หากเฟิ่งสือจิ่นยังไม่กลับมาอีกอีกประเดี๋ยว จวินเชียนจี้ต้องออกมาตามหาอย่างแน่นอนแต่เขาคิดไม่ถึงว่าคนที่ส่งเฟิ่งสือจิ่นกลับมาไม่ใช่หลิวอวิ๋นชูแต่เป็ซูกู้เหยียนต่างหาก
เมื่อใกล้ถึงจวนราชครู เฟิ่งสือจิ่นก็หันไปบอกกับซูกู้เหยียนอย่างไม่เกรงใจ“อาจารย์ ส่งเท่านี้ก็พอแล้ว ข้างหน้า อีกไม่ไกลก็เป็จวนราชครูแล้ว ระยะทางใกล้ๆแค่นี้ คงไม่ต้องกังวลว่าข้าจะเป็อะไรแล้วกระมัง? ดึกป่านนี้แล้วอาจารย์ยังไม่กลับบ้านอีก ระวังพระชายาแห่งองค์ชายสี่จะสงสัยว่าสามีของตนเองออกไปเที่ยวเถลไถลข้างนอก”
ซูกู้เหยียนเลิกคิ้วขึ้น “ไม่เป็ไร ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วเสียเวลาอีกหน่อยก็ไม่เห็นจะเป็อะไร มองเ้าเข้าไปในจวนราชครูก่อนแล้วข้าค่อยกลับก็ยังได้ สือหนิงใจกว้างและคิดแทนผู้อื่นเสมอ นางไม่คิดเรื่อยเปื่อยแล้วเก็บมาริษยาอย่างแน่นอน”
เฟิ่งสือจิ่นพูด “ไม่สำคัญเลยสักนิดว่าพระชายาจะมององค์ชายสี่อย่างไรสิ่งที่สำคัญจริงๆ คือ อาจารย์ของข้าไม่ชอบขี้หน้าองค์ชายสี่ต่างหากถึงจะเป็เช่นนั้น องค์ชายสี่ก็ดึงดันว่าจะส่งข้าถึงหน้าประตูจวนหรือ?”
ซูกู้เหยียนชะงักลงเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะออกมาแทน เขายกยิ้มมุมปากดูสุภาพ นุ่มนวล ทว่าก็แฝงไปด้วยเสน่ห์ที่น่าดึงดูดใจอย่างบอกไม่ถูก“แบบนั้นก็ดีเลย ฉวยโอกาสนี้ ทำให้ราชครูอารมณ์เสียสักหน่อยก็คุ้มค่าเหมือนกัน”
ในตอนที่ใกล้จะถึงจุดหมาย จู่ๆ ซูกู้เหยียนก็พูดขึ้น “ตอนที่เ้ากับอาจารย์ของเ้าอยู่บนเขาจื่อหยางมีเื่อะไรเกิดขึ้นหรือไม่?”
“หมายความว่าอย่างไร?” เฟิ่งสือจิ่นขมวดคิ้วมุ่น ไม่ใช่เื่ง่ายเลยกว่านางจะลบความสงสัยที่มีต่อเื่ในอดีตออกไปจากสมองได้นางคิดว่าอยากจะปล่อยให้ทุกอย่างผ่านไปแล้วเชียวคิดไม่ถึงว่าซูกู้เหยียนจะถามขึ้นมาเช่นนี้มันทำให้นางอดกลุ้มใจกับเื่ในวันวานไม่ได้
“ไม่เช่นนั้น ทำไมเ้าถึงความจำเสื่อม?”
“อ้อ ได้ยินว่า ข้าเคยป่วยหนักมาก่อน ก็เลยจำเื่ในอดีตไม่ค่อยได้เพียงแต่...” เฟิ่งสือจิ่นชะงักลงเล็กน้อย“ข้าเริ่มจำเื่บางเื่ในอดีตได้บ้างแล้ว และอยากถามองค์ชายสี่เช่นกันว่าเมื่อสามปีก่อน ในงานวิวาห์ขององค์ชายกับพระชายา ข้าเคยไปอาละวาดที่งานหรือไม่?”
ซูกู้เหยียนมีแววตาหนักอึ้งขึ้น เขายังจำเหตุการณ์เมื่อสามปีก่อนตอนที่เขาแต่งงานกับเฟิ่งสือหนิงอย่างยิ่งใหญ่แต่เฟิ่งสือจิ่นกลับบุกมาอาละวาดได้ดี ในตอนนั้น สายฝนโปรยปรายลงมาไม่หยุดใบไม้กับกลีบดอกไม้จำนวนมากร่วงอยู่บนพื้นโคลน จวนองค์ชายสี่ตกแต่งอย่างงดงามและรื่นเริงสมเป็งานมงคลแเื่ในงานพูดคุยกันด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ดูครึกครื้นเป็อย่างมาก
แต่เฟิ่งสือจิ่นกลับขี่ม้ามาทางหน้าประตู แล้วบุกฝ่าเข้ามาถึงแท่นพิธีอย่างเสียมารยาทชุดสีเขียวขุ่นบนร่างของนางเปียกแฉะไปกว่าครึ่งตัว เส้นผมดำสลวยภายใต้หมวกคลุมมีละอองฝนเกาะอยู่เต็มไปหมดเฟิ่งสือจิ่นถอดหมวกคลุมออก แล้วโยนมันไปที่ป้ายบูชาบนแท่นพิธีอย่างไม่เกรงใจ
ในโลกใบนี้ คงจะมีเพียงเฟิ่งสือจิ่นเท่านั้นที่หยิ่งผยอง บ้าบิ่น และใจกล้าได้ถึงเพียงนี้
เมื่อคิดย้อนกลับไปซูกู้เหยียนเคยคิดว่าตัวเองจดจำเื่เมื่อสามปีก่อนได้ไม่ดีนักแต่มาตอนนี้กลับพบว่าทุกฉากทุกตอน ทุกรายละเอียดในตอนนั้นต่างก็ติดตรึงอยู่ในหัวของเขาอย่างชัดเจนและเขาก็ไม่เคยลืมมันเลยสักนิด
ซูกู้เหยียนถามในสิ่งที่ตัวเองรู้อยู่แล้ว “แม้แต่เื่นี้เ้าก็จำไม่ได้ด้วยหรือ?”
“ฟังองค์ชายพูดแบบนี้ ดูท่า ข้าคงเคยบุกไปอาละวาดจริงๆหากไม่ใช่เพราะได้ยินคนอื่นพูดถึงเื่นี้ จนถึงตอนนี้ข้าก็คงยังไม่รู้”เฟิ่งสือจิ่นพูดอย่างใจเย็น “ข้าคิดว่าตัวเองลืมคนคนหนึ่งไป คนคนนั้น คือเ้าใช่หรือไม่?”
ซูกู้เหยียนข่มความรู้สึกที่ผุดขึ้นมาในหัวใจเอาไว้ เขาบอก“เป็ใครก็ไม่สำคัญทั้งนั้น เ้าแค่ต้องเริ่มต้นใหม่ เท่านั้นก็พอ การลืมเื่ที่ไม่มีความสุขในอดีตไปให้หมดก็ถือเป็เื่ดีเื่หนึ่ง”
เฟิ่งสือจิ่นยกยิ้มมุมปาก “เื่บางเื่ ลืมมันไปก็ดีแต่เื่บางเื่ หากเผลอลืม ต้องถูกมองว่าเป็คนไร้จิตสำนึกแน่”
เมื่อมาถึงจวนราชครู ซูกู้เหยียนก็ดึงดันว่าจะเข้าไปกล่าวทักทายจวินเชียนจี้เสียก่อนถึงจะยอมกลับไปนี่มันหาเื่ใส่ตัวชัดๆ อีกด้านั้แ่เห็นว่าเฟิ่งสือจิ่นกลับมาพร้อมกับซูกู้เหยียนจวินเชียนจี้ก็มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก เขาบอก“สือจิ่นออกไปกินเนื้อย่างกับท่านชายหลิวไม่ใช่หรือ? ทำไมองค์ชายสี่ถึงมาอยู่ที่นี่ได้?”
เฟิ่งสือจิ่นจับจมูกตัวเองเบาๆ พลางพูดขึ้น“ข้าไปกินเนื้อย่างกับท่านชายหลิวจริง แต่ต่อมา ท่านชายหลิวดื่มจนเมาและสร้างเื่ยุ่งยากขึ้นนิดหน่อย โชคยังดีที่อาจารย์ปรากฏตัวขึ้นพอดีแถมยังช่วยแก้ปัญหาให้พวกเราอีก ที่อาจารย์มาที่นี่ก็เพื่อส่งข้ากลับบ้าน”
จวินเชียนจี้หรี่ตาลง เขาจ้องซูกู้เหยียนด้วยสายตาเย็นะเืแต่กลับพูดกับเฟิ่งสือจิ่นแทน “พลุสัญญาณที่ข้าให้เ้าล่ะ ทำไมไม่ยิงมันขึ้นฟ้า?”
เฟิ่งสือจิ่นตอบ “อาจารย์สั่งให้ศิษย์ยิงพลุเมื่อมีอันตรายไม่ใช่หรือ?ถ้าคนที่มาช่วยไม่รู้ความจริง แล้วใช้ดาบฟันองค์ชายสี่จนตายขึ้นมาจะทำอย่างไร?”
จวินเชียนจี้เอ่ย “แบบนั้นก็ยิ่งดีเลยไม่ใช่หรือ?”
เฟิ่งสือจิ่นหันหน้าไปมองซูกู้เหยียนแวบหนึ่ง เห็นหรือยังบอกแล้วว่าอาจารย์ไม่ชอบขี้หน้าเ้า แต่เ้าก็ดึงดันจะมาให้ได้ นี่มันรนหาที่ชัดๆ
ซูกู้เหยียนพูดอย่างใจเย็น “ดูเหมือนราชครูจะมีอคติกับข้าไม่น้อย”
จวินเชียนจี้ปรี่เข้ามาจับมือของเฟิ่งสือจิ่นเอาไว้แล้วลากนางเข้าไปในจวนโดยไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับมามอง “ข้างานยุ่งมากไม่มีเวลาไปมีอคติกับองค์ชายสี่หรอก ขอบคุณองค์ชายสี่ที่เป็ธุระส่งศิษย์จอมดื้อรั้นของข้ากลับมาถึงที่นี่ ตอนนี้ดึกมากแล้วข้าจึงไม่สะดวกที่จะเชิญองค์ชายเข้าไปดื่มน้ำชาในจวน องค์ชายสี่ เชิญกลับเถิด”
ในตอนที่จวินเชียนจี้เตรียมจะปิดประตู จู่ๆ ซูกู้เหยียนก็หัวเราะออกมา“ราชครูไม่หวงแหนและปกป้องศิษย์คนนี้ดีเกินไปหน่อยหรือ?”
จวินเชียนจี้ชะงักมือลง เขาตอบ “ถ้าข้าปกป้องนางดีเกินไปจริงๆยังจะเกิดเื่กับนางในวิทยาลัยหลวงซ้ำแล้วซ้ำอีกแบบนี้ได้หรือ?”
“ในเมื่อราชครูปกป้องนางได้ไม่ดีพอ เช่นนั้น การที่ข้าซึ่งเป็อาจารย์ที่สอนวิชาแก่นางมาส่งนางที่บ้านมันเป็เื่ผิดตรงไหนหรือ?”
ดวงตาที่เคยราบเรียบของจวินเชียนจี้เริ่มประกายรังสีสังหารออกมา คราวนี้นอกจากจะไม่ปิดประตูต่อแล้ว ยังดันให้ประตูที่เกือบจะปิดสนิทเปิดอ้าออกอย่างช้าๆ“จากที่องค์ชายสี่พูดมา ท่านอยากถกเื่นี้กับข้ากลางดึกเช่นนั้นหรือ?” เขาตั้งท่าคล้ายเตรียมถกกับซูกู้เหยียนจนฟ้าสว่างเช่นนั้น
เฟิ่งสือจิ่นเห็นดังนั้นก็รีบเข้าไปปิดประตูลงอย่างช้าๆ พลางพูดขึ้น“องค์ชายสี่ รีบกลับไปเถิด พระชายายังรอองค์ชายอยู่ที่บ้านขอบคุณที่มาส่งข้าในคืนนี้” พูดจบก็ปิดประตูเสียงดัง แล้วหันไปยิ้มแห้งๆกับจวินเชียนจี้ “อาจารย์ องค์ชายสี่จงใจจะมาหาเื่ท่านอยู่แล้ว อย่าถือสาคนเช่นเขาเลยดีหรือไม่?”
จวินเชียนจี้พยักหน้าอย่างใจกว้าง “ข้าไม่คิดจะถือสาเขาหรอกนะแต่ดูจากท่าทางของเขาในวันนี้ ดูเหมือนว่า หากไม่ขายหน้าจนไม่มีหน้าไปสู้ใครได้เขาก็คงไม่ยอมจบเื่นี้ลงแน่ ในเมื่อเป็เช่นนี้ อาจารย์จึงต้องถกกับเขาจนกว่าเขาจะหายค้างคาใจ”
เฟิ่งสือจิ่นพยักหน้าหงึกหงัก “ถูกที่สุด อาจารย์ใจกว้าง คุณธรรมสูงส่ง” ปากพูดแบบนั้นแต่ในใจกลับคิดขึ้นอย่างอดไม่ได้...อาจารย์ต้องเกลียดขี้หน้าองค์ชายสี่ถึงขนาดไหนหนอ ดูจากท่าทีของอาจารย์เมื่อครู่เห็นชัดๆ ว่าเขาคิดจะเถียงกับองค์ชายสี่ให้ถึงที่สุด... แต่ว่ามีอาจารย์ที่เป็แบบนี้คอยปกป้องช่วยเหลือ ทำให้นางรู้สึกอบอุ่นหัวใจมากจริงๆเฟิ่งสือจิ่นจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าซูกู้เหยียนกลับไปั้แ่เมื่อไรมีเพียงในยามราตรีที่ไร้ผู้คนเช่นคืนนี้เท่านั้นเฟิ่งสือจิ่นจึงกล้าจับมือจวินเชียนจี้เช่นนี้ นางจับมือของจวินเชียนจี้แล้วเดินเข้าไปในจวนราชครู “อาจารย์ ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว ให้ศิษย์ส่งท่านกลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ”
แม้จะพูดเช่นนี้แต่มีครั้งไหนบ้างที่จวินเชียนจี้ไม่ไปส่งเฟิ่งสือจิ่นที่ห้องของนางก่อนแล้วค่อยกลับไปพักผ่อนที่ห้องของตัวเอง
ตลอดทาง เฟิ่งสือจิ่นไม่ได้พูดอะไรออกไปแม้แต่คำเดียวนางกำลังคิดว่าควรจะบอกเื่ที่เกิดขึ้นในคืนนี้ให้จวินเชียนจี้ได้รับรู้หรือไม่แต่จวินเชียนจี้กลับเป็ฝ่ายพูดขึ้นก่อน “คืนนี้เ้ากับท่านชายหลิวไปสร้างเื่ที่ไหน ทำไมถึงไปเจอกับองค์ชายสี่ได้?”
“ในวัง” เฟิ่งสือจิ่นตอบสั้นๆ
จวินเชียนจี้ถามด้วยเสียงราบเรียบ “ไปทำอะไรในวัง?”
