ซื่อคนหนึ่งแบบนั้น ไหนจะเกิดราคะกำเริบหน้ามืดไปล่วงเกิน อีกทั้งยังฆ่าคนปิดปากได้?ดังนั้นวันนี้บ่าวสู้สุดชีวิตนี้ก็เพื่อมารอญาติผู้พี่กลับมา บ่าวจะถามให้ชัดเจนมิอาจให้เขาตายไปอย่างอยุติธรรมเปล่าๆ เด็ดขาดเ้าค่ะ” สาวรับใช้ยิ่งพูดยิ่งเศร้าใจถึงกับยังร้องไห้ขึ้นมาเสียงดัง
“เ้า...เ้า สาวรับใช้นี่ทำไมไม่รู้จักดีร้ายถึงเพียงนี้ ข้าใจดีปล่อยเ้าไปเ้ายังฝืนะโเข้าไปในหลุมในกองไฟ เื่ของญาติผู้พี่ของเ้าเป็เื่ที่ฮ่องเต้และหลายคนได้เห็นกับตาตัวเองหลักฐานมัดแน่น ไหนเลยพูดว่าตายอย่างอยุติธรรมได้? ”
“ไม่ ญาติผู้พี่ของบ่าวตายอย่างอยุติธรรม บ่าวมีหลักฐานเ้าค่ะ!” สาวรับใช้กล่าวโต้แย้ง
“หยุดพูดเหลวไหลได้แล้ว ระวังคนอื่นได้ยินเข้า พอแล้วๆ ข้าเห็นว่าเ้าเป็คนรักญาติมิตรผดุงคุณธรรม เ้าอยากรอก็จงรออยู่ที่นี่เถิดแต่ถ้าถูกใครเห็นเข้า เ้าอย่าโทษว่าข้าไม่ได้เตือนเ้าแล้วกัน” กล่าวจบ ซูจิ้งเถียนก็ถอนหายใจเดินออกไปจากเรือนของซูจิ้งเซียง
“บ่าวมีหลักฐานจริงๆ ทำไมไม่มีใครเชื่อ...” สาวรับใช้ก้มศีรษะลงบ่นพึมพำกล่าวพลางราวกับผิดหวังไปทั้งหัวใจ
หลังจากแม่น้ารองได้ยินการสนทนาของสองคนนี้จบเพียงรู้สึกว่าลมปราณโลหิตในลำคอพลุกพล่าน คนทั้งคนก็ควบคุมไว้ไม่ไหวแล้ว
หลักฐาน? หลักฐานอะไร?
หรือว่าที่ฆ่าซูจิ้งเซียงเพราะมีคนอื่นคอยหนุนหลัง?
หรือทั้งหมดนี้ล้วนเป็แผนที่มีคนวางไว้อย่างดี?
แม่น้ารองซ่อนตัวไว้อยู่หลังต้นไม้นอกเรือนเพียงรอจนซูจิ้งเถียนเดินออกไปไกล นางก็แทบรอต่อไปไม่ไหว รีบวิ่งเข้าไป“รีบข้าบอกมาเร็วเข้า เป็หลักฐานอะไร? ที่แท้เป็ใครที่ฆ่าเซียงเอ๋อร์? ”
สาวรับใช้ที่กำลังเผากระดาษเงิน นางถูกแม่น้ารองทำให้ใ เกือบจะคว่ำกะละมังทองเหลืองแล้ว “บ่าว...บ่าวไม่รู้อะไรทั้งนั้น ไม่รู้อะไรทั้งนั้นเ้าค่ะ”
ไม่รู้หรือ?
แม่น้ารองเปลี่ยนท่าทีที่เคยอ่อนโยนในอดีตทิ้งทันที มือเรียวบีบลำคอของสาวรับใช้ราวกับถูกปีศาจเข้าสิง ะโด้วยความโกรธว่า “บอกมา ที่แท้เป็หลักฐานอะไรที่แท้เป็ใคร ที่แท้เ้ารู้อะไรมาบ้าง? ”
สาวรับใช้ถูกบีบคอจนเกือบจะหายใจไม่ออกสักพักใบหน้าดวงน้อยก็เริ่มบวมแดง“แม่น้ารองโปรดไว้ชีวิต...บ่าวยอมพูดแล้ว...ยอมพูดแล้ว...”
“พูด!” ได้ยินวาจานี้ แม่น้ารองไม่เพียงแต่ไม่ผ่อนแรงที่มือของนาง แต่ยังกลับเพิ่มหนักขึ้นอีกหลายส่วน
สาวรับใช้กลัวตาย รีบดึงทองก้อนหนึ่งออกมาจากอ้อมอกแล้วบอกว่า “นี่เป็สิ่งของที่บ่าวพบในขณะที่ช่วยเก็บซากศพญาติผู้พี่ บนนั้นยังได้พิมพ์ชื่อของจวนอัครมหาเสนาบดีบ่าวได้ยินว่าก่อนคุณหนูรองตาย นางออกไปด้วยกันกับคุณหนูสาม นอกจากนี้กุญแจห้องบัญชีของจวนอัครมหาเสนาบดีเป็คุณหนูสามคุมไว้ ไม่รู้ว่าญาติผู้พี่ของบ่าวกับคุณหนูสามมีความแค้นอะไรคิดไม่ถึงว่าคุณหนูสามถึงกับลงมืออย่างอำมหิตต่อเขาเช่นนี้เ้าค่ะ”
คุณหนูสาม?
ซูเฟยซื่อ!
ไม่ ที่มีความแค้นกับซูเฟยซื่อไม่ใช่ญาติผู้พี่ของนางแต่เป็ซูจิ้งเซียง
เพราะอะไร ซูเฟยซื่อเคยสัญญากับนางว่าจะไม่ทำร้ายชีวิตของซูจิ้งเซียงแล้วแท้ๆ ?
เพราะอะไรถึงได้ทำอีก...
ไม่ได้ นางต้องไปหาซูเฟยซื่อเพื่อถามให้ชัดเจน!
แม่น้ารองหันหลังไปเตรียมจะวิ่งพุ่งไปยังสวนปี้หวินแต่กลับถูกฉางเอ๋อร์จับลากไว้แน่น “ท่านจะไปหาคุณหนูสามเพื่อยืนยันหรือ?ถ้าคุณหนูรองถูกคุณหนูสามทำร้ายจนเสียชีวิตจริง ท่านว่าคุณหนูสามจะยอมรับง่ายๆได้หรือ? ตอนนี้อำนาจปกครองยิ่งใหญ่ของครอบครัวก็อยู่ในมือของคุณหนูสาม ถ้าคุณหนูสามอำมหิตโหดร้ายเช่นนี้รู้ว่าท่านได้พบความจริงแล้ว จะปล่อยให้ท่านรอดไปได้อย่างไรเ้าคะ?”
“นี่...” ฉางเอ๋อร์พูดไม่ผิด ไม่มีหลักฐาน หากแหวกหญ้าให้งูตื่นก็เท่ากับรนหาที่ตาย
แต่ซูเฟยซื่อเป็คนแบบนี้จริงๆ หรือ?
นางไม่รู้ ตอนนี้นางแยกแยะไม่ถูกว่าอะไรจริงหรืออะไรเท็จแล้ว
เห็นแม่น้ารองดูเหมือนฟังวาจาที่นางพูดจนซึมลึกเข้าไปแล้วฉางเอ๋อร์ก็รีบฉวยโอกาสตีเหล็กขณะที่ร้อน “ตามที่บ่าวดูวันนั้นที่เข้าวังพร้อมกันกับคุณหนูรอง คุณหนูสาม ยังมีคุณหนูสี่แม้ว่ายามปกติคุณหนูสี่ไม่ได้คบหาอะไรกับพวกเราแต่เมื่อครู่บ่าวเห็นนางเป็เช่นนั้น น่าจะเป็เ้านายคนหนึ่งที่ซื่อสัตย์จริงใจ หากท่านอยากรู้ว่างานเลี้ยงฉลองวันนั้นเกิดเื่อะไรขึ้นจริงๆไปหาคุณหนูสี่ถามดู มิดีกว่าหรือเ้าคะ? ”
“ใช่ๆ ๆสิ่งที่บ่าวพูดเมื่อครู่ก็เป็เพียงข้อสงสัยของตน คุณหนูสี่กลับเป็บุคคลที่ได้เห็นด้วยตาของนางเองในที่เกิดเหตุแม่น้ารองรีบไปถามคุณหนูสี่เถิดเ้าค่ะ” มือทั้งสองข้างของสาวรับใช้ปกป้องรอบคอตนเอง กล่าวต่อไป แทบอยากให้แม่น้ารองรีบไปเร็วๆ
แม่น้ารองไม่ได้รู้สึกดีต่อซูจิ้งเถียนทั้งนิด แต่เื่มาถึงตอนนี้นางไม่มีทางเลือกด้วยแล้ว
“หลินมามา เ้าว่าแม่น้ารองจะเชื่อหรือไม่? ”ซูจิ้งเถียนเดินไปเดินมาในเรือน แทบจะทนรอไม่ไหวแล้ว
“คุณหนูอย่าร้อนใจแม่น้ารองมีเพียงลูกสาวคนนี้คนเดียวเท่านั้น นางสามารถไม่ร้อนใจได้หรือ? ” หลินมามาเตือน
คิดไม่ถึงว่าเสียงของนางเพิ่งจบลง สาวรับใช้ที่หน้าประตูก็วิ่งเข้ามารายงานให้ทราบ “คุณหนูสี่ เป็แม่น้ารองมาเ้าค่ะ”
“รีบเชิญเข้ามา” ซูจิ้งเถียนรีบนั่งในที่นั่งแกล้งทำท่าอ่านหนังสือชิมชาอย่างสบายอกสบายใจ
หลังจากนั้นไม่นาน แม่น้ารองก็เข้ามาพร้อมกับน้ำตานองเต็มใบหน้า“คุณหนูสี่ คุณหนูสี่ ครั้งนี้ท่านต้องช่วยน้านะเ้าค่ะ”
