่เวลากลางวันของฤดูใบไม้ผลิยาวนานขึ้นแล้ว ตอนที่ทั้งสองออกมาจากซางต้า เป็่เวลาแห่งการเลิกงานพอดิบพอดี
บนถนนหนทางเต็มไปด้วยผู้คนที่รีบขี่จักรยานกลับบ้าน คนทำงานก็รีบกลับบ้านไปเตรียมอาหาร รีบกลับไปดูแลบุตรหลาน เอาเป็ว่าต่างคนต่างมีธุระให้จัดการ ส่วนคนที่มีจักรยานทว่าไม่ขี่ กลับเดินทอดน่องเอื่อยเฉื่อย ก็คือหนุ่มสาวผู้ซึ่งมีคู่ ยังเพราะพวกเขาไม่มีครอบครัวให้เป็ภาระ เวลาหลังเลิกงานจึงมีอิสระมากนั่นเอง
แต่โจวเฉิงนี่เหลือทนเสียจริง เข็นจักรยานเคียงไหล่ยังไม่พอ มือหนึ่งจับด้ามจักรยาน อีกมือหนึ่งยังอุตส่าห์เก็บไว้จับมือคนรักได้ การกระทำแบบนี้ทำให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างต้องจ้องมอง โจวเฉิงคือคนหน้าด้านของแท้ สภาพจิตใจแข็งแกร่ง เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็ไม่น้อยไปกว่ากัน ผู้คนอยากดูก็ดูไปเถอะ ฝ่ามือโจวเฉิงมีรอยด้าน มือของเขาจึงจับมือของเธอได้มั่นเหมาะพอดิบพอดี
เซี่ยเสี่ยวหลานเชื่อมาโดยตลอดว่ามีเพียงตนเองที่สามารถมอบ ‘ความรู้สึกปลอดภัย’ ให้ตนเองได้ ทว่าพอถูกโจวเฉิงจูงมือ เธอกลับรับรู้ถึงความรู้สึกปลอดภัยที่โจวเฉิงมอบให้
เมื่อตอนที่เธอพบโจวเฉิงก็เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ ทว่าความรู้สึกปลอดภัยที่เธอััได้นี้ ไม่ได้ทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานต่อต้านแม้แต่น้อย ทุกอย่างดำเนินไปตามธรรมชาติ เหมือนกับตอนแรกที่เธอตกลงคบหาดูใจกับโจวเฉิง ค่ำคืนของหยางเฉิงอันสวยงามจับใจคือข้ออ้าง บรรยากาศในตอนนั้นช่างดีเหลือเกิน เซี่ยเสี่ยวหลานจึงทำตามความปรารถนาของตนเอง
ยามไม่ได้พบหน้า เหตุผลของเธอคือที่หนึ่งเสมอ
เธอยังคิดด้วยซ้ำว่าพื้นเพครอบครัวของโจวเฉิงอาจไม่เหมาะสมกับเธอนัก คิดว่าถ้าคนในครอบครัวโจวเฉิงน่ารำคาญเหลือทน เธอจะขอแยกทางจากกัน แต่พอถึงเวลาพบหน้า ความรู้สึกที่โจวเฉิงมีต่อเธอแรงกล้าขนาดนี้ เซี่ยเสี่ยวหลานมิได้ถูกแกะสลักจากหินจากไม้ เธอมีความรู้สึกเหมือนกัน... ยังนึกถึงการเลิกราได้ที่ไหนเล่า? เลิกกันแล้วจะไปตามหาชายที่ชอบเธอมากเช่นนี้และเธอก็ชอบเขาไม่แพ้กันจากหนแห่งใดได้อีก!
“เธอมาแล้ว ฉันไม่กลัวว่าจะมีใครรังแกฉันหรอก”
จางเสเพลที่ข่มเหงเธอโดนโจวเฉิงจัดการอย่างลับๆ เรียบร้อย เคออีสยฺงจากหยางเฉิงก็โดนโจวเฉิงบี้จนจำนนแล้วเช่นเดียวกัน ส่วนฝานเจิ้นชวนจากเขตเหอตง เซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีอะไรต้องกังวลใจนัก พอเธอกล่าวประโยคนี้จบ ทันใดนั้นก็เข้าใจแจ่มแจ้งว่าทำไมตนเองอดที่จะเผยความน้อยใจออกมาอย่างเสียไม่ได้ ทำไมััได้ถึงความรู้สึกปลอดภัยที่โจวเฉิงนำมาให้
แม้โจวเฉิงจะอยู่เคียงข้างเธอทุกเมื่อเชื่อวันไม่ได้ และทั้งสองคนอยู่ห่างกันไกลเป็พันลี้
แต่นี่มิอาจขัดขวางโจวเฉิงไม่ให้ใช้วิธีของตนเอง ‘ปกป้อง’ เธอได้เลย
เซี่ยเสี่ยวหลานมั่นใจ หากเธอไม่ได้ฟังความจริงจากจั๋วเว่ยผิง เื่จางเสเพลโดนจับและถูกตัดสินจำคุกนั่น โจวเฉิงคงจะไม่บอกกล่าวแจ้งให้เธอรู้ด้วยตนเองไปชั่วชีวิต เซี่ยเสี่ยวหลานแน่ใจมาก โจวเฉิงไม่มีทางนำเื่นี้มา ‘เอาหน้า’ ! ตอนนั้นไม่ได้พูด ในอนาคตยิ่งไม่มีทางพูดแน่นอน
มีคนกำลังปกป้องเธอ ใช้ทั้งวิธีที่เธอรู้และไม่รู้
เซี่ยเสี่ยวหลานหดตัวอยู่ในเปลือกหอยที่สร้างด้วยเหล็กกล้าและซีเมนต์ แต่โจวเฉิงยังแงะช่องว่างออกได้ เขาผู้ซึ่งแสนดีแบบนั้น พยายามเข้ามาในหัวใจของเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างเต็มที่ ความคิดจิตใจของเซี่ยเสี่ยวหลานย่อมเกิดความเปลี่ยนแปลงไม่ใช่หรือ?!
เส้นทางจากซางต้าถึงบ้านย่าอวี๋ไม่ใช่ระยะทางสั้นๆ ทว่าโจวเฉิงไม่รู้สึกถึงกาลเวลาที่ไหลผ่านไปด้วยซ้ำ ราวกับจูงมือเดินได้ไม่นาน ถึงเสียแล้วหรือ? โจวเฉิงไม่อยากปล่อยมือของภรรยา เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็ไม่ฝืนเหมือนกัน ทั้งสองยืนเฉยๆ จับมือกันที่หน้าประตูอยู่นานสองนาน มองอีกฝ่ายยิ้มแย้มอย่างเก้อเขิน ย่าอวี๋ที่ถือไม้กวาดกลับมารู้สึกแสบตายิ่งนัก
“พลอดรักกันอยู่นั่นแหละ ใช้ได้ที่ไหน!”
เซี่ยเสี่ยวหลานถูกจับได้คาหนังคาเขา ทว่าเธอหนังหน้าหนาอยู่แล้ว และดูออกว่าย่าอวี๋เป็เสือกระดาษที่แข็งนอกอ่อนใน จึงไม่รู้สึกรู้สาโดยสิ้นเชิง
โจวเฉิงอาลัยอาวรณ์ อย่างไรเสียก็เป็คุณย่าเ้าของบ้าน หญิงชรามีนิสัยไม่ยืดหยุ่น ห้ามเซี่ยเสี่ยวหลานพาบุคคลภายนอกมาพักที่บ้านในเวลาปกติ โจวเฉิงไม่คิดทำลายกฎของคุณย่าอวี๋เ้าของบ้าน กฎนี้ดีเสียอีก ทำให้โจวเฉิงสบายใจเื่ความปลอดภัยในการอยู่อาศัยของเซี่ยเสี่ยวหลานไม่น้อย เขาเห็นว่ากำแพงบ้านย่าอวี๋สูงลิ่ว ทว่าหากเขา้าข้ามไปกลางดึกจริงๆ ก็สามารถทำได้
“คุณย่าอวี๋ คุณถือสาที่บ้านจะมีหมาสักตัวเพิ่มไหมครับ? ไม่ขอให้คุณรับผิดชอบเื่อาหารของมันหรอกครับ”
โจวเฉิงอยากหาสุนัขสักสองตัวมาให้บ้านย่าอวี๋เลี้ยง ไม่ใช่สุนัขพื้นเมืองธรรมดา แต่เป็สุนัขที่ได้รับการฝึกฝน ย่าอวี๋กลับไม่ชอบเท่าไร “ฉันไม่เลี้ยงหมาหรอก มันจะปล่อยอึเต็มสวน”
“คุณย่าวางใจเถอะครับ หมาที่จะส่งมาเชื่อฟังมากแน่นอน ถ้าทำสวนบ้านคุณสกปรกจริงๆ ผมจะมาเก็บกวาดให้คุณย่าเอง”
โจวเฉิงเชื่อมั่นในสุนัขที่ฝึกฝนแล้วเป็อย่างยิ่ง ส่วนย่าอวี๋เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
โจวเฉิงบอกเซี่ยเสี่ยวหลานว่าจะไปพักที่บ้านพัก ย่าอวี๋บ่นอุบอิบ “เธอเป็คนรักประสาอะไรกัน ต่อให้เป็เพื่อนฝูงมา ก็ต้องต้อนรับด้วยอาหารดีๆ สักมื้อสิ... ช่างเถอะ เธอทำอาหารอะไรเป็เสียที่ไหน ส่วนเธอชื่อโจวเฉิงสินะ กินข้าวเย็นก่อนค่อยกลับไปบ้านพัก”
เซี่ยเสี่ยวหลานชูนิ้วโป้งให้โจวเฉิง ช่างสุดยอดยิ่งนัก พิชิตใจได้ั้แ่สาวใหญ่ไปจนหญิงชราเลยทีเดียว ย่าอวี๋เป็คนน่าอึดอัดออกขนาดนั้น ยังเอ่ยปากเชิญชวนโจวเฉิงให้อยู่รับประทานอาหารก่อน เซี่ยเสี่ยวหลานและหลิวเฟินอาศัยที่นี่มาสองสามเดือน เคยลิ้มรสซาลาเปาที่ย่าอวี๋นึ่งด้วยตนเองเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แค่นึกถึงรสชาติซาลาเปาของย่าอวี๋ ในช่องปากเซี่ยเสี่ยวหลานก็เริ่มหลั่งน้ำลายแล้ว
โจวเฉิงมองเธอ “ย่าอวี๋เห็นแก่เธอต่างหาก”
ทั้งสองหารือกันอยู่ตรงนั้น ย่าอวี๋ได้ยินชัดเจน เธอหมดคำจะพูดจริงๆ เธอคิดว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเ้าเล่ห์พอตัวแล้ว คนรักที่คบหาก็พอกันเสียอีก
การที่ย่าอวี๋ชวนโจวเฉิงรับประทานอาหาร เนื่องจากเห็นแก่เซี่ยเสี่ยวหลานกับมารดา และเพราะมารยาทของโจวเฉิงด้วยเช่นกัน ที่ทำให้เธอคิดว่าเขาได้รับการอบรมมาเป็อย่างดี
คนได้รับการอบรมดีมิใช่การใช้วาจาเสียงอ่อนเสียงหวานทำสิ่งต่างๆ ทว่าเป็ความจริงใจที่ปฏิบัติต่อคนใกล้ตัว และรู้จักความเหมาะสมในการปฏิบัติตนต่อคนไม่สนิท โจวเฉิง้าส่งสุนัขมาเฝ้าบ้าน ตามหลักเหตุผลแล้วเป็ประโยชน์กับย่าอวี๋มาก แต่เขายังคงขอความคิดเห็นจากย่าอวี๋เป็อันดับแรก ยากนักที่จะได้พบคนเอาใจใส่สักคน อารมณ์ของย่าอวี๋ย่อมดีเป็ธรรมดา
เซี่ยเสี่ยวหลานเป็คนเอาใจใส่คนหนึ่งเช่นกัน ถึงกระนั้นความเอาใจใส่ของเธอนี้เป็เพียงภายนอก ไม่ซึมซับเข้าไปในกระดูกเหมือนโจวเฉิง
ย่าอวี๋แค่คิดๆ ดู ความสุภาพของเซี่ยเสี่ยวหลานมาจากการไม่ใส่ใจคนส่วนใหญ่ ดังนั้นต่อให้เธออัธยาศัยไม่ดีเพียงใด เซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่เก็บมาใส่ใจอยู่ดี ส่วนโจวเฉิงดูเ็า กลับกลายเป็ว่าคำนึงถึงความรู้สึกของผู้อื่น เป็การถูกอบรมบ่มนิสัยอย่างดีที่สะท้อนออกมาจากภายใน
เซี่ยเสี่ยวหลานบอกว่าซาลาเปาของย่าอวี๋อร่อย ย่าอวี๋จึงไปทำซาลาเปา
โจวเฉิงทำอาหารไม่เป็สักเท่าไร ทว่าเมื่อเซี่ยเสี่ยวหลานจะช่วยนวดแป้ง พอเขาเห็นลำแขนบอบบางนั่น จึงถกแขนเสื้อของตนขึ้นทันที
วันนี้หลิวเฟินกลับบ้านมาค่อนข้างไว หนึ่งทุ่มครึ่งก็ถึงบ้าน ได้กลิ่นหอมหวนอยู่ตรงประตู ทำไมย่าอวี๋ทำซาลาเปาอีกแล้วเล่า? แค่กลิ่นหอมนี้ลอยมาแตะจมูกก็รู้ว่าเป็ฝีมือย่าอวี๋ เซี่ยเสี่ยวหลานทำกลิ่นแบบนี้ไม่ได้แน่นอน
“เสี่ยวหลาน ทำไมให้ย่าอวี๋ลงมืออีกแล้วล่ะ? หมอบอกว่าเธอเหนื่อยเกินไปไม่ได้...”
ย่าอวี๋วางอาหารเคียงลงบนโต๊ะ และชี้ไปยังห้องครัว “วันนี้ไม่ใช่ฉันที่ขยับมือทำหรอก ฉันแค่ขยับปากเท่านั้น”
เซี่ยเสี่ยวหลานโชคดีมาจากไหนกันนะ ถึงหาคนรักที่โดดเด่นขนาดนี้ได้? เมื่อสมัยย่าอวี๋ยังสาว คนอย่างโจวเฉิงนี่จะถูกใจหญิงชนบทได้หรือ? ต่อให้เป็หญิงสาวชนบทที่หน้าตาสะสวยแค่ไหน ก็ทำได้เพียงงานของสาวใช้หรือเป็อนุภรรยาของผู้อื่น ความเหมาะสมทางฐานะไม่ใช่สิ่งที่สามารถพูดเล่นได้ ต้องขอบคุณสังคมยุคใหม่จริงๆ ที่ทำให้ทุกคนเท่าเทียมกัน หญิงสาวชนบทก็สามารถคบหากับคุณชายผู้มีอนาคตไกลจากเมืองหลวงได้เช่นกัน
หลิวเฟินรับรู้ความคิดของย่าอวี๋เสียที่ไหน พอย่าอวี๋ชี้ไป เธอก็เห็นว่าในห้องครัวมีเงาของร่างสูงอยู่ ชายหนุ่มแขนเสื้อเปรอะผงแป้งเล็กน้อย เขายิ้มให้กับเธอ
“คุณน้าหลิว กลับมาแล้วหรือครับ? เหนื่อยมาแล้วทั้งวันแล้ว รีบล้างมือกินข้าวเถอะครับ”
