คำพูดของท่านโหวอันกั๋วถือเป็การดึงเฟิ่งสือจาวเข้ามาพัวพันกับเื่นี้ด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีพยานที่สามารถยืนยันได้ว่าคืนนั้น เฟิ่งสือจิ่นกับหลิวอวิ๋นชูมีส่วนร่วมในการดับไฟจริงๆ หรือไม่ เหตุนี้ เมื่อจวินเชียนจี้พูดดังนั้น ท่านโหวอันกั๋วก็ยืนยันเช่นนั้นอีกแรง
ซูกู้เหยียนเลือกที่จะอยู่เงียบๆ ต่อไป
อีกด้าน เมื่อได้ฟังดังนั้นซูเหลียนหรูก็โกรธเป็ฟืนเป็ไฟ “ท่านโหวอันกั๋วกำลังใส่ความกันชัดๆ!”
ท่านโหวอันกั๋วตอบอย่างใจเย็น “องค์หญิงเจ็ดกล่าวเกินไปแล้ว องค์หญิงสันนิษฐานเหตุการณ์อย่างเต็มปากเต็มคำ ดูมั่นใจยิ่งนัก กระหม่อมเพียงวิเคราะห์เหตุการณ์ไปตามเนื้อผ้า พูดสันนิษฐานด้วยวิธีการเดียวกับที่องค์หญิงเคยใช้เท่านั้น ฝ่าาทรงพระปรีชาสามารถ ย่อมตัดสินเองว่าผู้ใดกล่าวถูก”
ซูเหลียนหรูอยากพูดต่อ แต่กลับถูกฮ่องเต้ห้ามเอาไว้ ฮ่องเต้นวดขมับเบาๆ “เถียงกันไปมาจนข้าปวดหัวไปหมดแล้ว เ้าหยุดพูดเสียทีเถอะ” เขาชะงักเล็กน้อยก่อนจะหันไปถามซูกู้เหยียน “กู้เหยียน เื่นี้ เ้าคิดว่าควรจะตัดสินโทษอย่างไร?”
ซูกู้เหยียนประสานมือเคารพ “กราบทูลเสด็จพ่อ ต่อให้เป็คนในราชวงศ์ หากทำผิดก็ต้องรับโทษเท่าเทียมกับราษฎรทั่วไป ตามกฎหมายของแคว้นจิ้น ผู้ที่วางเพลิงโดยเจตนา ต้องถูกโบยสามสิบครั้งเป็การลงโทษ หากจะอิงจากกฎระเบียบของวิทยาลัยหลวง นางควรถูกขับไล่ออกจากวิทยาลัยหลวง และไม่มีสิทธิ์เข้ารับการศึกษาในวิทยาลัยหลวงอีกตลอดชีวิต”
“วิทยาลัยหลวงมีนักศึกษาเช่นนี้ เ้าที่เป็อาจารย์เองก็มีความผิดเช่นกัน เหลียนหรูเป็น้องสาวของเ้า เ้ายิ่งสมควรต้องอบรมนางอย่างเข้มงวดกว่าคนอื่นๆ ครั้งนี้ ที่นางทำผิดอย่างใหญ่หลวงเช่นนี้ ก็เป็ความผิดของอาจารย์ที่สั่งสอนไม่ดีเช่นกันหากนางถูกขับไล่ออกจากวิทยาลัยหลวง ไม่ยิ่งเป็การยืนยันว่าอาจารย์ของวิทยาลัยหลวงไร้ความสามารถหรือ? นางต้องไปศึกษาที่วิทยาลัยหลวงต่อ และเ้าที่เป็อาจารย์ก็ต้องอบรมสั่งสอนนางอย่างเข้มงวดมากกว่านี้ด้วย” ฮ่องเต้บอกกับซูกู้เหยียน “ส่วนเื่การวางเพลิง ให้ลงโทษตามกฎหมายของแคว้นจิ้น ส่งนางไปที่ศาลต้าหลี่เพื่อรับโทษโบยสามสิบครั้ง มิเช่นนั้นคงไม่อาจแสดงความรับผิดชอบต่อท่านโหวอันกั๋วและท่านราชครูได้ ทำเช่นนี้ดีที่สุดแล้ว”
ซูเหลียนหรูใจนิญญาแทบจะหลุดออกจากร่าง พระสนมเต๋อก็มีใบหน้าซีดเผือดไม่ต่างกัน นางอ้อนวอนฮ่องเต้ “ฝ่าา...”
แต่เพิ่งเริ่มพูด ฮ่องเต้ก็ลุกขึ้นยืน และพูดขัดขึ้นมาเสียก่อน “หากพระสนมอยากขอร้องแทนนางละก็ ข้าจะลงโทษเ้าร่วมกับนางไปเลย” เขาปรายตามองซูเหลียนหรูอีกครั้งก่อนจะหมุนตัวแล้วเดินจากไป โดยกล่าวทิ้งท้ายเอาไว้เพียงสั้นๆ “เ้าลองพิจารณาตนเองดูเถิด”
ขันทีหวังเดินตามหลังฮ่องเต้ คล้ายอยากจะพูดบางอย่างออกมาแต่ก็อดกลั้นเอาไว้ ฮ่องเต้หันไปเห็นท่าทีอดกลั้นของอีกฝ่าย จึงเอ่ยขึ้น “อยากพูดอะไรก็พูดเถอะ”
ขันทีหวังกล่าว “ฝ่าาจะโบยองค์หญิงถึงสามสิบครั้งจริงๆ หรือพ่ะย่ะค่ะ... เช่นนั้น จะหนักหนาเกินไปหรือไม่? องค์หญิงเจ็ดมีตำแหน่งสูงส่ง หากพระองค์ทรง...”
ฮ่องเต้กล่าว “อีกประเดี๋ยว ไปบอกกับคนของศาลต้าหลี่ ให้พวกเขาควบคุมน้ำหนักมือให้ดี”
ขันทีหวังก้มหน้าลงต่ำ “เื่นี้ ต่อให้กระหม่อมไม่บอก คนของศาลต้าหลี่ก็ย่อมรู้ดีพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าาโปรดวางพระทัย อีกประเดี๋ยว กระหม่อมจะไปที่ศาลต้าหลี่ด้วยตนเอง” เขาเดินตามหลังฮ่องเต้พลางพูดด้วยท่าทางนอบน้อม “ฝ่าาคง้าให้ท่านราชครูกับท่านโหวอันกั๋วพึงพอใจกันทั้งสองฝ่ายจึงเลือกใช้วิธีนี้ ทว่าองค์หญิงเจ็ดมีนิสัยดื้อรั้นและหยิ่งทะนง เหตุใดฝ่าาจึงต้องส่งองค์หญิงกลับไปที่วิทยาลัยหลวงอีกครา เชิญมหาบัณฑิตมาสอนองค์หญิงในวังไม่ดีกว่าหรือพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้กล่าว “ในความเห็นของเ้า เฟิ่งสือจิ่นกับซูเหลียนหรูมีนิสัยอย่างไรบ้าง?”
ขันทีหวังนิ่งเงียบอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะหัวเราะแห้งๆ ออกมา “เื่นี้ กระหม่อมก็ไม่ทราบเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้หัวเราะขึ้นเบาๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเ็าระคนหยามิ่ “นางไม่ใช่คนสงบเสงี่ยมอะไร ให้ซูเหลียนหรูเรียนในวิทยาลัยหลวงร่วมกับนาง ก็เหมาะสมสูสีกันดีแล้ว”
ขันทีหวังเข้าใจกระจ่างแจ้ง แต่กลับแสร้งทำเหมือนงุนงง คล้ายยังไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าใด เขาหัวเราะแห้งๆ ฮ่องเต้ได้ยินดังนั้นก็หันไปมองเขา และพูดขึ้นอีกครั้ง “เข้าใจแล้วสินะ?”
ขันทีหวังหัวเราะเบาๆ “กระหม่อมยังไม่สู้จะเข้าใจพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อจวินเชียนจี้กลับมาถึง เฟิ่งสือจิ่นก็ฟื้นแล้ว หลายวันมานี้ นางนอนหมดสติมาโดยตลอด แม้ไข้จะลดลงแล้ว แต่หน้าผากก็ยังอุ่นไม่น้อย ตัวนางเองก็ตกอยู่ในอาการมึนเบลอ สะลึมสะลือเช่นกัน ในขณะเดียวกัน จวินเชียนจี้เพิ่งเดินเข้ามาในเขตสวนหน้าห้องของเฟิ่งสือจิ่นเท่านั้น นางที่หูดีมาแต่ไหนแต่ไรก็ลุกขึ้นมาจากเตียง แล้ววิ่งออกมาจากห้องอย่างด่วนจี๋ ไม่ทันไรก็มาหยุดอยู่เบื้องหน้าจวินเชียนจี้เสียแล้ว
แสงตะวันส่องลงมาจากริมชายคา ทาบเงาของหลังคาลงบนพื้นดิน นางยืนอยู่ที่ขอบเงาพลางแหงนหน้ามองจวินเชียนจี้โดยมีรอยยิ้มสดใสประดับใบหน้า มันทำให้นางดูเปล่งประกายคล้ายกับทองคำเมื่อต้องแสงตะวัน เฟิ่งสือจิ่นดึงแขนเสื้อของจวินเชียนจี้เอาไว้และยิ้มจนตาหยี “อาจารย์ ท่านกลับมาแล้วหรือ”
เมื่อพบหน้านาง ใบหน้าที่ไร้ความรู้สึกของจวินเชียนจี้ก็ประกายความอ่อนโยนออกมาอย่างไม่รู้ตัว เขาพยักหน้าเบาๆ ทว่าเมื่อก้มลงไปเห็นสองเท้าที่เปลือยเปล่าของเฟิ่งสือจิ่น ใบหน้าหล่อเหลาก็เย็นะเืลงอีกครั้ง เขาถาม “รองเท้าของเ้าล่ะ?”
เฟิ่งสือจิ่นเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าตนพลาดสิ่งใดไป เพราะเกรงว่าจะถูกจวินเชียนจี้จับไปลงโทษ จึงหมุนตัวแล้ววิ่งกลับไปทันที นางวิ่งพลางพูดขึ้น “ตายแล้ว ข้าลืมไปเสียสนิทเลย” เมื่อจวินเชียนจี้เดินเอื่อยๆ เข้ามาด้านใน ก็พบว่าเฟิ่งสือจิ่นนั่งอยู่บนเตียงแล้ว ขาทั้งสองข้างที่คล้อยลงมาจากเตียงแกว่งไปมาเบาๆ นางกวักมือเรียกเขา “อาจารย์ รีบมานี่เร็ว”
จวินเชียนจี้รู้ดีกว่าใครว่าศิษย์ของตนคนนี้ มักจะมีนิสัยเปลี่ยนไปเป็คนละคนทุกครั้งที่เป็ไข้ ใน่เวลานี้ นางชอบตื๊อ ไม่มีเหตุผล แถมยังชอบร้องไห้อีกด้วย ทางที่ดี อย่าได้ขัดใจนางเด็ดขาด มิเช่นนั้น หากนางอาละวาดขึ้นมา เขาคงรับมือไม่ไหวแน่ เหตุนี้เขาจึงเดินไปนั่งอยู่ที่ขอบเตียงด้วยท่าทางราบเรียบตามคำสั่งของเฟิ่งสือจิ่น เฟิ่งสือจิ่นยกเท้าขึ้นมาวางทับน่องของจวินเชียนจี้แล้วถูไถเบาๆ จวินเชียนจี้ก้มลงไปมอง เท้าเปลือยขาวเนียนขนาดเล็กดูน่ารักน่าชังเหลือเกิน เขาใช้มือห่อหุ้มเท้านั้นเอาไว้อย่างลืมตัว แต่เมื่อเหลียวไปเห็นถ้วยยาที่ยังไม่ได้ดื่มบนโต๊ะ จวินเชียนจี้ก็เลิกคิ้วขึ้นเบาๆ “ยังไม่ได้ดื่มยาหรือ?”
เฟิ่งสือจิ่นเอียงหัว “ข้ารู้สึกว่าตัวเองหายดีแล้ว ไม่จำเป็ต้องกินยาอีกแล้ว”
จวินเชียนจี้คล้อยสายตาลงต่ำ “งั้นหรือ ดูท่าทางของเ้าในตอนนี้ก่อน นี่น่ะหรือที่บอกว่าหายดี” พูดจบก็กระดิกนิ้ว จักจี้ฝ่าเท้าของเฟิ่งสือจิ่นเบาๆ เฟิ่งสือจิ่นสะดุ้งเฮือก นางนอนหงายอยู่บนเตียง หัวเราะเสียงดังพลางดีดขาหลบไม่หยุด
จวินเชียนจี้เห็นดังนั้นก็ประกายรอยยิ้มที่บางจนแทบจะมองไม่เห็นออกมาอย่างไม่รู้ตัว มันเป็รอยยิ้มที่อ่อนโยนไม่ต่างไปจากแสงนวลของดวงจันทร์เลย
เขายังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด แต่เฟิ่งสือจิ่นกลับหัวเราะจนแทบจะหายใจไม่ทัน หัวเราะจนน้ำตาเริ่มไหลแล้ว จวินเชียนจี้บอก “หากเ้ายอมรับปากว่าจะดื่มยาแต่โดยดี อาจารย์ก็จะหยุดลงเพียงเท่านี้”
ในตอนแรก เฟิ่งสือจิ่นดื้อรั้นจนไม่ยอมร้องขอให้เขาหยุดด้วยซ้ำ ต่อมา เพราะทนไม่ไหวแล้วจึงพูดตะกุกตะกักขึ้น “อาจารย์... ท่านรังแกข้า...” พูดจบก็เริ่มเบะปาก จวินเชียนจี้เห็นดังนั้นจึงรีบหยุดลงทันที น่าเสียดายที่มันสายเกินไปเสียแล้ว
เฟิ่งสือจิ่นหัวเราะอยู่ดีๆ ก็เริ่มร้องไห้ออกมา
เมื่อสองขาได้รับอิสระ เฟิ่งสือจิ่นกลับไม่หนีออกไปให้ห่างจากจวินเชียนจี้ในทันที แต่เลือกที่จะพุ่งเข้ามาหาเขาแทน นางกอดจวินเชียนจี้เอาไว้แน่น ราวกับว่าทำเช่นนี้แล้ว จวินเชียนจี้ก็จะไม่มีโอกาสรังแกนางอีก
นิ้วยาวของจวินเชียนจี้สอดเข้าไปในเส้นผมสลวยของเฟิ่งสือจิ่น เสียงของเขาทุ้มต่ำและแหบเล็กน้อย ช่างไพเราะเสนาะหูเหลือเกิน “เ้าบอกว่าอาจารย์รังแกเ้าไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงเข้ามาหาอาจารย์อีก”
เฟิ่งสือจิ่นตอบ “ท่านกำลังกอดข้าอยู่ มือของท่านไม่ว่าง ท่านก็รังแกข้าไม่ได้แล้ว”
เฟิ่งสือจิ่นเพิ่งเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมาเพียงเล็กน้อยในตอนเช้า คิดไม่ถึงว่าพอ่บ่ายก็เริ่มมีอาการแปลกไป เดิมที นางเดินตามจวินเชียนจี้ไปที่ห้องหลอมสมุนไพร แถมยังตามติดเขาไปทุกที่ ไม่ยอมห่างจากเขาแม้แต่วินาทีเดียว จวินเชียนจี้เองก็ปล่อยให้นางทำตามใจทุกอย่าง เขายัดยาสมุนไพรเข้าไปในเตาหลอมมั่วๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าของที่ออกมาจะเป็อย่างไร
จวินเชียนจี้เพิ่งคลาดสายตาจากนางเพียงไม่นาน เมื่อหันกลับมาอีกครั้งก็พบว่าเฟิ่งสือจิ่นนั่งยองๆ อยู่ที่หน้าเตาหลอมอย่างเงียบงัน ไม่พูดสิ่งใดออกมาแม้แต่คำเดียว แถมยังนั่งเช่นนั้นเป็เวลานาน ในตอนแรก จวินเชียนจี้ไม่ได้ใส่ใจ ทว่าต่อมาเมื่อเห็นนางนั่งกุมหน้าท้อง จึงเดินเข้าไปถาม “เป็อะไรหรือ?”
