อวิ๋นซูมองใบหน้ากระอักกระอ่วนนั้นแล้วจึงแย้มยิ้มออกมาโดยไม่ได้พูดถึงเื่นั้น “เข้าไปกินขนมก่อนแล้วค่อยกลับจวนเถิด”
“...อืม”
ภายในจวนชางติ้งโหว หมอหลายคนทยอยเดินออกมาจากเรือนฮูหญิงผู้เฒ่า แต่ละคนมีสีหน้าเคร่งขรึม เสียงทอดถอนใจดังแว่วมาเป็ระยะ
ไม่ไกล บุรุษในชุดฮว๋าฝูสองคนมองภาพตรงหน้าแล้วสบตากัน “ท่านย่าไม่สบายหรือ?”
เมื่อคิดเช่นนี้ ทั้งสองพลันสะบัดชายเสื้อก้าวยาวๆ เข้าไป รวดเร็วประหนึ่งเกรงกลัวว่าจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังแล้วจะไม่ได้ให้ท่านย่าเห็นถึงความกตัญญู ทว่าเมื่อเหยียบย่างเข้าไปด้านในกลับเห็นฮูหยินผู้เฒ่านั่งอยู่ตรงตำแหน่งประธานด้วยท่าทางเคร่งขรึม เมื่อเห็นพวกเขาเข้ามาจึงปรายตาขึ้นอย่างไม่ช้าไม่เร็ว “มีเื่อะไร?”
คุณชายห้าเฟิ่งจัวและคุณชายหกเฟิ่งอี้รีบคารวะ น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความเคารพและหวาดเกรง “ท่านย่าขอรับ พวกข้าเห็นท่านหมอหลายคนเดินออกไป ท่านย่าไม่สบายหรือขอรับ?”
“ข้าไม่ได้เป็อะไร พวกเ้าออกไปเถิด” ฮูหยินผู้เฒ่าโบกมือครั้งหนึ่งด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ หันหลังเดินเข้าไปยังห้องโถงด้านในภายใต้การประคองของแม่นมข้างกาย โดยไม่มองหลานอนุทั้งสอง
ท่าทางเฉยเมยเช่นนี้พวกเขาชินเสียตั้งนานแล้ว แต่ทุกครั้งที่ได้รับความเ็าเช่นนี้ พวกเขาก็ยังคงรู้สึกไม่พอใจ
“ฮึ ดูเหมือนว่าหลานรักของท่านย่าจะเกิดปัญหาขึ้นอีกแล้ว!” เฟิ่งอี้ไม่ปิดบังความไม่พอใจในน้ำเสียงเลยแม้แต่น้อย
ทั้งสองเดินออกมาจากห้องโถง ย้อนนึกไปถึงความแปลกประหลาดในจวนที่เกิดขึ้น่หลายวันนี้ เื่เกี่ยวกับอาการป่วยของพี่สาม คนอื่นๆ มักจะเงียบปาก อีกทั้งแต่ไหนแต่ไรท่านย่าก็ไม่เคยเห็นหลานอนุอย่างพวกเขาสองคนอยู่ในสายตา ให้ความสำคัญกับเ้าคนขี้โรคนั่นราวกับอะไรดี นั่นยิ่งทำให้พวกเขาไม่พอใจ
“เช่นนั้น ไปถามพี่สี่ดีหรือไม่?”
“ถามเขา?” เฟิ่งจัวยิ้มเย็น มีฐานะเป็บุตรอนุเช่นเดียวกันแท้ๆ ทว่าเฟิ่งฉีกลับได้รับการดูแลอย่างดีแตกต่างกับพวกเขาทั้งสองมาก หากไม่ใช่เพราะชอบไปประจบสามพี่น้องบุตรภรรยาเอก ดิ้นรนจนได้รับการปฏิบัติเช่นนั้นหรืออย่างไร? ในสายตาของเฟิ่งจัว เฟิ่งฉีควรจะอยู่ฝ่ายเดียวกับพวกเขาทั้งสอง แต่ตอนนี้มันก็เป็แค่คนทรยศผู้หนึ่ง! เห็นแก่ตัวไม่รู้จักเห็นแก่พี่น้อง มิฉะนั้นเหตุใดจึงไม่พูดเื่ดีๆ ของพวกเขาต่อหน้าท่านย่าสักหลายประโยคหน่อยเล่า?
เบื้องหน้า เงาร่างงดงามร่างหนึ่งดึงดูดความสนใจของพวกเขา คุณหนูเฟิ่งหลิงที่กลับมาจากเรือนไผ่ทำแก้มป่อง ลูกไม้เล็กๆ ของนางเหตุใดจึงถูกพี่ซูมองออกได้ง่ายถึงเพียงนี้ นางไม่รู้สึกว่าสำเร็จเลยแม้แต่น้อย นางจินตนาการไปถึงเหตุการณ์หลังจากที่ตนสามารถช่วยพี่สามเอาชนะใจพี่ซูได้ แล้วตนได้รับการยกยอปอปั้น ฮึ เหตุใดพี่ซูถึงได้ฉลาดขนาดนี้?
“น้องเจ็ด!”
เฟิ่งอี้ส่งเสียงเรียกดรุณีน้อยที่ไม่เห็นพวกเขาอยู่ในสายตา เฟิ่งหลิงพลันหยุดเท้าลง กะพริบตาอันกลมโต กระทั่งส่งเสียงทักทายก็ยังไม่ทำ
ทั้งสองกล้ำกลืนความไม่พอใจเอาไว้แล้วเดินเข้าไป “เมื่อครู่ท่านหมอหลายคนเดินออกมาจากเรือนท่านย่า เ้ารีบไปดูเถิด”
ท่านย่า? วันนี้ตอนเช้ายังดีๆ อยู่เลย เฟิ่งหลิงย้อนคิดกลับไป ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าจะต้องเป็หมอที่เชิญมาเพื่อพี่สามแน่นอน “ข้ารู้แล้ว ข้าจะไปเล่น!”
“...” อะไรนะ? ยัยเด็กไร้เดียงสาคนนี้ไม่สนใจกระทั่งสุขภาพของท่านย่าเลยหรือ? หรือถูกท่านพ่อท่านแม่ตามใจจนเหลิงไปถึงชั้นฟ้าแล้ว! แม้ยังอยากจะถามอะไรบางอย่างจากปากของนางอีก ทว่าพวกเขาอับจนหนทางกับเ้าปีศาจตัวน้อยแล้วจริงๆ ทำได้เพียงมองดูเฟิ่งหลิงก้าวออกไปจากสายตาของพวกเขาอย่างเบิกบาน
อีกด้านหนึ่ง
ภายในห้องฟุ้งกระจายไปด้วยไอน้ำ สตรีงดงามนั่งนิ่งพิงถังอาบน้ำอย่างเกียจคร้านอยู่ด้านหลังฉากบังลม เส้นผมสีดำเปียกชื้น นางหลับตาเบาๆ เผยให้เห็นขนตายาวสีเข้ม บนใบหน้ามีแววเหนื่อยล้าอยู่หลายส่วน
น้ำอุ่นที่ล้อมอยู่รอบด้านทำให้อวิ๋นซูที่มีจิตใจครุ่นคิดไม่หยุดสงบนิ่งอย่างหาได้ยาก และมีเพียงเวลาเช่นนี้ที่นางจะสามารถยอมให้ตนเองผ่อนคลายได้ ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด จู่ๆ ในสมองจึงได้ปรากฏภาพหน้ากากสีเงินอันงดงามออกมา คนผู้นั้นปกป้องนางอยู่เบื้องหน้าโดยไม่สนใจตัวเอง ความเด็ดเดี่ยวหนักแน่นจากฝ่ามือเขาราวกับส่งพลังงานแปลกประหลาดเข้าสู่หัวใจนาง
อวิ๋นซูลืมตามองไปยังเพดานห้อง ท่าทางสงบนิ่งซึ่งทำให้ผู้คนมิอาจคาดเดาความคิดในใจของนางได้
“ให้ข้าไปพบคุณหนูหกหน่อยเถิด...แค่ครู่เดียว...”
ด้านนอกมีเสียงดังขึ้นมาขัดความคิดของอวิ๋นซู นางพยายามฟังอย่างละเอียด ครู่หนึ่งประตูห้องค่อยๆ เปิดออก ชุนเซียงถือน้ำร้อนถังหนึ่งเข้ามา สีหน้าเรียบเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เสียงเทน้ำดังขึ้น ไอน้ำฟุ้งกระจายออกมา
“คุณหนู ร้อนหรือไม่เ้าคะ”
อวิ๋นซูมีนิสัยอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือทุกคืนจะต้องแช่น้ำร้อน นางสามารถทนอุณหภูมิความร้อนในระดับที่ผู้อื่นทนไม่ได้ แต่พวกชุนเซียงมักจะรู้สึกทนมองไม่ได้ ราวกับนี่เป็การทรมานจิตใจของพวกนางอย่างทรมานไม่รู้จบ มีเพียงอวิ๋นซูที่ทราบว่า นี่เป็เพียงกิจวัตรประจำวันเท่านั้น จิติญญาของนางได้รับความทรมานจากฝันร้ายทุกคืน ความเ็ปที่น้ำร้อนเมื่อเทียบกับสองคนนั้นแล้ว ไม่ควรค่าที่จะกล่าวถึง
“ข้างนอกผู้ใดมาโวยวายกัน?”
“เป็อนุสี่เ้าค่ะ”
ไม่ต้องให้ชุนเซียงกล่าวอะไรมาก อวิ๋นซูก็คาดเดาได้ถึงจุดประสงค์ของอนุสี่ คงไม่พ้น้าให้ตนไปขอร้องท่านย่าให้ยกโทษให้หลิ่วอวิ๋นชิง ทว่าเพียงกักบริเวณคัดคัมภีร์ อวิ๋นซูก็รู้สึกว่าฮูหยินผู้เฒ่าลงโทษได้เบาที่สุดแล้ว
ยามนี้นางกำลังนึกถึงกลอุบายหลอกลวงในวังเมื่อชาติก่อน เหตุใดผู้คนจึงได้รอให้ตนเองพ่ายแพ้ก่อนค่อยร้องขอการอภัยจากศัตรู ไม่เคยคิดเหลือทางรอดให้ตนเองในตอนแรกที่วางแผนเลยหรือ? หรือในสายตาของพวกเขา ทำความผิดใดๆ ล้วนสามารถได้รับการอภัย ศัตรูจะต้องมีจิตใจเมตตาตลอดกาลเช่นนั้นหรือ?
“ให้ข้าพบคุณหนูหกหน่อยเถิด ไม่เช่นนั้นวันนี้ ข้า...”
“อนุสี่ วันนี้มาจิบชาที่เรือนไผ่หรือเ้าคะ?” ภายในห้องโถง เสียงของอวิ๋นซูดังแว่วมาอย่างบางเบา ท่าทางตึงเครียดของอนุสี่เปลี่ยนไปราวกับอาทิตย์ยามรุ่งอรุณ เดินเข้าไปหาอย่างยินดี “ในที่สุดคุณหนูหกก็ยอมพบข้าแล้ว ครั้งนี้ไม่ว่าจะอย่างไรคุณหนูหกต้องช่วยคุณหนูห้านะเ้าคะ!”
มือของนางจับแขนของอวิ๋นซูแน่น ทว่าสตรีตรงหน้ากลับยิ้มน้อยๆ “ยังไม่รีบยกชามาให้อนุสี่อีก”
“ไม่ ไม่ต้องลำบากหรอก คุณหนูหกช่วยคุณหนูห้าหน่อยเถิด นางยังเด็กไม่รู้ความจึงได้ทำผิดเช่นนี้ ขอเพียงคุณหนูหกยอมช่วยนางไปขอร้องฮูหยินผู้เฒ่า วันหน้าคุณหนูห้าจะต้องไม่กล้าทำอีกแน่นอนเ้าค่ะ!” ด้วยความรักอันจริงใจของสตรี กระทั่งอนุสี่ที่ยามปกติค่อนข้างสุขุมเยือกเย็นก็ยังร้อนใจ
อวิ๋นซูย้อนนึกไป นางกับอนุสี่ไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ ต่อกัน จากเื่ราวหลายครั้งที่เกิดขึ้นก็สามารถบอกได้ว่านางเป็คนรู้จักป้องกันตัวคนหนึ่ง บางทีก็คงเป็ดังที่นางกล่าว หลิ่วอวิ๋นชิงเพียงยังเยาว์ไม่รู้ความ อวิ๋นซูที่มีประสบการณ์มาสองชาติเข้าใจจิตใจของสตรีเป็อย่างดี ในฐานะมารดาที่ขอร้องนางอย่างจริงใจผู้นี้ นางอดไม่ได้ที่จะคิดถึงลูกที่ไม่ได้เกิดมาดูโลกของตน
ทอดถอนใจเบาๆ ครั้งหนึ่ง “อนุสี่ดื่มชาก่อนค่อยไปเถิด” น้ำเสียงของอวิ๋นซูอ่อนลง สาวใช้ทั้งสามข้างกายรู้จักคุณหนูของตนดี พลันเข้าใจว่านางเปลี่ยนความตั้งใจแล้ว
“ไม่ ข้าไม่กลับ ขอร้องคุณหนูหกช่วยคุณหนูห้าสักนิดเถิด...” กังวลจนจิตใจสับสนวุ่นวาย อนุสี่ในตอนนี้ไม่อาจเข้าใจความหมายในคำพูดของอวิ๋นซู
ชุนเซียงรีบเข้าไปประคองอนุสี่ที่อารมณ์สับสน “อนุสี่โปรดวางใจ คุณหนูให้ท่านดื่มชาแล้วกลับไปรอเ้าค่ะ”
อวิ๋นซูสังเกตเห็นว่าใบหน้าของอนุสี่ซีดเซียว บนหน้าผากมีเหงื่อซึมออกมา กระทั่งมือที่จับตนเองเมื่อครู่ก็สั่นมาก “เซี่ยเหอ ไปนำชาสงบใจมา”
อนุสี่สูดหายใจลึก ในสายตาของนางเจือความรู้สึกขอบคุณ “คุณหนูหก ข้ารู้สึก...ละอายใจจริงๆ...” นางบอกอวิ๋นชิงว่าอย่าสร้างปัญหาแล้วแท้ๆ ผลคือนางยังคงก่อเื่เช่นนี้ออกมาอีก โชคดีที่คุณหนูหกใจกว้าง มิฉะนั้นจะต้องถูกความเอาแต่ใจของตนทำร้ายเข้าอย่างแน่นอน!
“อนุสี่ อวิ๋นซูทำได้เพียงพยายามเต็มที่ จะอย่างไรคนที่ลงโทษพี่ห้าก็คือท่านย่า...” หากคำพูดของนางไร้ประโยชน์ อนุสี่ก็มิอาจโทษนางได้
“ข้าเข้าใจ ข้าเข้าใจ” อนุสี่ก้มหน้า รับชาสงบใจมาจากเซี่ยเหอ
จากนั้น เมื่อเห็นเงาร่างที่อารมณ์มั่นคงลงบ้างเดินจากไป อนุห้าจึงพาร่างกายเทอะทะของนางออกมาจากโถงด้านใน นางขมวดคิ้วน้อยๆ “อนุสี่เองก็ไม่ได้เลวร้าย เพียงแต่...คุณหนูหก เ้าจะพูดขอร้องเพื่อคุณหนูห้าจริงหรือ? หากฮูหยินผู้เฒ่าพาลโกรธเ้าขึ้นมา...”
ฮูหยินผู้เฒ่าคงไม่ถึงกับโกรธนางหรอกกระมัง อวิ๋นซูยิ้มบาง “ดูแลอี๋เหนียงด้วย ประเดี๋ยวข้ากลับมา”
“ฮูหยินผู้เฒ่า นิสัยของคุณหนูห้า...หากแต่งไปยังจวนชางติ้งโหว อาจจะก่อปัญหายุ่งยากก็ได้เ้าค่ะ” ภายในห้องมีเสียงแม่นมดังแว่วมา
อวิ๋นซูเดินย่างกรายไป ส่งเสียงเรียกเบาๆ “ท่านย่าเ้าคะ”
“ซูเอ๋อร์หรือ? เข้ามาเถิด” สีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าที่เดิมทีเคร่งขรึมพลันอบอุ่นขึ้น มองสตรีงามสง่าที่ผลักประตูแล้วเดินเข้ามาอย่างระมัดระวัง สายตาเจือแววอ่อนโยน
“ท่านย่าเ้าคะ อวิ๋นซูต้มโจ๊กบำรุงพลังมา ได้ยินว่าวันนี้ท่าย่าทานได้ไม่เยอะ ทานเสียหน่อยนะเ้าคะ” น้ำเสียงของนางมีความกังวลอยู่เต็มเปี่ยม คำพูดนี้สื่อไปถึงใจของฮูหยินผู้เฒ่า อวิ๋นซูทราบว่าตอนนี้ความสัมพันธ์ของนางกับฮูหยินผู้เฒ่าไม่จำเป็ต้องมากมารยาท แค่ปฏิบัติต่อกันอย่างจริงใจ ฮูหยินผู้เฒ่าก็ยิ่งดีต่อนางมากขึ้นทุกวัน
“โธ่ ย่าทานไม่ลงหรอก แต่โจ๊กที่ซูเอ๋อร์ทำมา ย่าคงจะสามารถทานได้มากหน่อย” ยิ่งมองสตรีตรงหน้านางก็ยิ่งรู้สึกอบอุ่นใจ ความเข้าอกเข้าใจผู้อื่นเช่นนี้ นางจะฝืนใจให้ไม่รักหลานคนนี้ได้อย่างไร? ฮูหยินผู้เฒ่าพลันรู้สึกว่าการตัดสินใจของตนถูกต้องแล้ว
“คุณหนูหกกตัญญูเช่นนี้ มิน่าเล่าฮูหยินผู้เฒ่าถึงได้รักท่านขนาดนี้” แม่นมข้างๆ เห็นการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ของผู้หยินผู้เฒ่าได้อย่างชัดเจน ตอนนี้คุณหนูคุณชายในจวนโหวทั้งหมด มีเพียงคุณหนูหกที่สามารถทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าเบิกบานใจได้ถึงเพียงนี้
ฮูหยินผู้เฒ่าทานโจ๊กไปหลายคำ รสหวานทั้งยังทำให้รู้สึกสดชื่น นางวางถ้วยลงเงยหน้ามองใบหน้าสงบเงียบของอวิ๋นซู จากนั้นจึงถอนใจออกมา “ซูเอ๋อร์ เมื่อครู่ย่าสั่งให้คนพาตัวอวิ๋นชิงกลับไปแล้ว"
อวิ๋นซูรู้สึกประหลาดใจ นางไม่คิดว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะรู้ว่าตนมาเพื่อพูดเื่นี้
“เ้าอย่าได้เคืองไป ย่าทำเช่นนี้ก็เพื่อเ้า” ฮูหยินผู้เฒ่ากลัวว่าอวิ๋นซูจะรู้สึกสนใจ อย่างไรเสียอวิ๋นชิงก็กลั่นแกล้งคนของนาง “ย่าให้นางกลับไปศึกษาจรรยาสตรีให้มาก จะได้แต่งไปยังจวนชางติ้งโหวแทนเ้า เ้าจะได้อยู่ข้างกายย่านานขึ้นอีกหลายปี”
จะให้หลิ่วอวิ๋นชิงแต่งเข้าจวนชางติ้งโหวหรือ?! อวิ๋นซูคิดไม่ถึงเลยว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะเปลี่ยนความคิดเพราะเื่นี้
