อะไรนะ?
ทหารกับม้าห้าหมื่น?
พวกเขาไม่ได้ฟังผิดแน่นะ!
พลันเกิดเสียงฮือฮาขึ้นในท้องพระโรงเพราะวาจาของแม่ทัพฝู
ซ่งหลิงซิวขมวดคิ้วอย่างรุนแรง แม้แต่เสียงก็แข็งกร้าวมากขึ้นหลายส่วนแล้ว “บังอาจ ทหารกับม้าห้าหมื่น? นี่เ้ากำลังหยามิ่ข้ากับขุนนางใหญ่ฝ่ายบุ๋นบู๊ทั่วราชสำนักหรือ? ”
“ฝ่าาโปรดระงับพระอารมณ์กริ้ว ทุกประโยคที่กระหม่อมกราบทูลเป็เื่จริงจังทั้งสิ้น ไม่มีการล้อเล่นเด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ” เพื่อแสดงความมุ่งมั่น แม่ทัพฝูจึงคุกเข่าลงเสีย
เมื่อซ่งหลิงซิวเห็นความเคร่งขรึมทั่วใบหน้าของเขา ทั้งรู้ด้วยว่าปกติเขาเป็คนจริงจัง ไม่ชอบล้อเล่นคนหนึ่ง ในใจอดไม่ได้ที่จะเต็มไปด้วยความสงสัย “ทหารกับม้าห้าแสนต่างมิอาจต้านรับแคว้นฉีได้ แต่เ้ากลับ้าเพียงทหารกับม้าห้าหมื่น? นี่ไม่ใช่เป็การรนหาที่ตายหรือ? ”
“ไม่พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่ได้รนหาที่ตาย แต่กระหม่อมสามารถทำได้ ถ้าฝ่าาทรงเชื่อกระหม่อม ถ้าทรงดำริจะแก้ไขปัญหาของแคว้นฉีให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็ไปได้ ก็โปรดพระราชทานม้ากับคนให้กระหม่อม กระหม่อมยินดีให้คำปฏิญาณจะปฏิบัติหน้าที่ให้สำเร็จ ถ้าล้มเหลวก็จะนำศีรษะมาเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพฝูกล่าวอย่างหนักแน่นเด็ดขาด
นี่...
ให้คำปฏิญาณจะปฏิบัติหน้าที่ให้สำเร็จ เพื่อการสู้รบที่ไม่มีโอกาสชนะสักนิด?
แม่ทัพฝูบ้าไปแล้วหรือ?
ในขณะที่ซ่งหลิงซิวกำลังลังเลยังไม่ตัดสินใจ อวี้เสวียนจีที่เงียบมาตลอดจู่ๆ ก็เปิดปาก “ให้เ้าห้าหมื่น ข้าอุปราชจะเตรียมเนื้อก้อนใหญ่สุราชั้นเลิศรอแม่ทัพนำชัยชนะกลับมาที่ตำหนักข้า”
“ขอบพระทัยท่านอ๋อง” แม่ทัพฝูยินดีมาก
ถ้อยคำของอวี้เสวียนจีแม้ว่าจะไม่ได้เป็พระราชโองการ แต่กลับมีอำนาจมากกว่าพระราชโองการเสียอีก มีเขาเปิดปาก เื่นี้ก็สำเร็จแล้ว
“คุณหนูเ้าคะ แม่ทัพฝูเชื่อวาจาของท่านจริงๆ วันนี้ประชุมว่าราชการยามรุ่งอรุณก็ขอทหารพร้อมม้าห้าหมื่นจากซ่งหลิงซิวรีบรุดไปสู้รบที่ชายแดน ตอนนี้ในเมืองหลวงต่างพากันโจษจันไปทั่วแล้วเ้าค่ะ” ซางจื่อเดินเข้าประตูมาพลางกล่าว
“ลำบากเขาแล้วจริงๆ ด้วยนิสัยที่ช่างระแวงขี้สงสัยของซ่งหลิงซิวต้องไม่รับปากตกลงอย่างง่ายดายแน่ๆ ไม่รู้ว่าที่แท้เขาใช้วิธีไหน” ซูเฟยซื่อเล่นถ้วยในมือ
เพียงเห็นซางจื่อกระดกริมฝีปากเบาๆ “คุณหนูฉลาดปราดเปรื่อง แม่ทัพฝูได้ให้คำปฏิญาณจะปฏิบัติหน้าที่ให้สำเร็จต่อหน้าพระที่นั่ง ถ้าล้มเหลวก็จะนำศีรษะมาเข้าเฝ้าซ่งหลิงซิว แต่ครั้งนี้ท่านคาดการณ์ถูกเพียงครึ่งเดียวเ้าค่ะ”
“หือ? ” ซูเฟยซื่อเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ
ซ่งหลิงซิวไม่ได้รับปากตกลงอย่างง่ายดาย แต่เป็ท่านอ๋องที่รับปากตกลงแทนซ่งหลิงซิว ท่านอ๋องอวี้เสวียนจียังกล่าวต่อหน้าขุนนางใหญ่ฝ่ายบุ๋นบู๊ทั่วราชสำนักว่าจะเตรียมเนื้อก้อนใหญ่สุราชั้นเลิศรอแม่ทัพนำชัยชนะกลับมาที่ตำหนักของท่านเองเ้าค่ะ” ซางจื่อกล่าวจบ ยังไม่ลืมแอบยิ้มแล้วคราหนึ่ง
เป็อวี้เสวียนจี?
อวี้เสวียนจีต้องรู้เื่ที่นางพบหน้ากับแม่ทัพฝูแน่ๆ
ทั้งยังเดาได้อีกว่าแผนกลยุทธ์ทหารกับม้าห้าหมื่นเป็ความคิดของนาง ถึงได้ช่วยแม่ทัพฝูเช่นนี้
เพียงแต่...
เขาเชื่อมั่นขนาดนั้นเลยหรือว่าแผนของนางจะประสบความสำเร็จ?
ทหารกับม้าห้าหมื่น ห้าหมื่นชีวิต
นอกจากนี้เขายังทำเกินหน้าที่ รับปากตกลงแทนซ่งหลิงซิว
ถ้าสุดท้ายกลยุทธ์ทหารกับม้าห้าหมื่นนี้ล้มเหลว ก็ยากที่อวี้เสวียนจีจะหนีพ้นจากความรับผิดชอบ
เมื่อถึงเวลานั้น ลำพังน้ำลายของประชาชนในเมืองหลวงทั้งหมดก็สามารถจมเขาให้ตายได้
ไม่ใช่เขาเคยบอกว่าจะไม่ช่วยนางหรือ? แต่ทำไมยังคงแอบทำสิ่งเหล่านี้ลับหลัง
ไม่รู้ว่าทำไม จู่ๆ นางก็รู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองโง่มาก โลกทั้งใบทั่วใต้หล้านั้นกำลังเป็ของเล่นที่อยู่ท่ามกลางเสียงปรบมือสนุกสนานของอวี้เสวียนจี
“ซางจื่อ จับตาสังเกตข่าวชายแดนอยู่ตลอดเวลา ถ้ามีความผิดปกติต้องแจ้งให้ข้าทราบทันที” ซูเฟยซื่อสั่งอย่างเ็า
“เ้าค่ะ”
“คุณหนู ซีอ๋องมาแล้ว อยู่ที่สวนบุปผชาติ ซูเต๋อเหยียนยังให้ซูจิ้งเถียนแต่งตัวเป็พิเศษ แล้วออกไปรับแขกเ้าค่ะ” จือฉินกลับมาจากข้างนอก
“ซีอ๋อง? ซูจิ้งเซียงตายไปแล้ว ว่ากันตามจริงจวนอัครมหาเสนาบดีไม่ควรมีการติดต่อกับเขาอีกจึงจะถูก เขามาทำอะไร? ” ซูเฟยซื่อขมวดคิ้วแน่น กล่าวต่อไปว่า “ยังมีซูจิ้งเถียน...ซูเต๋อเหยียนให้นางแต่งตัวเป็พิเศษ เขาคงไม่คิดอยากจะได้ตำแหน่งพระชายาซีอ๋องอีกนะ? ”
ตอนแรกที่ซูจิ้งเซียงเสียโฉมทั้งยังสูญเสียความบริสุทธิ์ไป โชคดีที่ซีอ๋องรับนางเป็พระชายา
ไม่อย่างนั้น ซูจิ้งเซียงจะต้องกลายเป็รอยมลทินของจวนอัครมหาเสนาบดี
แต่ตอนนี้ซูจิ้งเถียนยังเสียชื่อเสียง ทั้งขายังหลงเหลือความพิการ...
“ดีร้ายอย่างไรซีอ๋องก็เป็อ๋ององค์หนึ่ง ซูเต๋อเหยียนจะให้เขามาเก็บกวาดขยะให้หรือ? ” ซางจื่อคนไวปากไว
จือฉินได้ยินคำพูดซางจื่อก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะคิกทันที “พี่ซางจื่อพรรณนาได้ยอดเยี่ยมจริงๆ ”
“ซีอ๋องเองไม่ได้เป็คนดีอะไรนัก ไม่มีอำนาจ ไม่มีบารมีแถมยังวิปริต มีความพิกลพิการเช่นนี้แล้ว คุณหนูขุนนางครอบครัวไหนจะยอมสมรสกับเขา? แม้ว่าเท้าของซูจิ้งเถียนยังหลงเหลืออาการาเ็ ก็อาจไม่เต็มใจสมรสด้วย”
“พวกนั้นได้เชิญข้าให้ไปด้วยหรือไม่? ” จุดนี้เป็สิ่งที่ซูเฟยซื่อค่อนข้างเป็กังวล
ความจริงนางไม่คิดอยากเห็นใบหน้าวิปริตของซีอ๋องอีก เห็นครั้งใดก็คิดอยากตีเขาทุกครั้ง
จือฉินกำลังจะสั่นศีรษะ จู่ๆ ก็มีสาวรับใช้คนหนึ่งวิ่งมายืนอยู่ข้างนอกประตูแล้ว “คุณหนูสาม นายท่านให้ท่านไปพบแขกที่สวนบุปผชาติเ้าค่ะ”
“อา? เป็ไปไม่ได้ เมื่อครู่ขณะที่ข้าเพิ่งมาถึง ซู...นายท่านยังกล่าวอย่างชัดเจนว่าเชิญเพียงคุณหนูสี่เท่านั้นเ้าค่ะ” จือฉินกล่าวด้วยความประหลาดใจ
ซูเฟยซื่อเลิกคิ้ว หรือว่าจือฉินได้ยินผิดไปแล้ว?
ไม่ เป็ไปไม่ได้ ในเมื่อซูเต๋อเหยียนคิดผลักซูจิ้งเถียนออกไป ย่อมไม่ปล่อยให้นางชิงความโดดเด่นจากซูจิ้งเถียนในที่นั้น
“ความจริงเป็ซีอ๋องยืนยันที่จะเชิญคุณหนูสาม ตอนแรกนายท่านใช้ข้ออ้างว่าาแของคุณหนูสามยังไม่หายดีเป็ข้อแก้ตัว แต่ซีอ๋องกลับกล่าวว่าคุณหนูสามเพียงโดนฟาดยี่สิบไม้กระดานใหญ่ แต่คุณหนูสี่กลับถูกเฆี่ยนสี่สิบไม้กระดานใหญ่ ทำไมคุณหนูสี่สามารถรับแขกได้ แต่คุณหนูสามกลับทำไม่ได้ หรือว่าจวนอัครมหาเสนาบดีทำทารุณต่อคุณหนูสาม นายท่านจนปัญญา จึงได้แต่ให้บ่าวมาเชิญท่านเ้าค่ะ” สาวรับใช้กล่าวอธิบาย
นางฟังไม่ผิดหรอกนะ?
ซีอ๋องถึงกับยืนยันที่จะพบนางเองหรือ?
หรือว่าเื่ในครั้งที่แล้ว ซีอ๋องถูกข่มขู่จนเสียขวัญยังไม่เข็ดอีกหรือ?
“คุณหนู ซีอ๋องยืนยัน้าพบท่านให้ได้ มิใช่มีเื่อันใดหรือเ้าคะ? ” ซางจื่อเดา
ซูเฟยซื่อหรี่ตา “ไม่รู้ ไปดูก่อนเถิด”
“เฟยซื่อมาแล้ว” ซูเฟยซื่อเพิ่งเดินเข้าไปในสวนบุปผชาติ แม่น้ารองก็เห็นได้แต่ไกล
ซูเฟยซื่อรีบก้าวไปข้างหน้า “น้อมคารวะท่านอ๋อง น้อมคารวะท่านพ่อ น้อมคารวะแม่น้ารองเ้าค่ะ”
“ลุกขึ้นเถิด” ซีอ๋องโบกมือ แต่ดวงตากลับไม่ได้มองซูเฟยซื่อสักนิด เพียงเล่นกับสุนัขในอ้อมแขนของเขาอย่างตั้งอกตั้งใจ
สุนัขหรือ?
ซีอ๋องมีใจรักสัตว์แบบนั้นั้แ่เมื่อไรกัน ถึงกับเลี้ยงสัตว์ตัวน้อยขึ้นมาแล้ว?
หรือว่า...มนุษย์ไม่สามารถตอบสนองความพึงพอใจให้ซีอ๋องได้แล้ว
ซูเฟยซื่อเพียงรู้สึกคลื่นไส้พักหนึ่ง นางรีบเบนสายตาออกไป
เบนสายตาออกไปครานี้ กลับกระทบเข้ากับดวงตาของแม่น้ารองที่กำลังมองมาที่นางพอดี
ประหลาด ทำไมแววตาที่แม่น้ารองมองมาที่นางจึงแฝงความเกลียดชังไว้อย่างยิ่ง?
เป็นางดูผิดไปแล้วหรือ?
แม่น้ารองเห็นซูเฟยซื่อกำลังสังเกตได้ว่าตนกำลังมองนางอยู่ ก็รีบเก็บซ่อนความเกลียดชังในดวงตา เปลี่ยนเป็รอยยิ้มที่อ่อนโยนทันที “เฟยซื่อชอบสุนัขตัวน้อยในอ้อมแขนของซีอ๋องหรือไม่? นี่เป็สุนัขจั้นเก๋า [1] ได้ยินว่าชั่วชีวิตของมันจดจำเ้าของเพียงคนเดียวเท่านั้น”
“ที่แท้เป็สุนัขฉางเอ่าตัวน้อย ไม่สงสัยเลยว่าทำไมหน้าตาของมันจึงแฝงความห้าวหาญเอาไว้” ซูเฟยซื่อชมอย่างจริงใจ แต่ในใจกลับเริ่มสงสัยในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่
คาดว่าเป็เพราะประสบการณ์ที่เคยผ่านการถูกทรยศหักหลังอย่างลึกเข้าถึงไขกระดูกในชาติที่แล้ว ในชาตินี้นางจึงไวต่อความรู้สึกเป็พิเศษ
“ดูเหมือนเฟยซื่อจะผอมลงไปบ้าง มา ให้แม่น้ารองดูหน่อยซิ” แม่น้ารองกวักมือเรียกซูเฟยซื่อ
ซูเฟยซื่อเหลือบมองซูเต๋อเหยียนคราหนึ่ง เห็นเขาไม่กล่าวว่าอะไร จึงเดินเข้าไปหาแม่น้ารอง
เชิงอรรถ
[1] สุนัขจั้นเก๋า หมายถึง สุนัขพันธุ์ทิเบตันมาสทิฟฟ์
