หลิวอวิ๋นชูได้ยินดังนั้นยังไม่ทันที่ทหารจะเข้ามาค้นตัว เขาก็ปฏิเสธว่าตนไม่ได้พกอาวุธมาด้วยเสียแล้วแต่เพราะเขายังไม่ล้มเลิกความตั้งใจที่จะฝ่าเข้าไปในวัง แถมยังดื่มจนเมาไม่ได้สติ ทำให้พูดอะไรออกมาโดยไม่ผ่านสมองอีกเหตุนี้ ยิ่งเขาปฏิเสธก็ยิ่งมีพิรุธ ท้ายที่สุดหลิวอวิ๋นชูก็ถูกทหารล็อกตัวเอาไว้จนได้ ระหว่างกำลังดิ้นขัดขืนกริชที่ดูประณีตงดงามเล่มหนึ่งก็ตกลงมาจากร่างของเขาและกระทบกับพื้นจนเกิดเสียงดังก้อง
หัวหน้าทหารก้มหน้าลงไปมองกริชเล่มนั้นหลิวอวิ๋นชูก็ก้มหน้ามองกริชเช่นกัน สรรพสิ่งจมเข้าสู่ความเงียบสงัดในเสี้ยววินาที
เฟิ่งสือจิ่นถูกทหารล็อกร่างเอาไว้ จึงไม่สามารถเคลื่อนไหวไปที่ใดได้เมื่อเห็นดังนั้น นางก็รู้ทันทีว่าต้องแย่แน่
หัวหน้าทหารหยิบกริชบนพื้นขึ้นมาอย่างใจเย็น จากนั้นก็แกว่งกริชไปมาเบื้องหน้าของหลิวอวิ๋นชู“ท่านชายหลิวบอกว่าไม่ได้พกอาวุธมาด้วย แถมยังไม่ยอมให้พวกเราค้นตัวอีก เช่นนั้นท่านชาย ไม่ทราบว่าสิ่งนี้คืออะไร?”
หลิวอวิ๋นชูตอบ “เ้าตาบอดหรือไง ก็กริชน่ะสิ”
หัวหน้าทหารหรี่ดวงตาที่แสนเฉียบคมลง “ท่านชายหลิวเตรียมจะนำกริชเข้าไปทำอะไรในวังหลวงหรือ?”
หลิวอวิ๋นชูหัวเราะด้วยเสียงเย็นะเื“แน่นอนว่าจะไปหาองค์หญิงเจ็ดไงล่ะ”
หัวหน้าทหารส่งสัญญาณมือให้ทหารที่ยังยืนอยู่หน้าประตูเมืองเข้ามาล้อมหลิวอวิ๋นชูเอาไว้“ท่านชายหลิว ต้องขออภัย แต่คืนนี้ เกรงว่าท่านคงไม่ได้เข้าวังแล้วท่านแอบพกอาวุธติดตัวเช่นนี้ ขออภัยที่พวกเราจำเป็ต้องคุมตัวท่านเอาไว้พวกเราจะนำเื่นี้ไปกราบทูลต่อฝ่าา ให้ฝ่าาตัดสินว่าควรจะทำอย่างไรกับท่านต่อไป”
เมื่อเห็นว่าหลิวอวิ๋นชูถูกคุมตัว เฟิ่งสือจิ่นจึงรีบพูดขึ้น “ท่านแม่ทัพกริชเล่มนั้นเป็แค่ของเล่นชิ้นเล็กๆ เท่านั้น ไม่ถือเป็อาวุธกระมังมันเป็ของที่ท่านชายหลิวไปหาซื้อมาจากร้านขายของโบราณ และเตรียมจะนำไปถวายให้องค์หญิงเจ็ดในวังเท่านั้นเขากับองค์หญิงเจ็ดต่างก็ศึกษาอยู่ในวิทยาลัยหลวง คนเป็เพื่อนร่วมชั้นกันจะให้ของขวัญกันมันก็ไม่แปลกตรงไหนไม่ใช่หรือ?”
คิดไม่ถึงว่ายังไม่ทันที่หัวหน้าทหารจะได้พูดอะไรหลิวอวิ๋นชูที่ได้ฟังดังนั้นก็ดันพูดขัดขึ้นมาด้วยเสียงหยามิ่เสียก่อน เขาถ่มน้ำลายสามครั้งก่อนจะพูดขึ้น“นางหน้าตาดีหรือจิตใจดีกันหรือ หน้าตาก็งั้นๆ จิตใจยิ่งเลวร้ายอำมหิตเสียยิ่งกว่าอสรพิษร้ายกว่าสัตว์มีพิษตัวไหนๆ ในโลก เป็สตรีที่มีจิตใจเหี้ยมโหดที่สุด! เป็เพื่อนร่วมชั้นกับนางถือเป็เื่น่าอายที่สุดในชีวิตข้า! ใครที่ไหนจะมอบของขวัญให้นาง?” เขาเงยหน้าขึ้นไปมองทหารทั้งหลาย“พวกเ้ามอบของขวัญให้นางลงหรือ? พวกเ้ายอมให้นางหรือไม่!”
เฟิ่งสือจิ่นยกมือขึ้นมาปิดหน้าตัวเอง หลิวอวิ๋นชูอยากตายหรือไงถึงกล้าพูดสิ่งที่สามหาวเช่นนี้หน้าประตูวังหลวงไม่กลัวว่าเื่นี้จะไปถึงหูของซูเหลียนหรูหรือฮ่องเต้หรือไง?
“แล้วเ้าคิดจะใช้กริชเล่มนี้ทำอะไร?” หัวหน้าทหารถาม
หลิวอวิ๋นชูเบะปาก เขาพูดขึ้นโดยไม่สนการหักห้ามของเฟิ่งสือจิ่น“บอกตามจริง ข้าจะใช้กริชเล่มนี้แทงนาง”
“แทงใคร?” หัวหน้าทหารหรี่ตาลง
“นอกจากองค์หญิงเจ็ดแล้วยังจะเป็ใครไปได้อีก?”
“จับตัวไว้!”
“ท่านแม่ทัพ ช้าก่อน” เฟิ่งสือจิ่นหวาดเสียวจนขนหัวลุกไปหมดแล้ว“ให้อภัยแก่คำพูดเพราะฤทธิ์สุราของเขาด้วยเขาแค่เมาไม่ได้สติก็เลยพูดไปเรื่อยเปื่อย ไม่ได้อยากจะทำเื่แบบนั้นจริงๆ หรอก”
หัวหน้าทหารหันหน้ากลับมา “เ้าก็อยากถูกจับอีกคนหรือ? ความจริงเป็อย่างไร ฝ่าาจะเป็ผู้ตัดสินเอง หากท่านชายหลิวดื่มจนเมาไม่ได้สติจริงๆแค่ให้ท่านโหวอันกั๋วมารับเขาในวันพรุ่งนี้ก็ได้แล้วไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรเสียหน่อย วันนี้ข้าจะยอมละเว้นเ้าสักครั้ง รีบไสหัวไปเสีย”
เฟิ่งสือจิ่นรู้อยู่แล้วว่าเื่ต้องเป็เช่นนี้แน่
หลิวอวิ๋นชูไม่ยอมแพ้ เขาดิ้นขัดขืนพลางร้องโวยวายไม่หยุด เขาด่าฉอดๆในตอนแรก แต่ท้ายที่สุดกลับร้องไห้ออกมาเสียอย่างนั้นแถมยังใช้แขนทั้งสองข้างดึงประตูวังเอาไว้แน่น ทหารหลายคนช่วยกันดึงยังดึงหลิวอวิ๋นชูออกมาไม่ได้เลย เขาพูดขึ้น “ตราบใดที่ยังไม่แทงนางให้ตายข้าจะไม่ไปไหนเด็ดขาด... เ้าพวกสารเลวเอ๊ย!”
ในตอนที่ด้านหน้าประตูวังถูกหลิวอวิ๋นชูอาละวาดจนวุ่นวายไปหมด จู่ๆใครคนหนึ่งก็เดินออกมาจากประตูวังด้านหลังเฟิ่งสือจิ่นเป็คนแรกที่มองเห็นคนผู้นี้ ประตูสีแดงลายทองขนาดใหญ่แง้มเปิดเล็กน้อยคนผู้นั้นเดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆเขาอยู่ในชุดที่ขาวสะอาดไม่ต่างไปจากหิมะบนยอดเขาสูงแสงเทียนที่ส่องสว่างอยู่รอบด้านทำให้ร่างของเขาโดดเด่นมากยิ่งกว่าเดิมรอบตัวเขามีเพียงราตรีที่มืดมน ชุดสีขาวบนร่างของเขาจึงกลายเป็สิ่งที่สะอาดบริสุทธิ์และโดดเด่นมากที่สุดในขณะนี้
เฟิ่งสือจิ่นเห็นหน้าเขาไม่ชัด แต่สัญชาตญาณกลับทำให้นางนึกถึงคนคนหนึ่งขึ้นในเสี้ยววินาทีนางร้องะโเสียงดัง “องค์ชายสี่เสด็จ!”
เื่วุ่นวายหยุดลงชั่วขณะ
หัวหน้าทหารหันกลับไปมอง เมื่อเห็นผู้มาเยือนเขาก็รีบเข้าไปประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมทันที “กระหม่อม ถวายบังคมองค์ชายสี่”
ทหารที่เหลือยืนก้มหน้าอยู่ด้านข้าง เฟิ่งสือจิ่นกะพริบตาหลายครั้งทำให้มองเห็นร่างนั้นอย่างชัดเจนในที่สุด เป็อย่างที่คิดเอาไว้ผู้ที่ยืนอยู่หน้าประตูวังก็คือซูกู้เหยียนนั่นเองทั้งที่ยังไม่มั่นใจว่าเขาจะยื่นมือเข้ามาช่วยหรือไม่ แต่เฟิ่งสือจิ่นกลับรู้สึกวางใจทันทีที่เห็นหน้าเขา
ซูกู้เหยียนมองหลิวอวิ๋นชูที่ดึงประตูเอาไว้แน่น จากนั้นก็เบนสายตาไปมองเฟิ่งสือจิ่นที่ถูกทหารล็อกตัวเอาไว้ทั้งหมดนั้นทำให้เขาขมวดคิ้วขึ้นเบาๆ “นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
หัวหน้าทหารตอบ “กราบทูลองค์ชายสี่สองคนนี้คิดจะบุกเข้าไปในวังหลวงยามวิกาล กระหม่อมค้นเจออาวุธในร่างกายของท่านชายหลิวแถมท่านชายยังประกาศว่า... ประกาศว่าจะใช้อาวุธเล่มนั้นแทงองค์หญิงเจ็ดให้ตายอีกด้วย”
เฟิ่งสือจิ่นแย้ง“ข้าก็บอกไปแล้วไงว่านั่นเป็แค่คำพูดที่เขาพูดไปเพราะเมาจนขาดสติเท่านั้นแค่นี้พวกเ้าก็เชื่อด้วยหรือ? คำพูดของคนที่ถูกลาถีบกะโหลกจนโง่เขลาเช่นนี้พวกเ้าเชื่อจริงๆ หรือไง?”
หลิวอวิ๋นชูพูดค้าน “ข้าไม่ได้ถูกลาถีบกะโหลกเสียหน่อย! ความจริงก็คือข้าจะแทงองค์หญิงเจ็ดให้ตายด้วยกริชเล่มนี้จริงๆ ใครจะทำไม?”
หัวหน้าทหารเตรียมจะพูดบางอย่างออกมา แต่ซูกู้เหยียนกลับพูดอย่างใจเย็น“เ้าเองก็เห็น ท่านชายหลิวเมาจนไม่ได้สติแล้ว”
“องค์ชายสี่ แม้จะเป็อย่างที่พระองค์ตรัสจริงแต่เพื่อความปลอดภัยของวังหลวง ให้กระหม่อมนำตัวเขาไปสอบสวนเสียหน่อยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
“มีอะไรที่ต้องสอบสวนอย่างนั้นหรือ” ซูกู้เหยียนหลุบตาลงเล็กน้อยก่อนจะปรายตามองหลิวอวิ๋นชูที่มีท่าทีคล้ายกำลังอับอายแวบหนึ่ง“ท่านชายหลิวเป็นักศึกษาของวิทยาลัยหลวง” พูดจบก็เบนสายตาไปจ้องเฟิ่งสือจิ่นแทน“ส่วนนางเป็ศิษย์เอกของราชครู และเป็ลูกศิษย์ของวิทยาลัยหลวงเช่นกันท่านแม่ทัพคิดว่าสองคนนี้จะทำอันตรายอะไรต่อวังหลวงได้หรือ?”
“ไม่ใช่เช่นนั้น...”
“ในเมื่อไม่ใช่เช่นนั้น” เขายังจ้องหน้าเฟิ่งสือจิ่นอย่างไม่ละสายตา“ยังไม่รีบปล่อยตัวนางอีก” เพราะตำแหน่งและฐานะของซูกู้เหยียนหัวหน้าทหารไม่มีทางเลือก จึงจำต้องสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาถอยกลับออกไป “มานี่”ซูกู้เหยียนเรียกเฟิ่งสือจิ่น
ในสถานการณ์เช่นนี้ หากเฟิ่งสือจิ่นไม่ยอมไปหาซูกู้เหยียน ทั้งนางและหลิวอวิ๋นชูไม่ได้กลับไปง่ายๆ แน่ ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน โชคยังดีที่ตัวช่วยอย่างซูกู้เหยียนผ่านมาทางนี้พอดีนางคงโง่น่าดูหากไม่รีบใช้ประโยชน์จากตัวช่วยคนนี้เฟิ่งสือจิ่นเดินเข้าไปหาซูกู้เหยียนอย่างว่าง่ายนางประคองหลิวอวิ๋นชูไปยืนอยู่ข้างกายซูกู้เหยียนแต่โดยดี
หลิวอวิ๋นชูไม่พอใจที่ถูกเฟิ่งสือจิ่นลาก จึงนอนอยู่บนพื้นแล้วร้องโวยวายไม่หยุด เขาควานหากริชบนพื้นพลางกอดขาของเฟิ่งสือจิ่นเอาไว้อย่างหน้าไม่อาย “กริชของข้าล่ะกริชของข้าอยู่ไหน... ฮือๆๆๆ เ้าเห็นกริชของข้าบ้างหรือไม่...”
วินาทีนี้ เฟิ่งสือจิ่นอยากฆ่าหลิวอวิ๋นชูให้มันตายๆ ไปเสียเลย
ซูกู้เหยียนปรายตามองหลิวอวิ๋นชูแวบหนึ่ง “ท่านแม่ทัพก็เห็นแล้วท่านชายหลิวมีสภาพเช่นนี้แล้ว จะไปทำร้ายใครได้อย่างไร เขาคงเมาจนขาดสติเท่านั้นแม้จะเคยมีเื่บาดหมางเล็กๆ น้อยๆ ที่วิทยาลัยหลวงจนรู้สึกไม่พอใจนั่นก็เป็แค่อารมณ์ชั่ววูบเท่านั้น ที่ท่านชายหลิวพูดในวันนี้ก็เป็แค่คำที่พูดออกมาด้วยความโกรธหากท่านแม่ทัพจับเขาไปขังเอาไว้จนกลายเป็เื่ใหญ่โตหากเรียกทั้งสองฝ่ายมาคุยกันแล้วพบว่าไม่ได้มีเื่อะไร ท่านจะรับผิดชอบอย่างไร?ท่านแม่ทัพเห็นด้วยตาของตัวเองหรือว่าท่านชายหลิวคิดจะใช้กริชเล่มนี้ทำร้ายองค์หญิงเจ็ด?”
