ซูเหลียนหรูตบโต๊ะอย่างโกรธแค้น “ต้องเป็ฝีมือนางแน่ๆ คิดไว้แล้วเชียวว่าเื่นี้ไม่ธรรมดา! เฟิ่งสือจิ่น ช่างบังอาจยิ่งนัก!”
เฟิ่งสือจาวบอก “องค์หญิง อย่ากริ้วไปเลย หากองค์หญิงถูกกักตัวอยู่แต่ในตำหนัก ไม่อาจออกไปจากวังหลวงได้ เช่นนั้นก็สมใจนางน่ะสิ”
ซูเหลียนหรูหรี่ตาลงเล็กน้อย “ในเมื่อรู้แผนชั่วของนางแล้ว มีหรือที่ข้าจะยอมให้นางได้สมปรารถนา”
“ข้าว่า องค์หญิงควรไปขอโทษไทเฮาก่อน จากนั้นก็กลับไปศึกษาที่วิทยาลัยหลวงอีกครั้ง ช่างน่าเสียดายที่องค์หญิงไม่ได้เข้าร่วมการสอบวัดผลของวิทยาลัยหลวงในครั้งที่ผ่านมา ด้วยความเฉลียวฉลาดและความรู้ที่องค์หญิงมี หากได้เข้าร่วม องค์หญิงต้องผ่านการสอบวัดผลได้อย่างราบรื่นแน่”
ซูเหลียนหรูบอก “ได้ยินมาว่าเฟิ่งสือจิ่นหมดสติลงก่อนที่จะสอบเสร็จเสียอีก ช่างน่าขายหน้าแทนท่านราชครูเสียจริง”
เฟิ่งสือจาวนิ่งเงียบลงชั่วครู่ “ความจริงแล้ว วันนั้นข้าก็ไปที่วิทยาลัยหลวงเช่นกัน แถมยังมีเื่กับเฟิ่งสือจิ่นนิดหน่อย ที่นางหมดสติระหว่างการสอบ ก็เป็เพราะข้าโขกหัวนางเข้ากับเสา...” เฟิ่งสือจาวแสดงสีหน้ารวดร้าวและโกรธแค้นออกมา ดวงตาเริ่มมีน้ำใสๆ รื้นขึ้น “ทุกครั้งที่ข้าเห็นหน้านาง ก็จะคิดถึงน้องชายที่ตายจากไปทุกครั้ง มันทำให้ข้าควบคุมตัวเองไม่ได้...”
ซูเหลียนหรูตบบ่านางเบาๆ อย่างปลอบประโลม “สือจาว อย่าเสียใจไปเลย วางใจเถอะ ข้าจะแก้แค้นเื่ของสือเหิงแทนเ้าเอง ตราบใดที่ข้ายังอยู่ในวิทยาลัยหลวง ข้าสาบานว่าจะไม่ปล่อยให้เฟิ่งสือจิ่นเป็สุขแน่!”
เฟิ่งสือจาวเช็ดน้ำตาพลางพยักหน้าเบาๆ “ช่างเป็วาสนาของสือจาวที่ได้รู้จักกับคนดีๆ เช่นองค์หญิง สือจาวขอขอบพระทัยในบุญคุณอันใหญ่หลวงนี้ล่วงหน้า”
ซูเหลียนหรูกุมมือของเฟิ่งสือจาวเอาไว้ “ระหว่างเ้ากับข้า ไยต้องเกรงใจกันเช่นนี้”
เมื่อท้องฟ้าเปลี่ยนมาสดใส จักจั่นบนต้นไม้ก็ส่งเสียงร้องดังและหนวกหูยิ่งกว่าเดิม มันแทบจะส่งเสียงร้องทั้งวัน ั้แ่เช้าจรดค่ำเลยก็ว่าได้ ราชครูชอบความสงบ เฟิ่งสือจิ่นจึงเห็นเด็กรับใช้ใช้ไม้ไผ่ไล่จักจั่นบนต้นไม้อยู่บ่อยๆ ในอดีต หากมีเื่เช่นนี้ เฟิ่งสือจิ่นต้องเป็คนนำขบวนเสมอ แต่่หลายวันมานี้ ดูเหมือนนางจะอารมณ์ไม่สู้ดีนัก
เด็กรับใช้ตัวเล็กเอื้อมไม่ถึง จึงะโโหยงๆ อยู่ใต้ต้นไม้ ชุดนักพรตสีเขียวขุ่นพลิ้วไหวขึ้นลง ดูเหมือนผีเสื้อที่เตรียมจะกางปีกบินเช่นนั้น เฟิ่งสือจิ่นเห็นดังนั้นจึงเดินไปหยุดอยู่ด้านหลังของเด็กรับใช้คนดังกล่าว นางรับไม้ไผ่มาจากอีกฝ่าย แล้วแทงมันขึ้นไปบนต้นไม้หลายครั้ง
เวลาพลบค่ำ สวนกว้างถูกโอบล้อมไปด้วยแสงสีทองจากดวงตะวัน แสงนั้นทอดส่องลงบนหลังคาสูง ทำให้ทุกหนแห่งเปล่งประกายงดงาม จู่ๆ หินก้อนเล็กๆ ก็ถูกโยนเข้ามาจากด้านนอกและตกลงที่ปลายเท้าของเฟิ่งสือจิ่น นางก้มหน้ามองหินก้อนนั้น พลันเสียงของใครบางคนก็ดังขึ้นจากนอกกำแพง “เฟิ่งสือจิ่น... เฟิ่งสือจิ่น เ้าอยู่ข้างในนั้นหรือไม่...”
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าผู้ที่อยู่นอกกำแพงเป็ใคร
อีกฝั่งของกำแพงมีร่มไม้ปกคลุม แสงที่ส่องมาจากทิศตะวันตก ทำให้เงาไม้เอียงเฉียงไปอีกข้าง เมื่อสายลมพัดผ่าน เงาไม้ก็ไหวสั่นขึ้นเบาๆ หลิวอวิ๋นชูยังคงสวมเสื้อผ้าหรูหราดังเดิม เพียงแต่สีของเสื้อผ้าในวันนี้ คล้ายจะดูสดใสกว่าปกติเล็กน้อย เขากำลังนั่งอยู่ในพุ่มหญ้าใต้ร่มไม้ ที่ปากคาบหญ้าต้นหนึ่งเอาไว้ ริมฝีปากขยับเบาๆ บ่งบอกว่าเขากำลังเคี้ยวก้านหญ้าในปาก เส้นผมถูกเกล้าด้วยปิ่นหยกเนื้อดีที่ดูเรียบหรู ใบหน้ามีเหงื่อชั้นบางๆ ปกคลุม ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย ผิวพรรณขาวอมชมพู ดูน่าลิ้มลองเป็อย่างมาก
เขางดงามกว่าสตรีบางคนด้วยซ้ำ
หลิวอวิ๋นชูยืนสั่นขาราวกับนักเลงข้างทาง เขามองไปยังกำแพงเบื้องหน้า และขว้างหินก้อนเล็กๆ ข้ามกำแพงไปเป็ระยะ คล้ายกับว่าหากคนด้านในไม่ยอมตอบกลับ เขาก็จะทำเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ เช่นนั้น
สายลมพัดผ่าน นำความเย็นสบายมาให้ ใบไม้ริมทางสั่นไหวไปตามแรงลม ส่งเสียงหวีดหวิดขึ้นอย่างแ่เบา
หลิวอวิ๋นชูโยนหินเข้าไปด้านในอีกหนึ่งก้อน พลางพึมพำขึ้นเบาๆ “ไม่อยู่บ้านหรือไงนะ... แต่นางก็ไม่ได้ไปที่วิทยาลัยหลวงนี่...” พูดจบก็แหงนหน้ามองกำแพงเบื้องหน้า แต่กลับต้องสะดุ้งใจนทรุดลงไปนั่งบนพื้น “ตายแล้ว แม่เ้า!”
เฟิ่งสือจิ่นนั่งห้อยขาอยู่บนกำแพงอย่างเงียบงัน ดวงตากลมโตคู่นั้นกำลังทอดมองมาที่เขา คล้ายดั่งดวงิญญาที่กำลังเฝ้ารอใครอย่างไรอย่างนั้น ชายกระโปรงสีเขียวขุ่นคล้อยตกลงมาตามแนวกำแพง และพลิ้วไหวไปกับสายลมอย่างแ่เบา
หลิวอวิ๋นชูลุกขึ้นยืนอีกครั้ง เขายกมือเท้าเอว พลางแหงนหน้ามองกำแพงเบื้องหน้า “นี่ มาแล้วทำไมไม่ส่งเสียงให้รู้เสียหน่อย ข้าใหมด!”
เฟิ่งสือจิ่นมองดูหลิวอวิ๋นชูที่กำลังแยกเขี้ยวยิงฟันใส่ตน ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด นางรู้สึกเหมือนหลิวอวิ๋นชูมีพลังวิเศษบางอย่าง ซึ่งสามารถขับไล่ความหมองเศร้าที่สั่งสมอยู่ในหัวใจของนางมานานแสนนานออกไปได้ในพริบตา ภาพตรงหน้าทำให้เฟิ่งสือจิ่นรู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อย นางพูดขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ “หากไม่ได้ทำเื่ผิดบาปอะไร ทำไมต้องใขนาดนี้ด้วย?”
หลิวอวิ๋นชูพูดตอกกลับ “คนดีๆ ที่ไหนจะโผล่มาแบบไม่ให้สุ้มให้เสียงเหมือนเ้า เ้าเป็แมวหรือไงถึงไปไหนมาไหนเงียบๆ แบบนี้?”
เฟิ่งสือจิ่นยกมุมปากขึ้นเบาๆ อย่างไม่ใส่ใจ รอยยิ้มนั้นบางเบาจนแทบจะมองไม่เห็น แต่กลับทำให้หัวใจของหลิวอวิ๋นชูหนักอึ้งขึ้นมา เขามองว่ารอยยิ้มนี้สดใสและโดดเด่นยิ่งกว่าดวงตะวันเสียอีก ทว่าเมื่อเห็นใบหน้าซีดๆ กับร่างกายที่ซูบผอมของนาง จู่ๆ เขาก็รู้สึกแสบๆ คันๆ ที่หัวใจ ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าความรู้สึกเหล่านี้คืออะไรกันแน่ เสียงที่เปล่งออกมาเริ่มอ่อนโยนโดยไม่รู้ตัว เขาถาม “ร่างกายของเ้า... ดีขึ้นบ้างหรือยัง?”
เฟิ่งสือจิ่นเลิกคิ้วขึ้นเบาๆ ก่อนจะยักไหล่ “ดูสภาพของข้าในตอนนี้สิ ร่างกายจะแข็งแรงได้สักแค่ไหนกันเชียว”
หลิวอวิ๋นชูนิ่งเงียบลงชั่วครู่ สักพักจึงพูดขึ้นใหม่ “หากวันนั้นข้าตอบสนองไวกว่านั้นอีกหน่อย และเข้าไปช่วยเ้าทันเวลา เ้าก็คง...” คงไม่ถูกเฟิ่งสือจาวจิกหัวไปโขกกับเสา และคงไม่หมดสติระหว่างสอบวัดผล ทั้งหมดนี้เป็ความผิดของเขาที่ตอบสนองช้าเกินไป เอาแต่ยืนบื้อใน่เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนั้น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรจะทำอย่างไร
เฟิ่งสือจิ่นพูดขัด “จริงสิ ในการสอบวันนั้น เ้าชนะแล้วสินะ? อาจารย์อุตส่าห์ถามคำถามที่ง่ายปานนั้นแล้ว หากเ้ายังตอบไม่ได้ละก็ เ้าต้องสติไม่สมประกอบแน่ๆ”
หลิวอวิ๋นชูตอบ “ข้าสอบตก”
“ว่าไงนะ?” เฟิ่งสือจิ่นชะงักอึ้ง
หลิวอวิ๋นชูช้อนสายตาขึ้นมามองนางอย่างแน่วแน่ “ข้าเคยบอกไปแล้วไงว่าจะไม่ฉวยโอกาสในตอนที่ผู้อื่นไม่พร้อม เ้าหมดสติลงเช่นนั้น ต่อให้รู้คำตอบ ข้าก็ไม่มีทางตอบคำถามหรอก ข้าคิดเื่นี้อย่างละเอียดแล้ว ตอนนี้ข้ายังอายุน้อย หากเ้าสอบไม่ผ่าน เช่นนั้นข้าก็จะสอบไม่ผ่านเป็เพื่อนเ้า เรียนด้วยกันแบบนี้ต่อไปอีกปีก็ดีเหมือนกัน รอให้พวกเราทั้งสองคนสอบผ่านด้วยกันทั้งคู่ ถึงตอนนั้นค่อยจบพร้อมกัน”
เฟิ่งสือจิ่นอ้าปากอยู่นานแต่ก็ไม่อาจเปล่งเสียงใดๆ ออกมาได้ นางจับหน้าผากของตนเบาๆ พลางส่งเสียงหัวเราะออกมา “ตกลงแล้ว คนที่ถูกโขกหัวกับเสาเป็ข้าหรือเ้ากันแน่เนี่ย เ้าสติฟั่นเฟือนไปแล้วหรือ?”
หลิวอวิ๋นชูบอก “ข้าเปล่าเสียหน่อย เ้าต่างหาก ไม่รู้ว่ายังสติดีอยู่หรือไม่”
“หากเ้ายังสติดีอยู่ จะทำเื่โง่ๆ เช่นนี้ได้หรือ?” เฟิ่งสือจิ่นพูดต่อ “ถ้าจำไม่ผิด พวกเราเคยมีความแค้นอย่างใหญ่หลวงต่อกันนี่นา” นางหรี่ตาลง “หรือเ้าคิดจะหลอกล่อให้ข้าตายใจ เพื่อเล่นงานข้าด้วยกับดักไม้ตาย?”
หลิวอวิ๋นชูรู้สึกโมโหขึ้นมาอีกครั้ง เขายืนมือเท้าเอว “ลองถามใจตัวเองดูดีๆ ข้าชั่วช้าขนาดนั้นเลยหรือ?”
เฟิ่งสือจิ่นครุ่นคิดอย่างตั้งใจ ก่อนจะพยักหน้าหนักๆ
หลิวอวิ๋นชูที่ยืนอยู่ด้านล่างโกรธจนแทบจะะเิ “ข้าก็มีดีแค่ฝีปาก ชอบพูดข่มขู่ไปทั่วเท่านั้น ไม่เหมือนเ้าที่มักจะจริงจังจนเอาเป็เอาตายทุกครั้ง ตอนที่ตีกัน เ้าฟาดเก้าอี้ใส่ข้าแรงจนขาเก้าอี้หักเชียวนะ! เมื่อเทียบกันแล้ว เ้าชั่วช้ากว่าข้าเยอะเลย!”
เฟิ่งสือจิ่นพูดขบขัน “ในเมื่อเ้ารู้ว่าข้าชั่วช้าเช่นนี้แล้ว ยังอยากตีสนิทกับข้าอีกหรือ เ้าจิตไม่ปกติหรือไม่?”
“แล้วเ้าเป็จิตแพทย์หรือไง?” หลิวอวิ๋นชูตอบกลับไปอย่างลืมตัว
ทั้งสองจมเข้าสู่ความเงียบงันอีกครั้ง เฟิ่งสือจิ่นไม่อยากเสียเวลาไปมากกว่านี้ “ฟ้ามืดแล้ว เ้ามาหาข้ามีเื่อะไรหรือเปล่า รีบพูดมาเถอะ พูดเสร็จก็รีบกลับบ้านไปกินข้าวเสีย”
