ในความเป็จริงแล้ว ซุนซื่อสามารถอยู่อย่างสงบได้ ทั้งยังสามารถใช้เวลากว่าชั่วยามด้วยการนั่งเงียบๆ เพื่อฟังฉินหยีหนิง หลิวเซียนกู และฮูหยินติ้งกั๋วกงสนทนากัน ถึงกระนั้นมันก็เป็เื่ที่ไม่คาดคิดมาก่อนเช่นกัน
แผนการแรกๆ ของนางคือต้องรีบกลับจวน เนื่องจากวันนั้นเป็วันที่ฉาวหยีเหนียงจะถูกพาตัวเข้ามาในบ้าน นาง้าแสดงว่าตนเองเป็แม่ใหญ่และจะดูถูกเหยียดหยามต่อฉาวหยีเหนียง แต่ก็ทดสอบนางเพียงชั่วครู่หนึ่งก็เพียงพอแล้ว
อย่างไรก็ดี เมื่อเห็นว่าซุนซื่อเริ่มขุ่นเคือง ฉินหยีหนิงจึงขบคิดเกี่ยวกับสถานการณ์ภายนอก และคิดว่าถ้าบอกกับทุกคนในตอนนี้ก็คงไม่เป็ไรแล้ว
“ท่านแม่อย่าโกรธเลยเ้าค่ะ ไม่จำเป็ต้องกระวนกระวายด้วยซ้ำนะเ้าคะ เหตุผลของความล่าช้าเช่นนี้ ก็เพราะว่าถ้าบอกความจริงแล้ว เกรงว่าจะทำให้ทุกคนตื่นตระหนกเ้าค่ะ”
ผางเซียวยกคิ้วขึ้นมองฉินหยีหนิงด้วยความสนใจ
ใบหน้าของฮูหยินติ้งกั๋วกงกับซุนซื่อฉายความกังวลออกมาฉับพลัน “หยีเจี่ยร์ ตกลงเกิดอะไรขึ้นหรือ?”
สีหน้าของฉินหยีหนิงดูเคร่งขรึมขึ้นมา “ในขณะที่พวกเราขึ้นมาบนูเานั้น ข้าพบบุคคลที่น่าสงสัยเ้าค่ะ”
“อะไรนะ?” ซุนซื่ออุทาน “มันเป็ใครหรือ?”
ฮูหยินติ้งกั๋วกงจับมือของซุนซื่อ จากนั้นตบเบาๆ “จงสงบก่อน อย่ากระวนกระวายเลย ฟังหยีเจี่ยร์พูดก่อนเถิด”
ฉินหยีหนิงพูดขึ้นอีก “ข้าอาศัยอยู่บนูเามาั้แ่อายุแปดขวบ เนื่องจากข้าอยู่ตัวคนเดียวเป็เวลานาน ข้าจึงมีความรู้สึกในการระมัดระวัง เพื่อระวังสัตว์ป่าให้มากขึ้น และข้าก็ได้ฝึกฝนจนประสาทััเฉียบคม มีบางคนมองข้าด้วยความเป็ปฏิปักษ์ ข้าก็สามารถรู้สึกได้ ตอนที่พวกเราขึ้นมาบนูเา ข้ามีความรู้สึกนั้น ครั้นข้ามองดูอย่างเงียบๆ ก็พบว่ามีชายสองคนในชุดทหารของราชวงศ์โจวซ่อนตัวอยู่ด้านหลังซากไม้ยืนต้นตาย บริเวณใกล้ๆ กับขั้นบันได ข้ากังวลว่าพวกเขาจะมีมากกว่าสองคน และกลัวว่าถ้ากรีดร้องออกมาทันที ญาติผู้หญิงของเราจะได้รับาเ็ได้ ดังนั้นข้าจึงขึ้นมาบนูเาอย่างเงียบๆ”
เมื่อพูดถึงตอนนี้ ฉินหยีหนิงปลอบประโลมฮูหยินติ้งกั๋วกงที่ใบหน้าเปี่ยมล้นไปด้วยความกังวลพลางกล่าวต่อ “ข้าได้บอกให้องครักษ์ที่มากับเราครึ่งหนึ่งไปปกป้องป้าหญิงและพวกนางแล้วเ้าค่ะ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งอยู่ที่นี่เพื่อปกป้องเรา อย่างไรก็ตามข้าคิดว่าเรือนพักของป้าหญิงและญาติหญิงคงมีความปลอดภัยอยู่ชั่วคราว ถ้าคนเหล่านี้ตั้งใจที่จะทำความผิดจริงๆ ถ้ามีความคิดที่จะลักพาตัวหรือลอบสังหารในเซียนกูกวนนี้ ทุกคนที่น่าจะเป็เป้าหมายที่สำคัญก็ได้รวมตัวกันในห้องนี้แล้ว”
ใช่แล้ว ในห้องมีกวานจู่ ฮูหยินติ้งกั๋วกง ผู้เป็ภรรยาและลูกสาวของฉินไท่ซือ เมื่อเปรียบเทียบกับบรรพชิตคนอื่นๆ และญาติผู้หญิงที่ไม่ได้มียศสูงศักดิ์ ผู้ที่มีโอกาสและมีค่าตัวเหมาะจะถูกลอบสังหารหรือลักพาตัวนั้น ต่างก็อยู่ในห้องนี้แล้วใช่หรือไม่
ฮูหยินติ้งกั๋วกงและซุนซื่อต่างก็รู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมา
ฉินหยีหนิงเห็นเพียงสองคนเท่านั้น แต่อีกฝ่ายจะมากันมากแค่ไหนกันนะ? และคนเ่าั้ก็มาในเครื่องแบบทหารแห่งราชวงศ์ต้าโจว มันแปลกเกินไปแล้ว
“หยีเจี่ยร์ เ้าแน่ใจหรือไม่ว่าเ้าไม่ได้ดูผิดพลาดไป? ที่นี่เป็เขตแดนของราชวงศ์ต้าเยี่ยนนะ ไม่ว่าจะแย่ถึงเพียงไหน ก็ไม่น่าจะปล่อยให้คนในเครื่องแบบทหารแห่งราชวงศ์ต้าโจวเดินเพ่นพ่านตามถนนไม่ใช่หรือ” เสียงของซุนซื่อค่อนข้างตึงเครียดเล็กน้อย
ฉินหยีหนิงรีบส่งสัญญาณเพื่อบอกซุนซื่อให้เบาเสียงลงและได้เอ่ยขึ้น “ไม่ว่าพวกเขาจะเป็คนต้าโจวจริงๆ หรือไม่ แล้วก็ไม่รู้เช่นเดียวกันว่าพวกเขาเปลี่ยนเครื่องแบบเป็ทหารของต้าโจวั้แ่เมื่อใด แต่สิ่งที่สำคัญมากที่สุดก็คือพวกเขาไม่ได้มีเจตนาดีเป็แน่”
ในหัวของฮูหยินติ้งกั๋วกงไตร่ตรองกลับไปกลับมานับไม่ถ้วน อย่างแรกที่นางคาดเดา ก็คือคนเหล่านี้ถูกส่งโดยฮ่องเต้สารเลว
ฮ่องเต้สารเลวอาจจะจัดให้ผู้คนสวมใส่เสื้อผ้าของต้าโจว เพื่อมาสังหารสมาชิกผู้หญิงที่เหลืออยู่ของครอบครัวติ้งกั๋วกง เพื่อทำให้ตนเองดูสะอาดบริสุทธิ์ขึ้นมา ถึงแม้ว่ามันอาจจะดูไม่สมเหตุสมผล แต่สิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลเช่นนี้ฮ่องเต้สารเลวย่อมสามารถทำออกมาได้
ภายในโถงมีแต่ความเงียบ
ซุนซื่อตัวสั่นด้วยความกลัว “จะทำอย่างไรดี จะทำอย่างไรดี ท่านแม่ พวกเราจะทำอย่างไรดี!”
ฮูหยินติ้งกั๋วกงขมวดคิ้วไม่ชื่นชอบ ความตื่นตระหนกของซุนซื่อและความสงบของฉินหยีหนิงที่รู้สถานการณ์ั้แ่ตอนแรกนั้น ทำให้เกิดความแตกต่างอย่างชัดเจน
“เ้าช่วยเงียบหน่อยได้หรือไม่? ไม่ใช่ว่าทุกคนต่างก็อยู่ที่นี่หรอกหรือ!”
หลิวเซียนกูก็เอ่ยขึ้นด้วย “ไม่มีปัญหา ไม่มีปัญหาแน่นอน เรือนหลังนี้ค่อนข้างทนทานอยู่และมันคงไม่เกิดอันตรายอะไรอยู่พักหนึ่ง”
ผางเซียวถอนสายตาดูถูกเหยียดหยามจากซุนซื่อ จากนั้นหันไปมองดูฉินหยีหนิงอย่างเงียบๆ ในขณะที่กำลังชื่นชมความฉลาดเฉลียวของนางอยู่นั้น เขาก็มีความรู้สึกสงสารในสถานการณ์ของนางด้วยเช่นกัน พลางวิเคราะห์คาดเดาในใจ
ในเมื่อฉินหยีหนิงพบั้แ่ตอนที่ขึ้นูเาแล้ว ระยะทางจากวัดเซียนกูกวนถึงเมืองหลวงประมาณหนึ่งชั่วยาม ก็เพียงพอจะเรียกกองทัพม้าเร็วมาที่นี่เพื่อช่วยเหลือได้แล้ว
ถึงแม้ว่าใบหน้าของเขาไม่ได้เป็ที่รู้จักของทุกคน แต่ถ้าเกิดว่าทหารที่ฉินหยีหนิงเรียกมานั้นจำหน้าของเขาได้เล่า? ถึงตอนนั้นปัญหาจะยิ่งมากขึ้นแน่นอน
กำลังเสริมย่อมสามารถป้องกันความปลอดภัยของผู้หญิงเหล่านี้ได้ เพราะฉินหยีหนิงเป็คนฉลาดเฉลียว มิหนำซ้ำจะไม่ทำให้ท่านยายและท่านแม่ของนางตกอยู่ในอันตรายอย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังมีลูกของลูกพี่ลูกน้องตัวน้อยในเรือนข้างๆ อีกด้วย
เมื่อนึกถึงเื่นี้ ผางเซียวจึงยืนขึ้น ใบหน้าของเขาซีดเซียว ทั้งแสร้งทำน้ำเสียงสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนก “เ้า! ทำไมเ้าถึงไม่พูดก่อนหน้านี้เล่า เ้ายังสงบจิตใจได้อย่างไร นี่มันไม่ใช่จะเป็การทำร้ายข้าหรอกหรือ”
การแสดงที่ยอดเยี่ยมของเขาก็คือ ‘รักชีวิตและกลัวความตาย’ เขาเดินกลับไปกลับมาราวกับมดที่อยู่บนหม้อไฟ “ไม่ได้การแล้ว พวกเ้าก็ดูแลตัวเองด้วยก็แล้วกัน!” หลังพูดจบ เขาลากเสือน้อยแล้วทำท่าเดินออกไปทันที
เสือน้อยใกับการแสดงของผางเซียวมาก!
ไม่ใช่ว่าท่านอ๋องของเขาสนใจคุณหนูฉินหรอกหรือ? หรือว่าเขาไม่ควรที่จะก้าวออกไปข้างหน้าเพื่อปกป้องนางในเวลานี้ จากนั้นเขาก็สัญญาต่อนางว่า ‘ข้าจะปกป้องเ้าเอง’ เพื่อสร้างความประทับใจให้กับคุณหนูฉินไม่ใช่หรือ!
ท่านอ๋อง ท่านวิ่งหนีออกไปเช่นนี้ ท่านไม่กลัวจะสร้างความประทับใจที่ไม่ดีต่อนางหรือ?!
ใบหน้าของเสือน้อยที่เดินตามฝีเท้าผางเซียวนั้น มีความมึนงงอยู่ด้วย
ฉินหยีหนิงหรี่ตาและหัวเราะเบาๆ เสียงของนางดังก้องในห้องโถง ทั้งชัดเจนเป็พิเศษ “คุณชายเหยา เ้าไม่คิดว่า การแสดงออกของเ้ามันไม่น่าสงสัยไปหน่อยหรือ?”
ฝีเท้าของผางเซียวหยุดชะงัก ใบหน้าของเขาแสดงถึงความชื่นชม ทว่าเมื่อเขาหันหลังกลับไป ท่าทางของเขายังคล้ายคนกลัวตายจนฉี่จะราดกางเกงอยู่แล้ว “ทำไมหรือ พวกผู้ดีอย่างพวกเ้าดึงดูดคนร้ายพวกนี้มาแล้ว หรือว่ายังไม่อนุญาตให้คนอื่นหนีอีกด้วย? ข้าไม่อยากจะเสียเวลากับเ้า ที่บ้านของข้ามีตั้งสามชั่วอายุคน ยัง้าให้ข้าอยู่ที่นี่เพื่อปกป้องเ้าอีก? จะบอกให้ เป็ไปไม่ได้เด็ดขาด เ้าให้พวกข้าหนีไป เพื่อเอาตัวรอดเถิด”
“คุณชายเหยา อย่าหยอกล้ออีกต่อไปเลย” ดวงตางดงามของฉินหยีหนิงจ้องมองอีกฝ่ายเขม็ง ั์ตาสดใสของนางปรากฏความเยือกเย็นเฉียบคม แม้ว่านางจะยังบอบบางและอ่อนโยน แต่ความน่าเกรงขามของนางกลับไม่แพ้ชายฉกรรจ์
ดวงตาทั้งสองของผางเซียวเกือบถูกตาของนางส่องแสงเข้ามา
“ถ้าคุณชายเหยาเป็คนธรรมดา ก็ต้องคิดว่าข้างนอกอันตรายมากกว่าข้างในเป็แน่ไม่ใช่หรือ?
ข้าเห็นคนต้องสงสัยเพียงแค่สองคน ซึ่งคนปกติก็น่าจะสงสัยว่า จะมีคนอีกหลายคนที่ล้อมรอบเซียนกูกวนแล้วหรือไม่
ถึงเ้าจะบินได้ เกรงว่าเ้าก็หนีออกไปไม่พ้น นอกเสียจากเ้าเป็คนนำคนเ่าั้มาที่นี่เสียเอง เ้าจะรีบออกไปเพื่อรวมตัวกับพวกเขา? หรือเ้ากังวลว่าเ้าจะแสดงใบหน้าที่แท้จริงของเ้า ต่อหน้าทหารที่ข้าเชิญมาหรืออย่างไรเล่า?”
ฉินหยีหนิงพูดไปพลาง ก้าวเท้าไปพลาง จนกระทั่งฮูหยินติ้งกั๋วกงและซุนซื่อต่างเปลี่ยนตำแหน่งไปอยู่ข้างหลังนาง มีแสงสว่างเป็ประกายในดวงตาของนาง ราวกับสัตว์ร้ายตัวเล็กๆ ที่พองขนไม่ยอมแพ้ แม้ว่านางจะอ่อนแอ แต่ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อเผชิญหน้ากับศัตรู
ท่าทางของนางยิ่งเป็ผลให้หัวใจของผางเซียวสั่นระรัว เขาแทบไม่สามารถข่มกลั้นความปรารถนาของตนเองที่จะจับตัวนางกลับไปซึ่งๆ หน้า แล้วนำไปไว้ข้างๆ กายเพื่อสนองความ้า
เมื่อเห็นผางเซียวไม่ได้พูด ฉินหยีหนิงกลับประหม่ามากขึ้น นางดึงฮูหยินติ้งกั๋วกงกับซุนซื่อมาที่ประตูข้างเพื่อเตรียมออกไป เนื่องจากว่าหลิวเซียนกูเรียกผางเซียวว่าจู่ตง ดังนั้นแม้แต่หลิวเซียนกู นางก็ไม่สามารถไว้วางใจได้แล้วในตอนนี้
ในขณะที่นางกำลังจะก้าวเท้าออกไป ฉินหยีหนิงก็เปล่งเสียงเรียกคนเข้ามาด้วย “เรียกคนเข้ามา!”
ครั้นประโยคนั้นจบเสียง ‘ปัง’ ดังขึ้นจากหน้าประตูทันควัน องครักษ์ร่างสูงสี่คนถือไม้กระบองรีบวิ่งจู่โจมเข้ามา เพื่อปกป้องฉินหยีหนิง ซุนซื่อและฮูหยินติ้งกั๋วกงอยู่ด้านหลังของพวกเขา ปิงถาง ซงหลานกับชิวหลู่ก็รีบวิ่งเข้ามาด้วย เพื่อปกป้องเ้านายของพวกนาง ตำแหน่งที่ฉินหยีหนิงยืนอยู่นั้นใกล้กับประตูมากที่สุด ซึ่งเป็ตำแหน่งที่สะดวกที่สุดในการหลบหนี
หลิวเซียนกูตบต้นขาตนเองแล้วะโว่า “ด้วยพระนามเทพแห่งฟ้าอย่างหาที่สุดมิได้ โต๊ะไม้พยูงและม่านชั้นบนของข้าประดับด้วยไพลินเชียวนะ นี่พวกเ้าจะทำอะไรหรือ ยังไม่ออกไปอีก”
มาถึงจุดนี้แล้ว ผางเซียวจึงไม่คิดปลอมตัวต่อหน้าฉินหยีหนิงอีกต่อไป เป็ครั้งแรกที่เขาถอดการแสดงออกทั้งหมด เขาไม่ใช่คุณชายผู้สูงส่ง ไม่ใช่พ่อค้าที่มีการศึกษาและร่ำรวย มากกว่านั้นเขาไม่ใช่คนรักชีวิตกลัวความตายอีกด้วย
แต่เดิมเขาแสร้งงอหลังลงเล็กน้อย ตอนนี้กระดูกสันหลังของเขาเหยียดตรงมากจนเขารู้สึกถึงแรงผลักดันอันดุเดือด ถูกความกดดันครอบงำกระทั่งเกือบหายใจไม่ออก คิ้วเรียวทำให้ผู้คนััถึงอาวุธคมปลาบ สายตาราวกับสามารถยิงลูกธนูออกมาได้ เขามีรอยยิ้มที่ขี้เล่นแฝงความหยิ่งยโสซึ่งส่งให้ฉินหยีหนิงโดยไม่ปิดบัง
ความคิดของฉินหยีหนิงสะท้อนให้เห็นถึงสัญญาณตึงเครียดทุกรูปแบบเมื่อมีอันตรายเกิดขึ้น ราวกับว่านางกำลังเผชิญหน้ากับเสือ...เสือที่ปราดเปรียวอย่างไรอย่างนั้น เสียงของนางสั่นเทา “ที่แท้ก็เป็เ้า? เ้าเป็ใครกันแน่?”
“ข้าเป็ใคร ทำไมต้องบอกเ้าด้วย”
“เ้า!”
“ถ้าข้า้าที่จะจัดการกับพวกเ้า ก็ตั้งมีหลายหมื่นวิธี ยังจำเป็ต้องใช้วิธีนี้ด้วย? สาวน้อย ความฉลาดเป็สิ่งที่ดี แต่ต้องไม่ด่วนสรุปโดยไม่มีหลักฐานนะ”
สมองของฉินหยีหนิงคิดอย่างรวดเร็ว และแอบประเมินว่าองครักษ์ทั้งสี่คนนี้จะสามารถต่อสู้กับเขา และผู้ติดตามของเขาได้หรือไม่
คนคนนี้ดูเหมือนน่าเกรงขาม เป็ผู้ที่ผ่านการฝึกทักษะการต่อสู้หรือไม่?
ใครจะรู้ว่า ในขณะที่นางกำลังลังเลอยู่ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงร้องและเสียงกรีดร้องดังมาจากลานด้านหน้า ตามมาด้วยเสียงผู้คนที่กรีดร้องสั่นคลอนเข้ามา
เดิมทีฉินหยีหนิงคิดว่าทหารที่นางเรียกมานั้นได้มาถึงแล้ว ใครจะรู้ว่าเมื่อมองออกไปข้างนอก ก็เห็นชายกลุ่มหนึ่งสวมชุดทหารของต้าโจว มือถือดาบขนาดใหญ่เดินเข้ามา นึกไม่ถึงว่าพวกเขาเห็นคนแล้วก็ตัดหัวเลย ไม่มีความเมตตาแม้แต่น้อย
“โอ้ เทพแห่ง์!” ซุนซื่อร้องไห้ด้วยความใ
“ไม่ได้การแล้ว พวกเราไม่สามารถอยู่ในบ้านนี้ได้” ผู้คนในเรือนไม่สามารถไว้ใจได้เลย อีกทั้งยังมีศัตรูเยอะมากถึงเพียงนี้ หรือว่าพวกนางจะต้องถูกศัตรูจับหรือไม่?
ฉินหยีหนิงดึงซุนซื่อและฮูหยินติ้งกั๋วกง เรียกองครักษ์ทั้งสี่คนเพื่อวิ่งออกไป พยายามจะวิ่งออกจากประตูด้านข้าง
ใครจะรู้ว่า ทันทีที่จะออกจากเรือน กลับมีเสียงดังกึกก้องเข้ามาในหู
ฉินหยีหนิงรู้สึกถึงวิกฤติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ขนบนหลังของนางลุกเกรียวทันใด จิตใต้สำนึกของนางบอกว่าอยากจะซ่อนตัว แต่ชั่วครู่หนึ่ง นางฉุกคิดได้ว่าท่านแม่ของนางอยู่ข้างหลัง ถ้านางซ่อนตัวแล้ว คนที่อยู่ข้างหลังนางจะทำอย่างไร?
แค่นึกลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ชายคนหนึ่งในชุดทหารแห่งราชวงศ์ต้าโจวเดินเข้ามาด้วยมีดอาบเื แล้วนางก็ยังเห็นนักยิงธนูสองคนกำลังยิงลูกธนูอยู่บนกำแพงของบ้าน
มันสายเกินไปแล้ว!
ฉินหยีหนิงใมาก จนปิดตาทั้งสองลงแน่น เกรงว่านางจะต้องตายที่นี่เป็แน่
ชั่วจังหวะนั้นนางกลับได้ยินเสียงลมแรงพัดผ่าน ก่อนรู้สึกถึงเงาของคนเบื้องหน้าซึ่งยืนตระหง่านปิดกั้นแสงแดด มือของนางถูกกอบกุมไว้ด้วยมือที่ใหญ่กว่าและอบอุ่น
ฉินหยีหนิงเปิดตา นางมองเห็นแผ่นหลังของผางเซียว เขาจับมือนางด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างกำลังจับลูกธนู ปลายลูกศรส่องแสงสลัวๆ มันหยุดอยู่ห่างจากคอของนางเพียงแค่หนึ่งนิ้ว
