หลังกินอาหารเสร็จ พวกเขาอยู่ต่อไม่นานนักจวินเชียนจี้ก็ลากเฟิ่งสือจิ่นออกไปจากงานแล้วเฟิ่งสือจิ่นยังไม่ทันได้กล่าวอวยพรหลิวอวิ๋นชูเลยด้วยซ้ำ แต่ในตอนนี้หลิวอวิ๋นชูดื่มจนเมาไม่รู้เื่แล้ว เกรงว่าคงฟังคำอวยพรของเฟิ่งสือจิ่นไม่รู้เื่เช่นกันต่อมา ซูกู้เหยียนกับเฟิ่งสือหนิงก็เดินออกมาจากงานเช่นกันแม้แต่ซูจื่อฉินก็พาซูเหลียนหรูกลับไปในไม่ช้า
จวินเชียนจี้เดินนำอยู่ข้างหน้าเฟิ่งสือจิ่นเดินตามอย่างเชื่อฟังอยู่ข้างหลัง งานมงคลอันแสนรื่นเริงภายในจวนท่านโหวอันกั๋วถูกทิ้งเอาไว้เื้ัและค่อยๆ เลือนหายไปอย่างช้าๆ
ถนนเส้นนี้ค่อนข้างมืดเฟิ่งสือจิ่นมองแผ่นหลังของจวินเชียนจี้อย่างเหม่อลอย ชายเสื้อที่พลิ้วไหวไปตามลมหนาวของจวินเชียนจี้เป็เหมือนแสงไฟที่สว่างไสวแสงไฟที่ส่องเข้ามาในหัวใจของเฟิ่งสือจิ่น และส่องนำทางให้นางกลับบ้านอย่างปลอดภัย
เฟิ่งสือจิ่นอ้าปากหลายครั้ง ในที่สุดก็พูดขึ้น “อาจารย์ท่านโกรธศิษย์อยู่หรือ?”
จวินเชียนจี้ชะงักฝีเท้าลง เขาหันไปมองเฟิ่งสือจิ่นพลางถอนหายใจออกมาเบาๆ“ต่อไป ห้ามพูดเช่นนั้นอีก ไม่ว่าต่อหน้าใครก็ตาม”
เฟิ่งสือจิ่นตอบโดยสัญชาตญาณ “แต่ศิษย์พูดความจริงทั้งนั้น”
“ความจริงพวกนั้น องค์ชายสองรู้ องค์ชายสี่รู้ อาจารย์เองก็รู้เช่นกันอาจารย์แค่ไม่อยากให้เ้าเข้าไปพัวพันกับเื่นี้ เ้ารู้บ้างหรือไม่?”
เฟิ่งสือจิ่นชะงักลงเล็กน้อย เมื่อครู่ จู่ๆซูจื่อฉินซึ่งมักจะยิ้มอย่างเป็มิตรเสมอก็นิ่งเงียบและมีใบหน้าเคร่งขรึมอย่างกะทันหัน ทันใดนั้น จู่ๆเฟิ่งสือจิ่นรู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาในหัวใจ “อาจารย์ ข้าขอโทษแต่ข้าเห็นองค์หญิงเจ็ดแล้วก็อดโมโหไม่ได้จริงๆ ก็เลยพูดโดยไม่คิดแบบนั้น”เมื่อครู่ นางจงใจพูดเช่นนั้นออกไป ตั้งใจเผยความจริงให้ซูจื่อฉินรับรู้ถ้าเขารู้ว่าซูเหลียนหรูทำลายอนาคตแผนการของตนเองคงโกรธและไม่ปล่อยซูเหลียนหรูเอาไว้แน่ซึ่งถือเป็การแก้แค้นแทนเฟิ่งสือจิ่นไปในตัวแต่นางลืมคิดว่าคำพูดเหล่านี้สามารถนำภัยมาสู่ตัวนางเองได้เช่นกัน
“ที่ข้าพูดไป จำขึ้นใจหรือยัง?”
“ศิษย์จำขึ้นใจแล้ว”
ั้แ่ลุกออกมาจากโต๊ะอาหาร ซูจื่อฉินก็นิ่งเงียบมาโดยตลอดเขาเงียบขรึมจนน่ากลัวเลยทีเดียว ระหว่างทาง เขาจับแขนของซูเหลียนหรูเอาไว้แน่นเมื่อออกแรงบีบเบาๆ ซูเหลียนหรูก็เจ็บลึกไปถึงกระดูกเลยทีเดียวแต่นางก็ยังกัดฟันอดทน ไม่กล้าที่จะสลัดมือออกมาด้วยซ้ำ
นางไม่เคยเห็นซูจื่อฉินที่เป็เช่นนี้มาก่อน มันทำให้นางรู้สึกหวาดกลัวตลอดทาง ไม่มีใครพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว
เมื่อถึงวังหลวง ซูจื่อฉินก็ส่งซูเหลียนหรูไปที่ตำหนักของนางทันทีซูเหลียนหรูพูดอย่างหวั่นกลัว “ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว พี่...พี่รองไม่ต้องไปส่งข้าหรอก”
ซูจื่อฉินไม่ตอบ เขาดึงนางเข้าไปในตำหนักของนางเองจากนั้นก็ใช้เท้าเกี่ยวประตู ‘ตุ้บ’ ประตูปิดลงอย่างแรง แสงเทียนภายในตำหนักกะพริบวาบเสียงเผาไหม้ของเปลวเทียนดังขึ้นอย่างแ่เบา
“เมื่อครู่ ที่เ้าบอกว่าเจี่ยนซืออินเป็ของเหลือ หมายความว่าอย่างไร?”ซูจื่อฉินถามเข้าประเด็นทันทีเขาเองก็เคยสืบมาเช่นกันว่าเหตุใดตระกูลเจี่ยนกับตระกูลหลิวถึงจัดงานมงคลขึ้นอย่างกะทันหันเช่นนี้และก็พอจะรู้มาบ้างว่าเจี่ยนซืออินอาจจะตั้งครรภ์อยู่แต่เขาก็ไม่ได้สืบค้นให้ลึกลงไปกว่านี้ จึงไม่รู้ว่ายังมีเื่อะไรซ่อนอยู่เขาคิดว่าเด็กในท้องของเจี่ยนซืออินเป็ลูกของหลิวอวิ๋นชูจริงๆ
ซูเหลียนหรูขยับริมฝีปากหลายครั้ง ภายใต้สายตาคาดคั้นของซูจื่อฉินนางพบว่าตนไม่สามารถพูดสิ่งใดออกมาได้แม้แต่คำเดียว รู้สึกหายใจไม่ออกเหมือนถูกใครบีบคออยู่เช่นนั้น
ซูจื่อฉินขมวดคิ้วมุ่น เสียงของเขาทุ้มต่ำทว่าก็แฝงไปด้วยอำนาจที่น่าหวั่นเกรง “บอกมา!”
ซูเหลียนหรูรวบรวมความกล้าแล้วพูดออกไป “ไม่ได้หมายความอะไรก็หมายความตามที่พูดนั่นแหละ เพราะนางมันก็เป็แค่ของเหลือเท่านั้น!”
“เด็กในท้องนางเป็ลูกของใคร?”
ซูเหลียนหรูชะงักอึ้งลง นางเงยหน้าขึ้นมามองซูจื่อฉินอย่างงงงวย“นางกำลังตั้งครรภ์อยู่จริงๆ หรือ?”
ซูจื่อฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาคมเฉียบและเย็นะเื เขามองสีหน้าของซูเหลียนหรูเพียงครู่เดียวก็พูดขึ้นด้วยเสียงมั่นใจ“เด็กในท้องของเจี่ยนซืออินไม่ใช่ลูกของหลิวอวิ๋นชูแต่เ้าเป็คนสั่งให้คนไปทำสินะ”
ซูเหลียนหรูรีบปฏิเสธ “ท่านมีสิทธิ์อะไรมากล่าวหาว่าข้าเป็คนทำท่านมีหลักฐานอะไร? คนอื่นใส่ความข้าท่านก็จะใส่ความข้าด้วยหรือไร?”
“นางเสียสติ หรือสมองไม่สมประกอบหรือไง ถึงได้ใส่ความเ้าอย่างไร้เหตุผล?”ซูจื่อฉินก้าวเข้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าวซูเหลียนหรูจับชายเสื้อของตนเองเอาไว้แน่นพลางก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวอย่างหวั่นกลัวรายละเอียดเล็กๆ จากการกระทำของนางหนีไม่พ้นสายตาของซูจื่อฉิน เขาพูดขึ้น“เ้าไม่รู้หรือไง ั้แ่เด็ก เมื่อพูดโกหกหรือร้อนตัวเ้าก็มักจะแสดงท่าทีเช่นนี้เสมอ เ้ามั่นใจหรือว่าไม่ได้ทำ ถ้าเป็แบบนั้นจริงทำไมต้องหวาดกลัวด้วย?”
ซูเหลียนหรูรีบปล่อยมือที่กำแขนเสื้อเอาไว้ นางพูดอย่างไม่ถอดใจ “ใคร...ใครบอกว่าข้ากลัว!”
“ข้าจะถามอีกครั้ง เื่นี้ เป็ฝีมือของเ้าใช่หรือไม่?” ซูเหลียนหรูอ้าปากและเตรียมจะปฏิเสธออกมา แต่ซูจื่อฉินก็ยกมือขึ้นมาจับคางของนางเอาไว้อย่างไม่เบาและไม่แรงจนเกินไปแววตาที่เขามองมาดูเยือกเย็นและไร้ความอดทนเต็มทีราวกับว่าคนตรงหน้านี้ไม่ใช่น้องสาวแท้ๆ ของเขาแต่เป็แค่สัตว์เลี้ยงที่ไม่เชื่อฟังตัวหนึ่งเท่านั้น สัตว์เลี้ยงที่เขาจะทอดทิ้งเมื่อใดก็ได้ซูเหลียนหรูพูดไม่ออกไปชั่วขณะ นางเบิกตากว้างพลันความหวาดผวาก็เข้ามาปกคลุมหัวใจเอาไว้อย่างรวดเร็ว ซูจื่อฉินพูดขึ้นอีกครา“คิดให้ดีก่อนจะตอบ ไม่เช่นนั้น หากข้าสืบพบว่าความจริงไม่เหมือนที่เ้าพูดนอกจากจะไม่มีโอกาสได้ไปที่โรงดนตรีหลานเยว่อีกแล้ว เชื่อหรือไม่ว่าหากข้าอยากให้เ้าไปแต่งงานที่แคว้นเป่ยหรงจริงๆไม่ว่าเ้าจะทำอย่างไรก็ไม่มีทางหลีกหนีพ้นอยู่ดี? ข้าจะส่งเ้าไปที่แคว้นเป่ยหรงชาตินี้ทั้งชาติ อย่าหวังว่าจะได้กลับมาเหยียบเมืองหลวงอีกเลย!”
ซูเหลียนหรูเบิกตากว้าง น้ำตารื้นขึ้นมากองที่ขอบตาอย่างรวดเร็ว คนคนนี้ไม่ใช่พี่รองของนางนางไม่รู้จักผู้ชายที่น่าหวาดกลัวคนนี้! ซูเหลียนหรูพยายามดิ้นขัดขืนเล็บแหลมจิกลงที่หลังมือของซูจื่อฉินสุดแรง แต่นอกจากซูจื่อฉินจะไม่ปล่อยมือแล้วเขากลับออกแรงที่มือมากขึ้น แรงบีบทำให้ซูเหลียนหรูชาไปทั้งคางรู้สึกคล้ายคางนี้ไม่ใช่ของนางอีกต่อไป... ซูเหลียนหรูพูดระคนร้องไห้ “ซูจื่อฉินเ้าคนทรยศ ท่านมันไม่มีหัวใจ แม้แต่น้องสาวของตัวเองก็ยังทำร้ายได้ลงคอ...ปล่อยข้า... ข้าจะบอกเสด็จแม่! ข้าจะไม่สนใจท่านอีกแล้ว!”
“พูดอะไรก็ไร้ประโยชน์ ข้าจะฟังแต่เื่ที่มีประโยชน์เท่านั้น”ซูจื่อฉินเลิกคิ้วขึ้นอย่างนิ่งเรียบ ใบหน้าที่เคยอ่อนโยนงดงามบัดนี้กลับเย็นสะท้านไม่ต่างไปจากูเาน้ำแข็งคนรับใช้ภายในตำหนักถูกไล่ออกไปั้แ่วินาทีที่เขาก้าวเข้ามาในตำหนักแล้วไม่ว่าซูเหลียนหรูจะกรีดร้องหรือร้องไห้เสียงดังแค่ไหนก็ไม่มีใครได้ยินอยู่ดี
ซูเหลียนหรูสลัดซูจื่อฉินไม่หลุดแม้นางจะหยิกหลังมือของซูจื่อฉินจนบนนั้นเต็มไปด้วยรอยแดงก็ยังไร้ประโยชน์อยู่ดีนางทั้งโมโห ทั้งโกรธ และเสียใจ จึงจ้องเขม็งไปยังซูจื่อฉินผ่านม่านน้ำตานางโพล่งออกไปในที่สุด “ใช่! ข้าเป็คนทำเอง! ข้าก็แค่สั่งให้อันธพาลข้างทางสองสามคนไปย่ำยีเจี่ยนซืออินก็เท่านั้นใครจะไปรู้ว่านางจะท้องลูกของคนสารเลวพวกนั้น! ใครจะไปคิดว่าเ้าโง่หลิวอวิ๋นชูจะยอมแต่งงานกับนาง! แบบนี้ ท่านก็จะโทษว่าเป็ความผิดของข้าหรือไง?”
เพียะ!
ตำหนักใหญ่เงียบสงัดลงชั่วขณะ
ซูจื่อฉินปล่อยมือแล้วเหวี่ยงหลังมือไปที่ใบหน้าของซูเหลียนหรูอย่างรวดเร็วซูเหลียนหรูถูกตบจนหันหน้าไปอีกทาง นางจับแก้มตัวเองเอาไว้ สมองขาวโพลนไปหมด เป็เวลานานกว่านางจะหลุดออกมาจากภวังค์
ซูเหลียนหรูทรุดนั่งกับพื้น นางแหงนหน้าขึ้นอย่างช้าๆน้ำตาแห่งความน้อยใจพรั่งพรูออกมาท่วมใบหน้า รอยนิ้วทั้งห้าประทับเด่นอยู่ที่แก้มสีขาวการกระทำของซูจื่อฉินทำให้นางคลั่งขึ้นมาจนได้ “ั้แ่เด็กจนโต ท่านไม่เคยตีข้ามาก่อนแต่ตอนนี้ ท่านกลับตบข้าเพื่อคนนอกพวกนั้น?”
