ครึ่งปีที่ผ่านมานี้ เฟิ่งสือเหิงล้มป่วยครั้งแล้วครั้งเล่า กระทั่งย่างเข้าฤดูใบไม้ร่วงร่างกายของเขาจึงหายดีในที่สุด ในตอนที่อากาศแจ่มใส เขายังออกไปเล่นว่าวในสวนได้อย่างสนุกสนาน ทั้งวิ่งทั้งะโอย่างเบิกบานเลยทีเดียว แต่ไม่ว่าจะเป็ในตอนที่อากาศหนาวหรือร้อน คนทั้งจวนต่างก็รักและถนอมท่านชายน้อยคนนี้เสียยิ่งกว่าสมบัติล้ำค่าชิ้นไหน หากเฟิ่งสือเหิงไม่สบายเพียงนิด ฮูหยินแห่งท่านโหวหรงกั๋วก็จะโยนความผิดทั้งหมดมาที่เฟิ่งสือจิ่น บอกว่านางทำให้เฟิ่งสือเหิงตกลงไปในทะเลสาบ เฟิ่งสือเหิงจึงเจ็บป่วยออดแอดเช่นนี้มาโดยตลอด
ตอนที่เฟิ่งสือเหิงเป็หวัดและกำลังนอนพักผ่อนอยู่ในห้อง เฟิ่งสือจิ่นต้องคุกเข่าอยู่ท่ามกลางสายลมที่เหน็บหนาวเพียงลำพัง
นางไม่รู้ว่าเป็เพราะเหตุใด จู่ๆ เฟิ่งสือเหิงก็อาการทรุดหนัก จึงร้องไห้ออกมาไม่หยุดเช่นนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เฟิ่งสือจิ่นกับมารดาหวาดกลัวเป็อย่างมาก ผู้เป็มารดากอดตอบเฟิ่งสือจิ่น น้ำเสียงแฝงไปด้วยความอดทนอดกลั้น ทว่าน้ำตากลับยังไหลออกมาไม่หยุด “จิ่นเอ๋อร์... จิ่นเอ๋อร์ของข้า... หากท่านชายเป็อะไรขึ้นมา แล้วเ้าจะเป็อย่างไร...”
เฟิ่งสือจิ่นเองก็ไม่รู้คำตอบ เพราะนางไม่อาจตัดสินใจในเื่นี้ได้ นางเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าฮูหยินใหญ่จะทำอย่างไรกับนาง บางที หากเฟิ่งสือเหิงมีแผลถลอกแค่นิดเดียว นางอาจต้องถูกตัดแขนตัดขาเลยก็ได้
เฟิ่งสือจิ่นพิงกายอยู่ในอ้อมกอดของมารดา พลางพูดด้วยเสียงสั่นเทา “ท่านแม่ ข้าผิดไปแล้ว...” ไม่ว่าจะเป็ ณ ่เวลานั้น หรือ่เวลาหลายปีต่อมา สิ่งที่นางเสียใจที่ทำลงไปมากที่สุด ก็คือการพาเฟิ่งสือเหิงพุ่งเข้าไปในทะเลสาบโดยไม่คิดหน้าคิดหลังให้ดี เพราะหากนางไม่ทำเช่นนั้น ท่านแม่ก็คงไม่ต้องมาลำบากเช่นนี้เพื่อรับโทษแทนนาง
นางไม่อยากถูกเหยียบย่ำอีก แล้วท่านแม่ล่ะ ท่านพี่ล่ะ? การกระทำของนางต้องนำความทุกข์ทนมากมายเพียงใดมาสู่พวกนาง
ผู้เป็มารดาลูบใบหน้าที่เย็นเฉียบของเฟิ่งสือจิ่นพลางพูดด้วยเสียงอ่อนโยน “อย่ากลัวไปเลย จิ่นเอ๋อร์ เ้ากับหนิงเอ๋อร์คือแก้วตาดวงใจของแม่ แม่จะปกป้องพวกเ้าเอง...จะปกป้องพวกเ้าให้จงได้...” ในสวนที่ทั้งกว้างใหญ่และเงียบสงบ มีพวกนางคุกเข่าอยู่เพียงสองคนเท่านั้น หญิงวัยกลางคนเริ่มสติพร่าเลือน นางหันไปมองรอบข้างพลางถามขึ้น “จิ่นเอ๋อร์... หนิงเอ๋อร์ล่ะ?”
เฟิ่งสือจิ่นตอบ “ท่านพี่บอกว่านางไม่เคยออกไปข้างนอกมาก่อน จึงไม่รู้ว่าข้างนอกเป็อย่างไร พี่กู้เหยียนมาพอดี ข้าจึงให้นางออกไปกับพี่กู้เหยียนแทนข้า...”
“เป็เช่นนั้นก็ดี เป็เช่นนั้นก็ดีแล้ว อย่างน้อยนางก็ไม่ต้องถูกลงโทษพร้อมกับพวกเรา” หญิงวัยกลางคนลูบผมของเฟิ่งสือจิ่นอย่างรักใคร่ แววตาเต็มไปด้วยความเมตตา “เพียงแต่ จิ่นเอ๋อร์ต้องมาทนลำบากเช่นนี้ เ้าดูเหมือนพี่สาวมากกว่าเสียอีก หนิงเอ๋อร์ร่างกายไม่แข็งแรง เ้าจึงต้องแบกรับความลำบากแทนนางมาโดยตลอด”
เฟิ่งสือจิ่นกอดมารดาแน่น นางพึมพำขึ้นเบาๆ “ข้ามีท่านแม่กับท่านพี่แค่คนเดียว พวกท่านเป็คนในครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวที่ข้ามี...”
ในตอนที่สองแม่ลูกกำลังแสดงความรักต่อกัน ในที่สุด เสียงร้องไห้ที่แหบพร่าเต็มทีก็ค่อยๆ เงียบลง สายฝนโหมกระหน่ำลงมาอย่างรุนแรง การได้ยินของเฟิ่งสือจิ่นจึงไม่ชัดเจนนัก นางได้ยินเสียงกรีดร้องของฮูหยินใหญ่และคุณหนูใหญ่ดังออกมาจากอาคารเบื้องหน้าเพียงแว่วๆ เท่านั้น
ม่านฝนทำให้ทัศนวิสัยพร่ามัว นางเงยหน้าขึ้น พบว่าใครคนหนึ่งกำลังเดินออกมาจากในห้อง แล้วมุ่งตรงมาทางนี้ด้วยท่าทางโกรธเกรี้ยว ฮูหยินใหญ่กับคุณหนูใหญ่ที่ถือว่าตนสูงส่งและห่วงสุขภาพของตนยิ่งกว่าสิ่งใดกลับพุ่งเข้ามากลางสายฝน แล้วทั้งตบทั้งเตะเฟิ่งสือจิ่นกับมารดาราวกับคนบ้า
ฮูหยินใหญ่หยิบท่อนไม้ขึ้นมา แล้วเหวี่ยงตีเฟิ่งสือจิ่นกับมารดาสุดแรงคล้าย้าจะเอาชีวิต ตีไปพลาง พลางก็คำรามขึ้นอย่างบ้าคลั่ง “คืนชีวิตเหิงเอ๋อร์มา! คืนลูกชายข้ามา! นังคนชั้นต่ำ วันนี้ ข้าจะใช้ชีวิตของพวกเ้าชดใช้ชีวิตของเหิงเอ๋อร์!”
เมื่อฝนหยุด เฟิ่งสือจิ่นกับมารดาถูกลากไปที่ห้องโถงอันแสนหนาวเย็นเพื่อรับโทษ ในตอนนั้นเฟิ่งสือจิ่นจึงตระหนักได้ว่าครั้งนี้ ดูท่าอาการของเฟิ่งสือเหิงคงจะทรุดหนักกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา จนกระทั่งฮูหยินใหญ่กับเฟิ่งสือจาวเตรียมจะกดมารดาของนางลงไปโบยบนพื้น เฟิ่งสือจิ่นถึงเข้าใจว่าที่แท้ เฟิ่งสือเหิงก็ตายเสียแล้ว
เฟิ่งสือจาวกรีดร้องราวกับดวงิญญาเร่ร่อน “พวกเ้าช่างบังอาจนัก กล้าทำร้ายท่านชายแห่งจวนท่านโหวเช่นนี้! สือเหิงตายแล้ว ต่อให้คนชั้นต่ำเช่นพวกเ้าจะถูกเผาทำลายและบดกระดูกก็ยังไม่อาจชดใช้ความผิดในครั้งนี้ได้! เด็กๆ จับคนชั้นต่ำสองคนนี้ไปตีให้หนัก!”
ฮูหยินใหญ่นั่งอยู่บนที่นั่งกลางโถงพลางเช็ดน้ำตาด้วยความเศร้าโศกเสียใจ ท่าทางเ็ปจากการสูญเสียลูกชายที่รักที่นางแสดงออกมา ไม่ใช่การเสแสร้ง แต่มันเกิดจากความรู้สึกจริง เพียงพริบตาเดียว ความทรมานนั้นก็แทบจะทำให้นางหมดเรี่ยวแรง
หญิงวัยกลางคนหรือจะทนกับการถูกตีเช่นนี้ไหว เฟิ่งสือจิ่นนอนทับร่างของมารดาเอาไว้ กำบังนางด้วยร่างกายของตนเอง ความเ็ปอันมหาศาลถาโถมเข้ามาจากทุกอณูของร่างกาย ต่อให้จะเ็ปเพียงใดนางก็ยังกัดฟันอดทน เพียงไม่นานร่างบางก็ถูกตีจนมีเืท่วม
เฟิ่งสือจิ่นไม่อยากเชื่อ จึงพูดด้วยเสียงแ่เบา “เป็ไปไม่ได้ เมื่อสองวันก่อนเขายังดีๆ อยู่เลย ยังสั่งให้ข้าใช้มือกอดเท้าของเขาให้อุ่น ยังสั่งให้ข้าอุ้มองุ่นให้อุ่น บอกว่าจะกินองุ่นร้อนๆ อยู่เลย... เขาไม่มีทางมาตายเช่นนี้แน่”
เฟิ่งสือจาวพูด “เ้ายังมีหน้ามาพูดอีกหรือ เ้าต้องฉวยโอกาสตอนนั้นวางยาเขาแน่ เขาถึงได้ตายเพราะพิษเช่นนี้! คิดว่าสือเหิงตายแล้วเ้าจะพ้นทุกข์งั้นหรือ ข้าจะบอกให้ ตอนนี้เขาตายแล้ว ดังนั้น พวกเ้าทุกคนก็ต้องตายเช่นกัน!”
เฟิ่งสือจิ่นปฏิเสธ “ข้าไม่ได้วางยาเขา! ข้าเปล่า!”
เฟิ่งสือจาวสั่งให้คนตบหน้าเฟิ่งสือจิ่นให้หนัก จากนั้นก็ดึงนางไปหน้าเตียงของเฟิ่งสือเหิง ให้นางเห็นด้วยตาของตัวเองว่าความจริงเป็เช่นไร เฟิ่งสือเหิงยังอายุไม่ถึงสิบปีด้วยซ้ำ เขานอนอยู่บนเตียงอย่างเดียวดาย ร่างกายเขียวอมม่วง เขาสิ้นลมหายใจลงแล้ว เนื้อตัวเย็นเฉียบ
หมอบอกว่าเขาตายเพราะถูกพิษ และไม่อาจถอนพิษได้ทันเวลา
เฟิ่งสือจาวจิกเส้นผมยาวๆ ของเฟิ่งสือจิ่นเอาไว้ แล้วดันนางไปเบื้องหน้าของเฟิ่งสือเหิง น้ำเสียงที่ทั้งโกรธทั้งแค้นราวกับงูพิษถูกเปล่งลอดไรฟัน “ในจวนแห่งนี้ นอกจากพวกเ้าแล้ว จะมีใครที่โกรธแค้นเขาเช่นนี้อีก เ้าอยากให้เขาจมน้ำตายตั้งนานแล้วนี่ ไหนลองบอกมาหน่อย หากไม่ใช่เ้ายังจะเป็ใครไปได้อีก?”
เฟิ่งสือจิ่นพยายามถอยหลังกลับอย่างสุดกำลัง นางคิดไม่ถึงว่าคนตายจะน่ากลัวเช่นนี้ ทว่าเฟิ่งสือจาวกลับบังคับให้นางมองภาพตรงหน้า เฟิ่งสือจิ่นใช้มือดันร่างกายของตนให้ห่างออกมา อยากถอยห่างจากเฟิ่งสือเหิง เล็บมือจิกลงบนขอบเตียง ทิ้งร่องรอยเอาไว้บนนั้นรอยแล้วรอยเล่า เืมากมายไหลออกมาจากซอกเล็บและเปื้อนนิ้วทั้งสิบ... นางส่ายหน้า นางหวาดกลัวเหลือเกิน “ข้าเปล่า ข้าไม่ได้วางยาเขา! ข้าไม่ได้วางยาเขา!”
แต่ใครจะเชื่อ?
ฮูหยินใหญ่สั่งให้ตีเฟิ่งสือจิ่นจนตาย แถมยังสั่งให้หญิงวัยกลางคนซึ่งเป็มารดาของเฟิ่งสือจิ่นทนมองเหตุการณ์อย่างอำมหิต นางบอก “พวกเ้าฆ่าลูกชายของข้า ต่อให้ข้าจะกลายเป็ผีก็ไม่มีทางปล่อยพวกเ้าไปแน่!” นางพูดระคนหัวเราะราวกับคนเสียสติ “มีเพียงคนเป็แม่อย่างพวกเราเท่านั้นที่รู้ว่าการเสียลูกไป เ็ปทรมานมากแค่ไหน ในเมื่อเ้าเป็คนทำให้ข้าได้ัักับความเ็ปราวกับตายทั้งเป็เช่นนี้ ทำไมข้าจะสนองคืนให้เ้าบ้างไม่ได้? ข้าจะให้เ้ามองดูลูกสาวของตัวเองถูกตีจนตายต่อหน้าต่อตา ข้าจะทำให้เ้าเ็ปเหมือนตายทั้งเป็ไม่ต่างจากข้า!”
ในยามที่เฟิ่งสือจิ่นถูกตีจนลมหายใจโรยริน นางได้ยินเสียงมารดากรีดร้องด้วยความเ็ปเสียใจ เสียงนั้นทำให้นางพยายามดิ้นขัดขืนขึ้นมาอีกครั้ง นิ้วทั้งสิบขูดลงบนพื้น ทิ้งรอยเืสีแดงสดเอาไว้บนนั้นหลายรอย
เฟิ่งสือจาวเห็นนางเป็เช่นนี้ก็โกรธจนหัวเราะออกมา ท่าทางของนางในตอนนี้ ดูดุดันและเหี้ยมเกรียมไม่ต่างไปจากปีศาจจากขุมนรกเลยทีเดียว นางก้าวไปยืนอยู่ข้างกายหญิงวัยกลางคนอย่างใจเย็น จากนั้นก็หันกลับไปมองเฟิ่งสือจิ่นพลางพูดกับหญิงวัยกลางคน “ในเมื่อเ้าเป็ห่วงนางขนาดนั้น ทำไมไม่ตายแทนนางไปเลยล่ะ ใช้หนึ่งชีวิตของเ้า ทดแทนอีกหนึ่งชีวิต”
หญิงวัยกลางรีบพยักหน้า “ได้... ตกลง... ตกลงตามนั้น... หยุดตีนางเถอะ ข้าจะตายแทนนางเอง ข้าจะตายแทนนาง...”
ฮูหยินใหญ่อยากทรมานหญิงวัยกลางคน ส่วนเฟิ่งสือจาวก็อยากทรมานเฟิ่งสือจิ่น พวกนางทั้งสองคน้าให้สองแม่ลูกตรงหน้าทรมานราวกับตายทั้งเป็จึงจะพึงพอใจ
ในตอนที่ผ้าสีขาวสำหรับแขวนคอถูกส่งมาตรงหน้า เป็เวลาที่ท่านโหวหรงกั๋วกลับมาพอดี
ข่าวการตายของเฟิ่งสือเหิงทำให้เขาทั้งเศร้าและเ็ปเป็อย่างมาก ฮูหยินใหญ่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าเขา พลางพูดด้วยความเ็ปเสียใจ “ข้ามีลูกชายแค่คนเดียว แต่กลับมาถูกแม่ลูกคู่นี้ปองร้ายจนตาย! เช่นนี้แล้ว จะให้ข้าใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร! ท่านโหว ท่านต้องทวงความยุติธรรมให้เหิงเอ๋อร์ ต้องลงโทษคนร้ายเพื่อแก้แค้นให้เขา!”
“ท่านพ่อ... ข้าไม่ได้ฆ่าน้องเหิง...”
