เมื่อเซียวปิงกลับไปยังถนนหมินหางอีกครั้ง ท้องฟ้าก็มืดลงแล้ว เป็เวลาประจวบเหมาะที่นักศึกษาทั้งชายและหญิง จะออกมาโบยบินเป็ผีเสื้อราตรี
ถนนทั้งสายเต็มไปด้วยวัยรุ่นชายหญิงที่เดินจับมือกัน และกลุ่มนักศึกษาหนุ่มสาวที่พากันออกมาเดินเฉิดฉายเป็หมู่คณะ บูธเล็กๆ ที่อยู่สองข้างทางเต็มไปด้วยผู้คน ที่ร้านบาร์บีคิวและร้านหม้อไฟเอง ก็มีผู้คนมากมายยืนเบียดเสียดกันอยู่ภายในร้าน จนร้านทั้งร้านดูแน่นไปหมด
ขณะนั้น ที่หน้าไนต์คลับที่ใหญ่ที่สุดในถนนหมินหาง แท็กซี่คันหนึ่งหยุดลงตรงหน้าประตูนั้น
เซียวปิงก้าวลงจากรถ เขาก้มลงจุดบุหรี่แล้วคาบมันไว้ในปาก ก่อนจะสาวเท้าตรงเข้าไปด้านใน
เพลงเฮฟวีเมทัลดังก้องไปทั่วห้องดิสโก้เธค ที่ฟลอร์เต้นรำเต็มไปด้วยหญิงชายนุ่งน้อยห่มน้อย ที่กำลังสะบัดตัวไปมาอย่างบ้าคลั่ง เซียวปิงนั่งลงที่เคาท์เตอร์บาร์ แล้วสั่งเบียร์มาขวดหนึ่ง แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ดื่ม ชายหน้าตาห่ามสองคนก็เดินเข้ามาหาซะก่อน “น้องชาย ผงขาวหน่อยไหม เดี๋ยวพี่ลดให้เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ราคานี้ถูกสุดในตลาดแล้ว”
ขณะที่คนหนึ่งกำลังพูด อีกคนก็หยิบมีดพกออกมา ก่อนจะมองเซียวปิงด้วยสายตาข่มขู่
บังคับซื้อขาย?
“ลูกพี่พวกเราคือพี่ต้วนจื่อนะเว้ย!”
อีกฝ่ายข่มขู่หนักขึ้น แต่เซียวปิงกลับรู้สึกดีใจที่ได้ฟังเช่นนั้น เดิมที เขาคิดจะหาตัวไอ้ต้วนจื่อ โดยการตามสืบจากแหล่งอโคจรเสียหน่อย คิดไม่ถึงเลยว่านอกจากจะเก็บค่าคุ้มครองแล้ว ไอ้ต้วนจื่อยังทำการค้าเกี่ยวกับยาเสพติดด้วย ในเมื่อลูกน้องเขามาส่งให้ถึงที่ขนาดนี้แล้วล่ะก็...
เซียวปิงมองขวดเบียร์บนโต๊ะแวบหนึ่ง จึงเอ่ยถามขึ้น “พวกคุณดื่มเหล้าไหม?”
คนทั้งสองคนถึงกับชะงัก ยังไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น “อะไรนะ? หมายความว่าไง?” ผู้ที่ขายสารเสพติดในตอนแรกถามขึ้น
เซียวปิงพูดปนหัวเราะ “อยากจะเลี้ยงเหล้าสักขวด!”
“ชิ...อุดหนุนสินค้าพวกข้าก่อนสิวะ พวกข้ามีปัญญาซื้อเหล้าแดกเองหรอกน่า!”
ยังไม่ทันที่ไอ้คนพูดจะได้ปิดปาก ก็ถูกเซียวปิงยัดขวดเหล้าเข้าปากเสียแล้ว ขวดเหล้านั้นยังไม่ได้เปิดฝาเลยด้วยซ้ำ ด้วยความที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว บวกกับเรี่ยวแรงที่มากมายจนน่าใของเซียวปิง ทำให้ฟันหน้าของมันหลุดออกจากปากถึงสองซี่ เืสีแดงสดก็ไหลออกมาอย่างไม่ขาดสาย
ยังไม่ทันที่มันจะมีกิริยาตอบสนอง เซียวปิงจับไปที่ผมมัน ปัง มันโดนชนเข้ากับเคาท์เตอร์บาร์อย่างแรง ผู้คนรอบๆ ที่มองเห็นฉากนี้ ต่างรู้สึกเจ็บแปลบที่หัวแทน คนคนนี้แม่งโคตรโหดเลย
ปัง ปัง ปัง ปัง
เซียวปิงจับหัวมันโขกต่ออีกประมาณสี่ห้าครั้ง จนที่หน้าผากมันมีเืออก จมูกที่บิดเบี้ยวนั้นก็มีเืพุ่งออกมาราวกับน้ำพุ ฟันในปากก็ร่วงไปอีกหลายซี่ ทั้งน้ำตาน้ำมูกและเืต่างก็ไหลออกออกมาผสมปนเปกันไปหมด จนสภาพของมันในขณะนี้ แตกต่างจากเดิมราวกับเป็คนละคน
เซียวปิงทิ้งท้ายด้วยการจับขวดเหล้า แล้วทุบหนักๆ ไปที่กลางหัวของมัน ปัง! มันล้มลงไปกองอยู่กับพื้น ก่อนจะสลบไป เซียวปิงจัดการคู่ต่อสู้ในไม่กี่กระบวนท่า
ชายหน้าห่ามอีกคนที่ถือมีดอยู่ เมื่อเห็นว่าสายตาของเซียวปิงเปลี่ยนมาหยุดอยู่ที่ตน มันก็ใจนขาสั่น ใจนแทบพูดไม่เป็ภาษา “อย่า...อย่า...อย่าทำนะเว้ย...ฉันเป็คนของพี่ต้วนจื่อ...”
มือของมันสั่นเครือด้วยความกลัว
เกร๊ง
มีดในมือมันตกไปอยู่บนพื้น
เซียวปิงถอนหายใจ ก่อนจะยื่นมือไปตบหน้ามันเบาๆ แล้วพูดอย่างพอใจ “โลกนี้เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ ไอ้พวกคนไร้น้ำยาอย่างแก กล้าออกมาหากินแบบนี้ได้ยังไงวะ สังคมกำลังพัฒนา ยุคสมัยก็กำลังก้าวหน้าขึ้น ไอ้พวกหากินแบบแกไม่ต้องออกไปเรียนรู้อะไรเลยหรือไง ไม่จำเป็ต้องเอาให้เก่งทุกด้านหรอกนะ แต่อย่างน้อยๆ พวกแกก็ควรจะเรียนรู้เื่มวย หรือเทควันโดอะไรพวกนี้สักหน่อย...”
ผู้ถูกด่าถึงกับกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่ก็ไม่กล้าพูดขัดเซียวปิง จึงทำได้แค่พยักหน้าหงึกหงักเท่านั้น
เซียวปิงท่าทางเปลี่ยนเป็เคร่งขรึม “พาฉันไปหาพี่ต้วนจื่อของพวกแก ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกัน ว่าไอ้คนที่กล้าไปเก็บค่าคุ้มครองตอนกลางวันแสกๆ แถมยังกล้าขายสารเสพติดในผับเนี่ย มันจะแน่สักแค่ไหนกัน!”
คนตรงหน้ากลืนน้ำลายอึกใหญ่ คิดอย่างลังเล เซียวปิงจับไปที่ผมของมัน แล้วพูดพลางหัวเราะเย็นเยียบ “จะไม่พาฉันไปก็ได้ ฉันก็แค่ฆ่าแกซะ!”
“พี่ต้วนจื่ออยู่ที่นี่แหละ...ฉันพา...ฉันพาไป...”
เซียวปิงเจอตัวไอ้ต้วนจื่อ ในขณะที่มันกำลังพยายามลวนลามหญิงสาวอายุยี่สิบต้นๆ ที่แต่งกายทันสมัยคนหนึ่ง มันพยายามจะจูบเธอพลางหัวเราะอย่างลามก “สาวน้อย มาเล่นอะไรสนุกๆ กับพี่เถอะ พวกคนแถบนี้น่ะเชื่อฟังคำสั่งพี่ทั้งนั้น ต่อจากนี้ไปเธอก็คือซ้อใหญ่ในแถบนี้”
หญิงสาวดันอกไอ้ต้วนจื่อออกห่างด้วยความโมโห เธอพูดเสียงดัง “ไอ้โรคจิต ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ ไม่งั้นล่ะก็ ฉันจะเรียกให้คนช่วยเดี๋ยวนี้แหละ!”
ต้วนจื่อหัวเราะอย่างได้ใจ “เรียกสิ ต่อให้เธอเรียกให้ตายก็ไม่มีใครมาช่วยเธอหรอก”
ไอ้ต้วนจื่อแต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตลายดอก นิ้วโป้งที่มือข้างซ้ายหายไป นี่คงจะเป็ที่มาของชื่อต้วนจื่อที่แปลว่านิ้วด้วนสินะ ลูกน้องที่นั่งข้างมันยังคงโห่แซวไม่หยุด เมื่อดูจนแน่ใจแล้ว เซียวปิงจึงปล่อยชายห่ามที่เป็ผู้นำทางออก ก่อนชายดังกล่าวจะวิ่งหนีไป
ปัง
ร่างของต้วนจื่อลอยละลิ่วออกไป ก่อนจะตกลงกลางโต๊ะเหล้าที่อยู่ไกลออกไปอย่างแรง จนโต๊ะแตกแยกออกจากกันเป็เสี่ยงๆ จานผลไม้และไวน์องุ่นบนโต๊ะก็หกลงบนตัวมันจนเลอะไปหมด ลูกค้าที่กำลังดื่มอยู่ต่างก็กรีดร้องใแล้ววิ่งออกไปคนละทิศละทาง พวกลูกน้องของไอ้ต้วนจื่อต่างก็วิ่งกรูเข้าไปประคองมันขึ้นจากพื้นอย่างรีบร้อน “ลูกพี่ เป็ไรไหมครับ” พวกมันพูดกันไม่หยุดปาก
“ไอ้บัดซบตัวไหนทำพี่ต้วนจื่อวะ?”
“ไอ้บ้านั่นไง”
“เวรเอ๊ย งั้นก็ฆ่าไอ้ห่านั่นเลย!”
“ใช่ ฆ่าไอ้ห่านั่นเลย!”
เซียวปิงถีบต้วนจื่อจนลอยละลิ่ว เขาปัดเสื้อตัวเองเบาๆ แล้วหัวเราะเยือกเย็น “อะไรคือร้องให้ตายก็ไม่มีใครมาช่วยวะ...เวรเอ๊ย ไอ้ประโยคที่ไม่ได้ผ่านสมองแบบนี้ ข้าแม่งโคตรเบื่อเลย...สุดสวย ไม่เป็ไรใช่ไหม?”
ประโยคสุดท้าย เซียวปิงพูดกับหญิงสาวที่โดนแทะโลมเมื่อครู่ หญิงสาวผู้ถูกถามเงยหน้าขึ้น ก่อนจะตอบ “ฉันไม่เป็ไร”
เมื่อได้เห็นรูปลักษณ์ของหญิงสาวแบบชัดๆ แล้ว เซียวปิงก็อดที่จะอึ้งไม่ได้
คิ้วเธอโค้งอย่างได้รูป จมูกเล็กกระดกขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าขาวนวลดั่งหยกขาวบริสุทธิ์ ที่คอสวยมีหยกสีขาวห้อยอยู่ เธอดูเปล่งประกายราวกับมีรัศมีสีขาวเปล่งออกมาจากร่างตลอดเวลา สะท้อนให้เธอดูขาวเนียนราวกับร่างนั้นถูกแต่งแต้มไปด้วยแป้ง และแกะสลักมาจากหยกสีขาวงามอย่างไรอย่างนั้น ยิ่งเป็ตอนที่เธอยิ้ม ยิ่งตอนที่เธอยิ้มยิ่งทำให้รู้สึกหวั่นไหว เพราะไม่เพียงแต่ริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงระเรื่อนั่นกำลังยิ้ม ดวงตาโค้งๆ ราวพระจันทร์เสี้ยวนั่นกำลังยิ้ม และลักยิ้มที่สองข้างแก้มนั้นก็กำลังยิ้มเช่นกัน เพียงแค่รอยยิ้มธรรมดาๆ ของเธอก็สามารถทำให้คนตกหลุมพรางได้แล้ว มิน่า ไอ้ต้วนจื่อถึงได้แทะโลมเธอแบบนั้น
ดูเหมือนเธอจะจิตแข็งเอามากๆ เพราะบนใบหน้าเธอไม่มีร่องรอยของความใหรือหวาดกลัวอยู่เลย เธอกลับเอียงหัวมองเขาอย่างประเมินเสียอย่างนั้น ท่าทางนั้นช่างน่ารักนัก “ฉันชื่อเย่จื่อ เธอล่ะ?”
เซียวปิงพูดโพล่งออกไปราวกับไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ “ฉันชื่อเซียวปิง คนมักเรียกฉันว่าพี่ปิง”
เซียวปิงเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร นี่เป็ครั้งแรกที่เขารู้สึกเช่นนี้ เขารู้สึกราวกับไม่สามารถควบคุมความคิดของตัวเองได้เลย
“คุณดูจะสู้เก่ง...ช่วยอะไรฉันหน่อยได้ไหม?”
“ช่วย?” เซียวปิงพูดระคนหัวเราะ “ช่วยอะไร ไหนลองว่ามาสิ”
“ช่วยจับมันไว้ให้ที ฉันจะอัดมัน!”
เซียวปิงตอบแบบแทบไม่ได้คิด “ได้สิ ฉันรับปาก!”
เซียวปิงพูดจบ ก็เตรียมจะเดินเข้าไปหาไอ้ต้วนจื่อ ในตอนนั้นเอง คนนับสิบก็วิ่งกรูลงมาจากชั้นสอง รวมถึงลูกน้องของไอ้ต้วนจื่อเมื่อครู่ ต่างก็มายืนล้อมรอบเซียวปิงเอาไว้ ผู้คนรอบข้างเมื่อได้เห็นดังนั้น ก็รีบกระจัดกระจายออกไปด้วยความใ ก่อนจะหยุดยืนดูอยู่ห่างๆ เท่านั้น ด้วยเกรงว่าตนเองจะโดนลูกหลงไปด้วย
เซียวปิงหันกลับไปมองเย่จื่อแวบหนึ่ง เธอเหมือนจะเชื่อมั่นในตัวเซียวปิงมาก เธอพูดแล้วกะพริบตาปริบๆ “เธอไม่ต้องปกป้องฉันหรอก แค่ช่วยฉันอัดพวกมันให้เละก็พอ”
“ไม่มีปัญหา!” เย่จื่อถอยหลังออกไป หยุดยืนพิงกับผนังด้านหลัง มองดูเซียวปิงที่ขณะนี้ราวกับเทพเ้าแห่งการรบ ยืนประจันหน้ากับทุกคนที่ด้านหน้าเธอ
เซียวปิงรอจนเย่จื่อถอยออกนอกรัศมีการต่อสู้ แล้วจึงเริ่มปลดกระดุมที่เสื้อออก เขาปลดกระดุมออกทีละเม็ด จนในที่สุด เขาก็ถอดเสื้อเชิ้ตบนร่างกายออก เซียวปิงท่อนบนเปลือยเปล่า อวดผิวสีน้ำตาลแทนและกล้ามเนื้อท่อนบนที่แข็งแรงของเขา เมื่อถอดเสื้อออก ผู้คนทั้งชั้นต่างก็ร้องฮือด้วยความใ ก่อนจะพร้อมใจกันหยุดลงจนเงียบสงัด
ที่ร่างเซียวปิงมีรอยสักรูปัสีทองดุดันสักอยู่ ัทองนี้ ร่างกายเลื้อยโอบรอบตัวเซียวปิง หัวของมันอยู่ที่กลางอกเซียวปิงอย่างพอดิบพอดี ัใหญ่อ้าปากกว้าง ราวกำลังคำรามกึกก้องขึ้นไปบนท้องฟ้า คุณสามารถมองเห็นเกล็ดทุกเกล็ดบนตัวมันได้อย่างชัดเจน สามารถเห็นดวงตาที่มีพลังราวกับเ้านครของมันได้อย่างชัดแจ้ง ัตัวนี้ราวกับได้รับการปลดปล่อยจากพันธนาการ มันราวกำลังพุ่งตรงเข้าไปยังศัตรู จนพวกนั้นผงะถอยหลังไปสองก้าว หัวใจก็พลางเต้นแรงขึ้นจนแทบจะกระเด็นออกมา
แม้แต่ต้วนจื่อเอง ก็ยังถึงกับอึ้งไปเมื่อได้เห็นรอยสักบนตัวเซียวปิง แต่เมื่อร่างกายััได้ถึงความเ็ป จากการโดนถีบที่กลางอกนั้น เขาก็เก็บกลั้นความเจ็บแล้วะโดังลั่น “ฆ่าแม่งเลย!”
ฮ่า!!
ชายฉกรรจ์นับสิบร้องดังลั่น ก่อนจะแห่กรูไปยังเซียวปิงอย่างพร้อมเพรียง
ท่อนไม้ท่อนหนึ่งกำลังจะร่วงลงกลางศีรษะเซียวปิง
กึก
เซียวปิงยื่นมือออกไป แล้วคว้าไม้นั้นมาอยู่ในมือตนได้อย่างง่ายดาย
ปัง ปัง ตุบ
เพียงพริบตาเดียว คนกว่าสิบคนก็ถูกตีล้มลงไปกองกับพื้นจนสิ้น พวกมันทุกคนโดนฟาดที่หัวคนละทีอย่างพร้อมเพรียง ทุกคนนอนกองสลบเหมือดอยู่กับพื้น
“เวร โกหกหรือเปล่าเนี่ย!” เสียงร้องระงมดังไปทั่วบริเวณ ตามด้วยเสียงเป่าปากจากใครสักคน
เย่จื่อดวงตาเป็ประกาย เธอชี้ไปที่ไอ้ต้วนจื่อ แล้วะโอย่างดีอกดีใจ “จับมันให้ฉันที!”
เซียวปิงขานรับคำนั้น ก่อนจะเดินเข้าไปหาไอ้ต้วนจื่อ ซึ่งขณะนี้ได้ดึงมีดพกด้ามหนึ่งออกมา สายตามันเต็มไปด้วยความดุดัน
“อ๊าก!”
มันะโลั่นแล้ววิ่งตรงเข้าไปหาเซียวปิง หวังจะแทงมีดลงกลางอกเขา ท่าทางมันช่างโเี้และไร้ความปรานี
ที่ไอ้ต้วนจื่อถูกเรียกว่าต้วนจื่อซึ่งแปลว่านิ้วด้วนนั้น ก็เป็เพราะครั้งหนึ่ง หลังจากที่เพิ่งโดนตัดนิ้วไป มันก็ยังทนความเ็ปลุกขึ้นมาสู้ต่อ จนสามารถเอาชนะศัตรูอีกสามสี่คนตรงหน้าได้ ชื่อเสียงของมันก็เริ่มมาจากจุดนั้น ดังนั้น เมื่อมองตรงจุดนี้แล้ว มันก็เป็คนจิตใจเหี้ยมพอตัวเลย
แต่ในบางครั้ง ก็ใช่ว่าความหาญต่อสู้หรือความโเี้จะทดแทน หรือเติมเต็มฝีมือที่แตกต่างกันนั้นได้ เซียวปิงจับหมับไปที่ข้อมือของมัน ก่อนจะบิดแขนของมันไปด้านหลังเต็มที่ จนคนรอบข้างสามารถได้ยินเสียงแขนที่บิดจนหักนั้นได้อย่างชัดเจน ครานี้ แม้แต่คนเหี้ยมอย่างต้วนจื่อเอง ก็ยังร้องะโโหยหวนราวกับหมูถูกเชือด
เย่จื่อเดินตรงเข้าไป เธอมองไปยังต้วนจื่อด้วยความโกรธเกรี้ยว ก่อนจะเตะเข้าไปที่กลางหว่างขาต้วนจื่อเต็มแรง ไอ้ต้วนจื่อกรีดร้องด้วยความเ็ปสุดชีวิตอีกที ความเ็ปนั้นทำให้เขาถึงกับฟองออกปาก แล้วสลบเหมือดไป
เซียวปิงรู้สึกเย็นวูบวาบที่หว่างขา แม่สาวน้อยนี่ช่างโหดจริงๆ
เย่จื่อลงมืออย่างเหี้ยมโหด และยิ้มอย่างอ่อนหวาน “พี่ปิง ขอบคุณที่ช่วยฉันเอาไว้ ไป...เดี๋ยวฉันพาไปเลี้ยงเหล้าข้างนอก!”
เซียวปิงปล่อยไอ้ต้วนจื่อในสภาพราวกับหมาเน่าลงบนพื้น อารมณ์เขาก็ดีขึ้นมาทันที เขาหัวเราะตอบรับคำนั้นแทบจะทันที “ในเมื่อเป็การเลี้ยงเพื่อขอบคุณ ถ้าฉันปฏิเสธ ก็คงจะดูไร้มารยาทเกินไป”
ฝูงคนพร้อมใจกันหลีกทางให้ทั้งคู่ ผู้คนต่างมองเซียวปิงด้วยสายตาเกรงขาม จนเมื่อเย่จื่อและเซียวปิงเดินจากไป พวกเขาจึงถอนหายใจยาวออกมาอย่างโล่งอก
เซียวปิงนึกไม่ถึงว่า การเลี้ยงขอบคุณของเย่จื่อจะเป็การที่เธอซื้อเนื้อย่างเสียบไม้กับเบียร์มา จากนั้นก็พาเขาขึ้นแท็กซี่มากินที่ริมแม่น้ำเช่นนี้
ทั้งสองนั่งลงบนเขื่อนข้างแม่น้ำ แล้วมองลงไปยังกระแสน้ำเบื้องหน้า เย่จื่อเปิดเบียร์กระป๋องหนึ่งออก “ชนแก้ว!”
เซียวปิงหัวเราะพลางยกขวดเบียร์ขึ้นชนกับเย่จื่อ อึก อึก เซียวปิงยกกระป๋องขึ้น กระดกเบียร์ลงคอไปหลายอึก
“เมื่อกี้นี้น่ะ ขอบคุณนะ ถ้าไม่ใช่เพราะพี่ ฉันคงโดนมันปู้ยี่ปู้ยำไปแล้ว” เย่จื่อพูดด้วยความโมโห “ทั้งที่ละแวกนี้เป็มหาวิทยาลัยแท้ๆ กลับมีคนเลวๆ แบบนี้อยู่ด้วย ไม่รู้ว่าพวกนักศึกษาโดนมันรังแกมากี่คนแล้ว ถึงว่า เพื่อนร่วมห้องฉันถึงได้เตือนว่าเวลากลางคืน อย่าออกมาเดินเพ่นพ่านในแถบถนนหมินหางคนเดียว”
เซียวปิงพูดระคนหัวเราะ “ที่ไหนมีผู้คน ที่นั่นก็มียุทธภพเป็ธรรมดา...จริงๆ แล้วเธอไม่จำเป็ต้องขอบคุณฉันหรอก เพราะต่อให้ฉันไม่ออกตัวช่วยเธอ เธอก็ไม่โดนพวกมันรังแกอยู่แล้ว จริงไหม?”
