“ผงสีขาว? เหตุใดข้าไม่รู้ว่ามีผงสีขาวด้วย?ใช่น้องสี่ดูผิดไปแล้วหรือไม่? ยิ่งไปกว่านั้น อยากเพิ่มโทษให้ใคร ย่อมหาข้ออ้างได้ง่ายดายกว่าหลักฐานเสมอแต่การเื่หาใดๆ ต้องพิสูจน์เหตุผลได้” ซูเฟยซื่อกล่าวอย่างไม่รีบร้อน
ปฏิกิริยาตอบโต้ของนาง กับสิ่งที่ซูจิ้งโหยวซูจิ้งเถียนคิดจินตนาการไว้ไม่เหมือนกัน
นี่อดไม่ได้ที่จะทำให้ซูจิ้งเถียนค่อนข้างใมาก “วาจาของพี่สาวหมายความว่าอันใด? ทำไมน้องต้องโกหกปรักปรำพี่?”
“ข้าไม่ได้บอกว่าเ้าโกหกนะ เ้ารีบร้อนตัวอันใด?พี่เพียงแค่บอกว่าน้องใช่ดูผิดไปแล้วหรือไม่เท่านั้นเอง” ซูเฟยซื่อเลิกคิ้ว แววตาไร้เดียงสาฉายชัดทั่วใบหน้า
มองนางแบบนั้น ซูจิ้งเถียนแทบอยากปรี่ดาหน้าเข้าไปตบนางสักสองฉาดทันที“ไม่มี ข้าไม่ได้ดูผิดแน่นอน”
“งั้นหรือ? ” ซูเฟยซื่อไม่เห็นด้วย
เห็นแบบนี้ ซูจิ้งโหยวอดไม่ได้ที่ต้องร้อนใจบ้างแล้ว
ถ้าเป็เช่นนี้ต่อไปไม่รู้วันเวลาไหนปีไหนจึงสามารถกำหนดระบุโทษของซูเฟยซื่อได้
เดิมคิดว่าซูจิ้งเถียนจะสามารถใช้งานให้เป็ประโยชน์ได้มากกว่าซูจิ้งเซียงบ้างคิดไม่ถึงว่ายังต้องให้นางออกโรงเอง
“ในเมื่อน้องสี่มั่นใจว่าตนเองไม่ได้มองดูผิดไป น้องสามพยายามที่จะปฏิเสธอีกถ้าเช่นนั้นก็เชิญหมอหลวงมาตรวจดูดีกว่าไหม? ถ้าบนผ้าพับไม่มีสิ่งที่เรียกว่าผงสีขาว หรือผงสีขาวเ่าั้ไม่เป็พิษ ก็สามารถคืนความบริสุทธิ์ให้น้องสามได้ ท่านพ่อว่าอย่างไรเ้าคะ” ซูจิ้งโหยวกล่าวเสนอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
นางเพียงกล่าวว่าถ้าตรวจพิสูจน์หากไม่ได้สารพิษออกมาจะมีผลลัพธ์อย่างไรแต่กลับไม่ได้บอกว่าตรวจหาพิสูจน์สารพิษออกมาควรทำอย่างไร
เห็นได้ชัดว่าพวกนางได้วางแผนมาแล้วว่า หากหมอหลวงมาตรวจพิสูจน์จะได้ผลอะไรออกมา
ซูเต๋อเหยียนขมวดคิ้วนิ่งครุ่นคิดสักครู่ “เื่ในครอบครัวเรา อย่าทำให้หมอหลวงตื่นตระหนกเถิด ให้เชิญหมอที่มักจะมาจวนอัครมหาเสนาบดีตรวจสอบดูดีกว่าไหม? ”
ความหมายในวาจานี้คือเื่อื้อฉาวของครอบครัวอย่าปล่อยออกไปข้างนอก
ดูไปแล้ว ซูเต๋อเหยียนเริ่มสงสัยว่ายาพิษนี้เป็สิ่งที่ซูเฟยซื่อวางยาแล้ว
มิฉะนั้นผู้บริสุทธิ์ย่อมบริสุทธิ์เสมอ มีอะไรน่ากลัว
“ท่านพ่อ ฝีมือการรักษาของท่านหมอไม่ได้สูงส่งเท่าหมอหลวงถ้าบังเอิญวินิจฉัยผิดพลาดไป ไยมิใช่ปรักปรำพี่สามหรือข้า? นี่เป็เื่ใหญ่พัวพันถึงชีวิตของมนุษย์ยังคงเชิญหมอหลวงเถิดเ้าค่ะ” ซูจิ้งเถียนรีบเตือนก่อนเอ่ยชักชวน
ไม่เชิญหมอหลวงจะใช้ได้อย่างไรกัน
ก่อนอื่น วาจาของหมอหลวงยิ่งโน้มน้าวให้ผู้คนยอมเชื่อยอมจำนนได้ง่าย
ประการที่สอง ในพระตำหนักไม่มีกำแพงที่ลมไม่พัดผ่านขอเพียงพวกเขาเชิญหมอหลวงมาที่นี่ ข่าวก็จะถูกแพร่ออกไปทันที ถึงเวลา...
แบกข้อกล่าวหาว่าวางยาพิษพี่สาวแท้ๆต่อให้ซูเฟยซื่อมีความสามารถอีกก็ไร้ประโยชน์แล้ว
ทีนี้ใครจะกล้าแต่งงานกับผู้หญิงอำมหิตคนหนึ่งเข้าบ้าน
นอกจากนี้ ผู้หญิงที่ไม่ได้แต่งงานกับผู้ชายที่ดี เพียงเท่านี้ ชีวิตทั้งชีวิตก็เท่ากับถูกทำลายไม่เหลือแล้ว
ชั่วชีวิตที่เหลือของนางก็ได้แต่เศร้าสลดและต่อว่าตนเองไปจนตายเถิด
“นี่...” ซูเต๋อเหยียนย่อมคิดตรวจสอบเื่นี้ให้ชัดเจนเองแต่ก็กลัวว่าพิษนี้เป็ซูเฟยซื่อที่วางจริงๆ
เมื่อเร็วๆ นี้จวนอัครมหาเสนาบดีเกิดเื่ขึ้นมามากเกินไปแล้วถ้ากำลังมีข่าวลือใดๆ ที่ไม่พึงประสงค์ต่อจวนอัครมหาเสนาบดีอีก
แล้ววันข้างหน้าจวนอัครมหาเสนาบดีจะยืนหยัดอยู่ในเมืองหลวงได้อย่างไร?
แต่ซูเฟยซื่อยิ่งเป็กังวลมากขึ้นเมื่อครู่นางสามารถกล้าที่จะหน้าไม่เปลี่ยนสี เป็คำนวณแม่นยำแล้วว่าซูจิ้งเถียนไม่สามารถเอาหลักฐานที่จือฉินวางยาพิษบนผ้าพับออกมาได้
แต่ตอนนี้ซูจิ้งโหยวถึงกับเสนอให้เชิญหมอหลวง
เมื่อหมอหลวงมาถึง ยาพิษบนผ้าพับต้องสามารถถูกตรวจสอบออกมาได้อย่างทันทีเป็แน่
พร้อมกับคำให้การของซูจิ้งเถียนพยานหลักฐานพร้อมสรรพอยู่ที่นี่แล้ว นางจะหนีรอดอย่างไรได้?
ต่อให้นางสามารถหนีรอดไปได้ แล้วจือฉินล่ะ?
จือฉินสามารถหนีรอดได้ไหม?
เห็นบนใบหน้าซูเฟยซื่อในที่สุดก็เผยแววลำบากใจกระแสหนึ่งออกมา ซูจิ้งโหยวอดไม่ได้ที่จะกระดกมุมปากเบาๆ “ท่านพ่อ เื่ที่ลูกถูกยาพิษได้ก่อกวนจนทุกคนได้รู้กันไปหมดแล้วถ้ามิอาจให้คำอธิบายข้อหนึ่งออกมา กลับจะทำให้คนสงสัยขึ้นมาได้ ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ลูกนั่งอยู่ในตำแหน่งของสนม เบื้องล่างกลับเป็สายตาจับจ้องดุจเสือที่น่ากลัวถ้าไม่สามารถเชือดไก่ให้ลิงดู ในอนาคตไยมิใช่ใครก็ได้ต่างสามารถรังแกมาถึงศีรษะของลูกเ้าค่ะ?”
สิ่งที่ซูจิ้งโหยวพูดถูก้าสถาปนาอำนาจในวังหลังเป็เื่สำคัญมาก
ถ้าทุกคนรู้สึกว่าสามารถรังแกซูจิ้งโหยวได้ เช่นนั้นในอนาคต วันเวลาของซูจิ้งโหยวในวังก็จะยิ่งผ่านไปอย่างยากลำบากแล้ว
เขาไม่สามารถเสียสละบุตรีที่ได้กลายเป็อาวุธคนหนึ่งไปแล้วเพื่อบุตรีคนหนึ่งที่ยังไม่ได้สำเร็จเป็อาวุธ
คิดถึงตรงนี้ ซูเต๋อเหยียนรีบพยักหน้าทันที“ถ้าเช่นนั้นก็เชิญหมอหลวงเถิด”
หมอหลวงมาถึงโดยเร็วมาก ซูเฟยซื่อมองเขาตรวจสอบลักษณะของผ้าพับอย่างถี่ถ้วนอดไม่ได้ที่จะใช้แรงกัดฟันไว้
ล้วนเป็นางที่ไม่รอบคอบมากเกินไปจึงทำให้ซูจิ้งโหยวกับซูจิ้งเถียนมีโอกาสที่จะหยิบฉวยใช้ได้
บ้าจริง ถ้าครั้งนี้เกิดเื่มีเหตุให้จือฉินเป็อะไรไปแค้นนี้นางต้องชำระแน่ๆ
“ทูลสนมโหยว ผ้าพับนี้ไม่มีพิษ ยิ่งไม่มีที่เรียกว่าผงแป้งสีขาวยังขอสนมโหยววางพระทัยใช้งานพ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงเก็บเข็มเงินในมือ โค้งกายคำนับกล่าวพลาง
“อะไร? ไม่มีพิษยิ่งกว่านี้ไม่มีผงสีขาว?หมอหลวงท่านเกิดเื่อะไรขึ้น? ท่านตาบอดแล้วหรือ? ” ซูจิ้งเถียนได้ยินคำพูดนี้ ก็พลันะเิ ลุกจากเก้าอี้ขึ้นมา
เป็ไปได้อย่างไร นางเห็นกับตาของนางเองมีคนโรยผงพิษไปบนนี้
เป็ไปได้อย่างไรไม่มีพิษยิ่งกว่านี้ไม่มีผงสีขาว
เพื่อให้มีพลังโน้มน้าวน่าเชื่อถือมากขึ้นซูจิ้งโหยวให้คนไปเชิญหมอหลวงชิว ผู้อำนวยการสถาบันหมอหลวงมาเป็พิเศษ
นอกจากนี้ หมอหลวงชิวมีคุณธรรมและบารมีสูงส่งในพระตำหนัก ต่อให้เป็ซ่งหลิงซิวยังต้องเลี่ยงให้มารยาทต่อเขาสามส่วน
ตอนนี้ถึงกับถูกนังหนูน้อยๆคนหนึ่งสงสัย ด่าเขาตาบอดแล้ว?
สามารถทนยอมได้ที่ไหน!
หมอหลวงชิวเองก็บันดาลโทสะแล้วเช่นกัน “หากคุณหนูสี่ไม่เชื่อวิชาการรักษาของข้า เชิญท่านไปหาหมอหลวงคนอื่นๆ เพียงแต่ผ้าพับนี้ไม่มีพิษจริงๆ ไม่ว่าเ้าเชิญกี่คนมาผลสรุปย่อมเหมือนกัน”
ซูจิ้งเถียนอาจจะไม่เข้าใจตำแหน่งของหมอหลวงชิวในพระพระตำหนักแต่เป็ไปไม่ได้ที่ซูเต๋อเหยียนจะไม่เข้าใจ
เมื่อเขาเห็นสีหน้าของหมอหลวงชิวไม่ดีเขารีบก้าวไปข้างหน้าเพื่อปลอบโยน “บุตรีปากไวใจตรง ยังขอหมอหลวงชิวอย่าได้ตำหนิท่านเป็ผู้อำนวยการสถาบันหมอหลวง วิชาการแพทย์สูงส่งที่สุด ไม่เชื่อวิชาการแพทย์ของท่าน ยังสามารถเชื่อใครได้อีก? ”
“ฮึ่ม” เมื่อได้ยินวาจานี้ ในใจหมอหลวงชิวก็นับว่ารู้สึกสบายขึ้นเล็กน้อยแต่ยังไม่ลืมที่จะเสริมประโยคหนึ่งไปอย่างมีแค้นต้องชำระ “ข้าย่อมไม่ถือสาหาความกับเด็กกะโปโลเพียงแต่ข้ามีเื่หนึ่งที่แปลกใจเป็พิเศษ คุณหนูสี่ไม่รู้จักวิชาการแพทย์ เหตุใดจึงยืนยันกระต่ายขาเดียวว่าผ้าพับนี้มีพิษแน่ๆ หรือว่าคุณหนูสี่รู้อะไรมาหรือ? ”
วาจานี้ของหมอหลวงชิว ชี้ชัดว่าซูจิ้งเถียนมีปัญหา
ซูจิ้งเถียนถูกเขาทำให้ตื่นตระหนกทันทีกระทั่งวาจาก็ไม่สามารถพูดดีๆ ได้แล้ว “ใคร...ใครบอกว่าข้ารู้อะไรมา ข้าไม่ได้รู้อะไรทั้งนั้น ข้าเพียงเห็นสาวรับใช้ของพี่สามใช้แป้งผงสีขาวโรยไปบนผ้าพับนี้เท่านั้นเองเ้าค่ะ”
“แต่บนผ้าพับนี้ไม่มีผงสีขาวเลย ถ้าไม่ใช่คุณหนูสี่มองผิดไป เช่นนั้นก็มีคนเจตนาคิดใส่ร้ายคุณหนูสาม” หมอหลวงชิวมองดูซูจิ้งเถียนอย่างมีความหมายลึกซึ้งทันที หลังจากนั้นจึงโค้งคำนับให้ซูจิ้งโหยว “ในเมื่อที่นี่ไม่มีเื่อันใดให้ข้าผู้เฒ่าตรวจสอบแล้วถ้าเช่นนั้นข้าผู้เฒ่าก็ขอตัวก่อนแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
มองดูเงาหลังของหมอหลวงชิวที่รีบออกไปอย่างรวดเร็วในใจซูเฟยซื่ออดไม่ได้ที่จะหัวเราะคิกคักทันที
นางบังเกิดความประทับใจต่อผู้เฒ่าท่านนี้ไม่น้อย
หมอหลวงชิวรับใช้วังหลวง ดูแลคนในพระตำหนักมาเป็เวลาหลายปีวิชาการแพทย์สามารถเรียกได้ว่าเป็ที่หนึ่งในสถาบันหมอหลวง ความเป็คนตรงไปตรงมา
แต่อารมณ์กลับแปลกประหลาดมาก
ชาติที่แล้วนางเคยมีวาสนาพบปะเขาหลายครั้งแต่ไม่เคยคิดว่าบุคลิกภาพของเขาจะน่าสนใจมากเช่นนี้
ไม่เพียงแต่มีแค้นต้องชำระ แต่ยังทิ้งความยุ่งเหยิงอันหนึ่งไว้ ส่วนตนเองก็วิ่งหนีไปแล้ว
นางกลับจะดูว่าซูจิ้งเถียนจะจัดการเก็บกวาดความยุ่งเหยิงนี้ได้อย่างไร
แต่ว่า...ด้วยบุคลิกของหมอหลวงชิวเป็ไปไม่ได้ที่จะโกหกลักษณะของซูจิ้งเถียนดูไปแล้วก็ไม่เหมือนคนโกหกเช่นกัน
