“เ้า...ที่แท้เ้าคิดจะช่วยข้าใส่ยา”ซูเฟยซื่อพึมพำเสียงกระซิบอย่างกระอักกระอ่วนใจ
ไม่สงสัยเลยว่าทำไมปลายนิ้วของเขาถึงเย็นเฉียบขนาดนี้แม้แต่ปากแผลที่เขาััผ่านก็เย็นไปด้วย ไม่ปวดเลยสักนิด
อวี้เสวียนจีเลิกคิ้ว นึกขันราวกับเป็เื่ตลกร้าย “หรือเ้าคิดว่าข้าอุปราชให้เ้าถอดเสื้อผ้าออกให้หมดเกลี้ยง แล้วนอนบนเตียงเพราะคิดจะทำอันใด?หรือว่า...คิดไม่ถึงว่าคุณหนูสามจะคิดมอบเรือนร่างถวายให้ข้าอุปราช ข้าได้รับความโปรดปรานอย่างไม่คาดฝันจนประหลาดใจแล้วจริงๆ”
“เ้า...” ซูเฟยซื่อถูกเร้าให้โกรธจนเกือบหายใจมาไม่ทัน
บ้าจริง เป็นางที่คิดอกุศลเองหรือ?
เห็นชัดๆ ว่าอวี้เสวียนจี...ถอดเสื้อผ้าเปลือยเปล่านอนอยู่บนเตียงเป็ใครเล่าจะคิดไปในด้านนั้น!
ช่างเถิด เื่จริงสำคัญกว่า ตอนนี้นางยังไม่สามารถคัดง้างกับอวี้เสวียนจีได้
ซูเฟยซื่อสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้ว“วาจาที่ท่านอ๋องกล่าวยังนับเป็วาจาหรือไม่? ท่านบอกให้ข้าถอด ข้าก็ถอดแล้ว ให้ข้านอนลงข้าก็นอนแล้วท่านมิใช่ว่าควรแสดงความจริงใจด้วยเช่นกัน?”
“เ้าตัวเล็ก ตัวไม่ใหญ่ แต่หัวใจกลับใหญ่ให้ข้าอุปราชช่วยเ้าย่อมได้ ขอเพียงเ้ามีต้นทุนที่แน่นอน” น้ำเสียงของอวี้เสวียนจีจริงจังอย่างหาได้ยาก
“ต้นทุนหรือ?” ซูเฟยซื่อขมวดคิ้ว ไม่รู้สาเหตุ
นางเพียงได้ยินอวี้เสวียนจีคายออกมาช้าๆ“จวนอัครมหาเสนาบดี”
จวนอัครมหาเสนาบดี?
ความหมายของอวี้เสวียนจีหมายถึงให้นางยึดจวนอัครมหาเสนาบดีไว้ให้ได้ก่อนจึงยอมช่วยนาง?
ยึดจวนอัครมหาเสนาบดีไว้สามารถพิสูจน์พลังความแข็งแกร่งของนางได้จริงเพียงแต่...
จะยึดจวนอัครมหาเสนาบดีก็จำเป็ต้องล้มล้างซูเต๋อเหยียนอัครมหาเสนาบดีแห่งแคว้นซ่ง แต่ไม่ได้บอกว่าจะล้มล้างก็สามารถล้มล้างได้
ทว่าเกรงว่านี่อาจเป็เพียงโอกาสเดียวของนางแล้วไม่สามารถพลาดได้อย่างเด็ดขาด
คิดถึงตรงนี้ ซูเฟยซื่อก็รีบเอ่ยปากพูดทันที“ยังหวังว่าท่านอ๋องพูดแล้วจะทำให้ได้ ถึงเวลาอย่าสำนึกเสียใจทีหลัง”
อวี้เสวียนจีหัวเราะเบาๆ อย่างดูแคลน“ไยข้าอุปราชจำเป็ต้องโกหกเ้าตัวเล็กนี้ด้วยเล่า”
“ได้ คำเดียวเป็สัจจะ ตกลงตามนั้น! ” มีอวี้เสวียนจีประโยคนี้ ไม่ว่าการยึดจวนอัครมหาเสนาบดีจะมีความยากมากมายเพียงใด นางต้องทำให้ได้อย่างแน่นอน
หลังจากที่อวี้เสวียนจีจากไปแล้วหัวสมองของซูเฟยซื่อก็เต็มไปด้วยสิ่งที่เขาพูด ยังหลงเหลือความรู้สึกเย็นสดชื่นแบบในตอนที่เขาช่วยทายาให้นาง“อย่าให้ตัวเองได้รับาเ็อีก”
“หือ?”
“ถ้าเ้าทรยศการจัดเตรียมของข้าอุปราชอีกข้าอุปราชจะให้เ้าชดใช้ผลกรรมของเ้าแน่ๆ ”
“หมายถึงอะไร? หรือว่า...ผ้าพับนั้นเป็ท่านลงมือเล่นลวดลาย? ”
“มิเช่นนั้นเล่า? ”
นี่เป็ประโยคสุดท้ายที่อวี้เสวียนจีพูดกับนางก่อนที่เขาจะจากไป
ทำไมเขาถึงต้องทำแบบนี้?
เป็ห่วงนางหรือ?
หรือว่าที่เขาโกรธมากขนาดนั้นในคืนนั้นเป็เพราะนางได้รับาเ็กัน?
อวี้เสวียนจีนะอวี้เสวียนจี ที่แท้เมื่อไรกันที่ข้าจะสามารถดูเ้าให้ทะลุปรุโปร่งได้
“คุณหนู ท่านได้ใช้เวลาทั้งเช้านิ่งอึ้งไปแล้วในคืนนั้น...ที่แท้ท่านอ๋องได้พูดว่าอะไรกับท่านบ้างเ้าคะ” จือฉินมองซูเฟยซื่อที่เพ่งสมาธิไปสักพัก เม้มริมฝีปาก ในที่สุดก็อดรนทนไม่ไหวที่จะหลุดถามออกจากปากแล้ว
ั้แ่หลังจากที่อวี้เสวียนจีได้จากไป ซูเฟยซื่อก็เอาแต่นั่งเหม่อนั่งอึ้งตะลึงลานเช่นนี้
ทำให้คนน่าเป็ห่วงกังวลจริงๆ
ซูเฟยซื่อถูกเสียงของนางเรียกกลับมา นางรีบกระแอมไอเบาๆ เสียงหนึ่งอย่างรวดเร็ว “ไม่ได้พูดอะไร แต่เป็เื่ที่พบได้ตามปกติ”
เมื่อนางเห็นซูเฟยซื่อไม่เต็มใจที่จะพูดจือฉินก็ไม่ได้ถามมากความอีกต่อไป คิดไม่ถึงว่าซูเฟยซื่อกลับมองมาที่นางราวกับได้รับแรงบันดาลใจ“จือฉิน ถ้าเ้าคิดจัดการข้า เ้าจะทำอย่างไร? ”
“หา? ” จู่ๆ จือฉินถูกซูเฟยซื่อถามเช่นนี้ นางใจนเกือบทำของทุกอย่างในมือหล่นไปหมด “คุณ...คุณหนูบ่าวสัตย์ซื่อภักดีต่อท่าน ต่อให้ตายก็ไม่คิดจะจัดการท่านเ้าค่ะ”
“ไม่ใช่ ไม่ใช่ ข้าพูดว่าถ้า” ซูเฟยซื่อรีบอธิบายทันที
จือฉินโล่งอกแล้ว นางคิดอย่างจริงจัง “ถ้าบ่าวจะจัดการท่าน...ก่อนอื่น ท่านเป็คุณหนู เป็เ้านายของบ่าวบ่าวต้องไม่สามารถแสดงความไม่พอใจต่อท่านออกมาอย่างแน่นอน มิฉะนั้นถ้าท่านให้บ่าวสวมรองเท้าเล็กโดยการใช้อำนาจที่มีเบียดเบียน กลั่นแกล้ง ข่มเหงผู้ที่มีสถานะต่ำ บ่าวเองก็จะแย่ ประการที่สอง บ่าวต้องพยายามดึงดูดความสนใจของซูเต๋อเหยียนให้มากที่สุดเท่าที่เป็ไปได้ทั้งนี้เพราะเขาเป็เ้านายจริงๆ ของจวนอัครมหาเสนาบดี มิฉะนั้นก็คงไม่มีสาวรับใช้มากมายขนาดนั้นที่คิดปีนป่ายกิ่งสูงเป็เหมือนแม่น้ารองแล้วยังไม่ใช่ไม่ได้คิดเื่ที่ถูกผู้คนรังแกเ้าค่ะ”
สิ่งที่พูดล้วนถูกต้อง
ถ้าคิดจัดการกับคนที่อยู่ในระดับสูงกว่าตนก็ต้องคิดหาวิธีที่จะลากเอาคนซึ่งยิ่งมีระดับสูงกว่าเป็พวกพ้อง
ท่าทีของอวี้เสวียนจีชัดเจนมากพออยู่แล้ว
มีเพียงนางสามารถยึดจวนอัครมหาเสนาบดีได้เขาจึงจะช่วยทำเื่ก้าวต่อไปให้นาง
นอกจากอวี้เสวียนจีแล้วคนในแคว้นซ่งที่สามารถควบคุมซูเต๋อเหยียนได้ก็มีเพียงซ่งหลิงซิว
อาจกล่าวได้ว่า นางจำเป็ต้องดึงดูดความสนใจของซ่งหลิงซิวจึงใช้การซูเต๋อเหยียนได้
ซ่งหลิงซิว คิดไม่ถึงว่าเราจะต้องประมือกันเร็วขนาดนี้
เ้าวางใจเถิด รอข้าจัดการกับซูเต๋อเหยียนเสร็จแล้วคนถัดไปก็เป็เ้ากับซูจิ้งโหยวแล้ว
โลหิตของตระกูลกู้จะไม่หลั่งไหลไปเปล่าๆ
เห็นในดวงตาของซูเฟยซื่อปรากฏความแค้นเคืองชนิดที่ลึกเข้าไปในไขกระดูกนั้นฉายประกายออกมาอีกครั้ง ซางจื่ออดไม่ได้ที่จะใจนตัวสั่น นางรีบเสนอ “คุณหนู ยาที่ท่านอ๋องนำมามีประสิทธิภาพ แม้กล่าวว่าใช้เวลาเพียงไม่กี่วันแต่บ่าวเห็นอาการาเ็บนร่างของท่านหายจนเกือบดีแล้ว มิสู้...ออกไปเดินเล่น?สูดอากาศบริสุทธิ์สักครา ให้สภาพอารมณ์สามารถแจ่มใสสดชื่นเ้าค่ะ”
ถึงแม้จือฉินไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ สีหน้าของซูเฟยซื่อเปลี่ยนไปมาอย่างกะทันหันแต่เห็นลักษณะที่ตึงเครียดของซางจื่อ นางก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวเสริม “นั่นซินะเ้าคะั้แ่คุณหนูได้รับาเ็ก็ไม่ได้ออกจากสวนปี้หวิน วันนี้อากาศดี ออกไปเดินเล่นกันเถิดนะเ้าคะ”
รู้ว่าซางจื่อกับจือฉินต่างเป็ห่วงนางซูเฟยซื่อเก็บงำความแค้นในใจไว้ ก่อนจะพยักหน้า “ถือว่าออกไปดูว่าเมื่อเร็วๆ นี้เมืองหลวงมีเื่ใหญ่อะไรไหมพอดี”
ซ่งหลิงซิวเป็คนที่ขี้สงสัยมาก หากอยากดึงดูดความสนใจของเขา นางต้องค้นหาจุดที่แม่นยำเข้าไป มิฉะนั้นกลัวว่าจะได้ผลตรงกันข้าม
“คุณหนู ได้ยินว่าขนมออกมาใหม่ของร้านน้ำชาหวินไหลรสชาติดีมาก เราไปลองชิมกันดีไหมเ้าคะ?” หลังจากเดินมาสักพัก ซางจื่อห่วงใยว่าอาการาเ็ของซูเฟยซื่อยังไม่หายดีไม่สามารถเคลื่อนไหวมากเกินไป ดังนั้นจึงกล่าวเสนอ
“บ่าวก็ได้ยินมานานว่ามีคนเล่าหนังสือในร้านน้ำชาหวินไหล เล่าได้สนุกมาก แต่ไม่เคยมีโอกาสได้ไปฟัง...” จือฉินมองดูซูเฟยซื่ออย่างรอคอย
เห็นนางแบบนี้ ซูเฟยซื่อทำได้เพียงตกลงแล้ว
ทั้งขบวนเลือกห้องหรูหราห้องหนึ่งเพื่อนั่งพักผ่อน ห้องหรูตั้งอยู่บนชั้นสอง ใช้ม่านลูกปัดแถวหนึ่งกั้นแยกไว้ พอสามารถเห็นการเคลื่อนไหวของชั้นหนึ่งได้อย่างชัดเจน
“เริ่มแล้ว เริ่มแล้วเ้าค่ะ”จือฉินร้องะโด้วยความตื่นเต้น
เพียงเห็นชายคนหนึ่งอายุห้าสิบปีกว่าเดินขึ้นไปบนเวทีหยิบไม้ที่ใช้เคาะเบิกโรงขึ้นมาได้ก็ตบอย่างแรงลงไปทันที “วันนี้เราไม่ได้เล่าเื่หนังสือ เรามาเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเื่ด่านชายแดนของแคว้นซ่ง”
เสียงของเขาจบลง ข้างล่างเวทีมีคนะโว่าดีทันที
แต่คิ้วของซูเฟยซื่อเลิกขึ้นคราหนึ่งด่านชายแดน? การสู้รบหรือ? นางชอบ!
“ทุกคนต่างรู้เื่ที่แคว้นฉีมารุกรานบ่อยๆเมื่อเร็วๆ นี้แล้วใช่หรือไม่? ั้แ่หลังจากที่ตระกูลกู้ถูกล้มล้างทั้งตระกูล แคว้นฉีก็มีใจหึกเหิมเหมือนได้กินดีหมี กินดีของเสือดาวทุกสองสามวันก็จะมารบกวนชายแดนแคว้นซ่งของเราครั้งหนึ่ง แต่ฮ่องเต้กลับรักษาท่าทีนิ่งเงียบไว้ตลอดพวกเ้ารู้ไหมว่าทำไม? ” นักเล่าหนังสือยกคำถามข้อหนึ่งขึ้นมา
แคว้นฉีมารุกรานบ่อยๆ?
ก็ใช่ นักรบของแคว้นซ่งที่สามารถต่อต้านกับแคว้นฉีได้มีเพียงตระกูลกู้เท่านั้น
ตอนนี้ตระกูลกู้ถูกล้มล้างแล้วแคว้นฉีย่อมไม่พลาดโอกาสที่ดีแบบนี้
เมื่อเร็วๆ นี้นางมัวแต่ยุ่งเกี่ยวกับการจัดงานในจวนอัครมหาเสนาบดีกลับละเลยเื่นี้ไป
