อวิ๋นซูไม่เอ่ยปาก หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งจึงถือถ้วยบดยาที่นางวุ่นวายมานานขึ้นแล้วหันกายเดินออกจากห้อง คำชมเชยเช่นนั้นนางไม่้า
ดวงตาน่าหลงใหลของจี้จิ่นเจือไปด้วยความสงสัยอยู่หลายส่วน คุณหนูหกแห่งจวนชางหรงโหวผู้นี้ เขาไม่สามารถมองออกได้เลย
เมืองหยูในยามนี้ นอกจากมีเหล่าผู้ลี้ภัยจำนวนมากเฝ้าอยู่ข้างนอก ยังมีการออกอาละวาดของโจรูเา ทำให้จิตใจของผู้คนหวาดหวั่น
“ท่านอัครมหาเสนาบดีขอรับ ผู้น้อยรอท่านอยู่นานแล้วขอรับ!” จี้จิ่นเพิ่งจะเดินเข้าไปในจวนนายอำเภอ ใต้เท้าเฉินที่พันผ้าพันแผลไปทั้งหัวก็เดินมาต้อนรับ!
“เื่ที่ให้เ้าตรวจสอบเรียบร้อยแล้วหรือไม่?”
“ขะ ขอรับ! ผู้น้อยทำตามคำสั่งของท่านโหว ส่งคนสอดแนมไปเสาะหาความจริง ตอนนี้รอรายงานใต้เท้าอยู่ที่ห้องโถงแล้วขอรับ” ใต้เท้าเฉินโค้งกายลงเดินนำทางไปอย่างเคารพ
เมื่อเดินผ่านเข้าไปในห้องโถง คนกลุ่มหนึ่งได้มาถึงจวนนายอำเภอแล้ว หน่วยสอดแนมที่ยืนอยู่กลางห้องโถงเมื่อเห็นนายอำเภอเฉินและจี้จิ่นก็รีบคุกเข่าทั้งสองลง “ข้าน้อยคารวะท่านอัครมหาเสนาบดีขอรับ”
“ยืนขึ้นเถิด!” ค่อยๆ เดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ตรงกลาง ใบหน้างดงามเจือไปด้วยความเ็าหลายส่วน “เป็อย่างไร?”
“เรียนใต้เท้า โจรูเาเ่าั้มีจำนวนมาก แต่เนื่องด้วย่นี้สถานการณ์โรคระบาดร้ายแรงขึ้น อีกทั้งมีการล้อมปราบก่อนหน้านี้ คนในค่ายของพวกมันได้าเ็ล้มตายไปกว่าครึ่งแล้วขอรับ”
“ใต้เท้าเฉิน ท่านเห็นว่าอย่างไร?” จี้จิ่นเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นกวาดตามองไปยังใบหน้าอันงงงวยของนายอำเภอเฉิน
ใต้เท้าเฉินรีบคำนับ “ใต้เท้าขอรับ แม้ว่าตอนนี้โจรูเาจะาเ็ล้มตายไปกว่าครึ่ง แต่ในหมู่พวกมันมีโจรที่มีวรยุทธ์แข็งแกร่งไม่น้อย การทหารของเมืองหยูตอนนี้ไม่อาจทำการล้อมปราบและทำลายพวกมันทั้งหมดได้”
“เมืองหยูตอนนี้มีทหารจำนวนเท่าไร?”
“ไม่ถึงสองร้อยคนขอรับ!” ใต้เท้าเฉินที่ถูกถามไม่หยุดเช็ดเหงื่อเย็นๆ บนหน้าผาก
สองร้อยคน? หากเกิดเื่วุ่นวายอะไรขึ้นมาจะควบคุมสถานการณ์อย่างไร? จี้จิ่นมองไปยังใบหน้าร้อนตัวนั้น ดูท่าคงต้องปรึกษาเื่นี้กับชางหรงโหว “เช่นนั้นความหมายของใต้เท้าเฉินคือโจมตีหรือไม่โจมตี?”
“นี่...นี่...” ใต้เท้าเฉินถูกถามจนโง่งมไปแล้ว โรคระบาดนอกเมืองทำร้ายผู้คน หากออกจากเมือง ต่อให้ไม่ได้สู้จนตายก็ต้องติดโรคจนตาย จะทางใดล้วนส่งให้เขาไปตาย!
“ใต้เท้าเฉิน ท่านต้องคิดให้ดี หากไม่โจมตี หลายวันผ่านไปโจรูเาเ่าั้จะต้องเข้าตาจนแน่นอน ถึงตอนนั้นเมื่อรวมเข้ากับเหล่าผู้ลี้ภัยนอกเมือง เมืองหยูก็รักษาไว้ไม่ได้!” คำพูดของจี้จิ่นในตอนนี้ดูเยือกเย็นอย่างน่าประหลาด
ใต้เท้าเฉินกลืนน้ำลายอย่างหวาดกลัว “ชะ...เช่นนั้นผู้น้อยจะสั่งคนให้เรียกรวมทหารทั้งหมดของเมืองหยู รีบโจมตีค่ายของโจรูเา”
จี้จิ่นขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ บรรยากาศของเขาทำให้คนตรงหน้าหวาดกลัวอย่างไม่ต้องสงสัย “ก่อนหน้านั้น จำเป็ต้องบรรเทาทุกข์ราษฎรก่อน”
“ใต้เท้ากล่าวได้ถูกต้องยิ่งนัก ผู้น้อยจะสั่งให้ทหารรักษาการณ์เปิดประตูเมือง ให้ผู้ลี้ภัยเข้ามาขอรับ!” กล่าวจบก็หันกาย อยากไปจากที่นี่อย่างอดรนทนไม่ไหว
“รอก่อน!” จี้จิ่นเรียกให้หยุดเสียงเย็น “ก่อนเปิดประตู ไปขอยาจากคุณหนูหกแจกจ่ายไปที่นอกเมือง จะต้องยืนยันให้แน่ใจว่าผู้ลี้ภัยทุกคนได้ดื่มยาก่อนแล้วค่อยให้เข้าเมือง!” ผู้ลี้ภัยต้องดูแลให้ครบถ้วน แต่ความปลอดภัยของประชาชนในเมืองหยูก็ต้องดูแลเช่นกัน
“ใช่ๆๆ! ดูสิ ผู้น้อยลืมไปเสียสนิท ในเมืองหยูมีเพียงคุณหนูหกที่รักษาโรคระบาดนี้ได้!” ใต้เท้าเฉินยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน จากนั้นจึงยกชายเสื้อขุนนางก้าวยาวๆ มุ่งไปยังที่พักของอวิ๋นซู
ตอนนี้อวิ๋นซูกำลังเดินอยู่บนระเบียงทางเดินจวนนายอำเภออย่างไร้จุดหมาย เมื่อเทียบกับจวนชางหรงโหวแล้ว ที่นี่ไม่นับว่าหรูหรา แต่เมื่อเทียบกับเขตโรคระบาดนอกเมืองแล้ว ที่นี่สงบสุขราวกับโลกในอุดมคติ
ย้อนคิดกลับไปถึงเมื่อหลายวันก่อน อวิ๋นซูอดไม่ได้ที่จะเศร้าโศก นางในตอนนั้นยังพาตัวเองเข้าไปพัวพันกับความพินาศย่อยยับอันว่างเปล่า แต่ตอนนี้กลับกลายเป็ดุจดั่งสายน้ำใต้สะพาน เป็ใบไม้เขียวดอกไม้แดงไปเสียแล้ว
ท่าทางอันหมดอาลัยตายอยาก เสียงกรีดร้องกู่ะโของผู้ลี้ภัยเ่าั้ เนิ่นนานผ่านไปก็ยังคงมิอาจเลือนหายไปจากสมองของนาง...
ทันใดนั้น เสียงไอเสียงหนึ่งดึงดูดความสนใจของนาง ดูเหมือนคนเป็หมอจะมีความรู้สึกเฉียบคมต่ออาการเจ็บป่วยเ่าั้โดยธรรมชาติ
เดินมาตามเสียงจนถึงปลายเรือนแห่งหนึ่งที่มีการคุ้มกันอย่างเข้มงวด บรรยากาศอึมครึมปกคลุมด้วยความเงียบสงัดไร้ชีวิตชีวา จวนนายอำเภออันกว้างขวางถึงกับมีสถานที่เช่นนี้อยู่เชียวหรือ? คนที่ไออยู่ข้างในนี้เป็ผู้ใดกัน?
ท่ามกลางความสงสัย ด้านในพลันเกิดเสียงไอแหบแห้งดังแว่วออกมาอีกครั้ง “แย่แล้ว! แย่แล้ว! ฮูหยินกระอักเือีกแล้ว!”
“์! หรืออาการป่วยขอฮูหยินจะรุนแรงขึ้น? จบแล้ว จบสิ้นแล้ว นี่จะทำอย่างไรดี?” มีเงาร่างสองสายวิ่งออกมาจากด้านใน
ตอนนี้เอง อวิ๋นซูสังเกตเห็นว่าสาวใช้สองนางที่ยืนอยู่ตรงประตูมีสีหน้าหวาดกลัว “อาการป่วยของฮูหยินคงมิใช่โรคติดต่อหรอกนะ? ข้าได้ยินว่าผู้ลี้ภัยที่นอกเมืองที่ติดเชื้อโรคห่า สุดท้ายก็จะไอออกมาเป็เื!”
“เ้า...เ้าอย่าทำให้ผู้คนใได้หรือไม่? เมื่อวานข้าเพิ่งจะเข้าไปปรนนิบัติฮูหยินนะ!” สาวใช้ที่ยืนอยู่กับนางพลันใจนหน้าซีด
“ข้าเองก็ไม่อยากพูดมั่วๆ หรอก แต่ว่า...แต่ว่าเ้าดูอาการป่วยของฮูหยิน...”
สาวใช้ยังกล่าวไม่จบก็มีคนผู้หนึ่งเดินออกมาจากด้านในด้วยใบหน้าจริงจัง ถือกระโถนที่เต็มไปด้วยเืออกมาทำให้ผู้พบเห็นถอยหลังไปสามก้าว
ดวงตาของอวิ๋นซูมืดครึ้มลง หรือนายอำเภอจะซ่อนฮูหยินของตนเอาไว้ ทั้งยังให้คนเฝ้าอย่างแ่าเพื่อไม่ให้ผู้อื่นทราบ ปากเขาก็กล่าวว่าเป็ห่วงกลัวผู้ลี้ภัยจะนำโรคห่าเข้ามาในเมือง แต่ความเป็จริงเขาทราบเื่ฮูหยินของตนได้กลายเป็ผู้ป่วยไปแล้ว ทั้งยังมีเจตนาคุมตัวเอาไว้ในเรือนอีกหรือ?
ดูท่าทางเช่นนี้ เกรงว่าเขาจะกลัวเื่นี้แดงออกไปจึงไม่ได้เชิญหมอมารักษา เ้าขุนนางเลอะเลือนผู้นี้เห็นชีวิตคนเป็เื่ล้อเล่นหรืออย่างไร!
อีกด้านหนึ่ง นายอำเภอมาที่ห้องพักของอวิ๋นซูแล้วแต่กลับไม่พบจึงกลับมาที่ห้องโถง กำลังคิดจะรายงานเื่นี้ให้จี้จิ่นทราบ สตรีงดงามก็ปรากฏสู่สายตาเขาแล้ว
“คุณหนูหก ท่านไปไหนมาหรือขอรับ? เมื่อครู่ข้าไปหาคุณหนูมา!” นายอำเภอเฉินไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกของอวิ๋นซู
“ใต้เท้าเฉิน! อวิ๋นซูมีเื่หนึ่งที่ไม่ค่อยเข้าใจเ้าค่ะ หวังว่าใต้เท้าจะคลายความสงสัยให้อวิ๋นซูได้ เมื่อครู่ตอนเดินผ่านห้องทิศตะวันตกได้ยินเสียงไอ เกรงว่าคนป่วยในห้องจะอาการหนัก เพียงแต่ไม่ทราบว่าเป็ผู้ใดเ้าคะ?” ความหมายในคำพูดของอวิ๋นซูชัดเจนมาก
นายอำเภอเฉินใบหน้าพลันซีดขาวลงในพริบตา ดวงตาทั้งสองปรากฏความร้อนรน เขาคิดไม่ถึงเลยว่าคุณหนูหกจะมีใจละเอียดรอบคอบจนพบฮูหยินที่เขาซ่อนเอาไว้
“นั่นมัน...คุณหนูหก...ข้าไม่เข้าใจความหมายของท่าน!”
จี้จิ่นที่นั่งอยู่เบื้องหน้าได้ยินคำพูดติดขัดของนายอำเภอ จึงคาดเดาได้ถึงอะไรบางอย่าง “คุณหนูหก เ้าพบอะไรมาหรือ?”
“ใต้เท้าเฉิน ข้าคิดว่าเมื่อวานท่านกล่าวกับท่านอัครมหาเสนาบดีอย่างชัดเจนแล้วกระมัง? ที่ท่านปิดเมืองไม่ให้ผู้ลี้ภัยเ่าั้เข้าเมืองมาก็เพราะหลีกเลี่ยงไม่ให้ราษฎรในเมืองติดโรคระบาด! หากนี่เป็คำพูดจากใจของใต้เท้า สิ่งที่อวิ๋นซูอยากจะทราบที่สุดก็คือ คนในห้องตะวันตกผู้นั้นติดโรคระบาดหรือไม่?” ทุกคำของอวิ่นซูกล่าวได้ชัดเจนยิ่งนัก ดวงตาสุกใสของนางจ้องเขม็งไปยังใบหน้าของใต้เท้าเฉิน
“ไม่...ไม่...คุณหนูหก ท่านเข้าใจผิดแล้ว ผู้ที่อยู่ในห้องตะวันตกเป็ฮูหยินของข้าเอง ฮูหยินร่างอ่อนแอมาตลอด เมื่อเข้าสู่ฤดูนี้ถึงได้ไอออกมาอย่างระงับไม่ได้ ไม่ใช่โรคระบาดอย่างที่คุณหนูหกกล่าวขอรับ!”
“ใต้เท้าเฉิน หากฮูหยินเป็โรคไอ เหตุใดจึงไม่ให้อวิ๋นซูไปตรวจฮูหยิน บางทียังสามารถพยายามรักษาให้เต็มที่ได้?” หลายวันมานี้ อวิ๋นซูเข้าใจเกี่ยวกับโรคระบาดในเจียงหนานหลายส่วน เมื่อครู่กระโถนที่สาวใช้ถือออกมามีของเหลวสีขาวเหลืองที่เป็ลักษณะเด่นของโรคระบาดอยู่
“ไม่ๆๆ จะกล้ารบกวนคุณหนูหกได้อย่างไร เื่เล็กน้อย เื่เล็กน้อยเท่านั้น” ตอนนี้นายอำเภอเฉินมีเหงื่อเย็นๆ เต็มหลัง
“ในเมื่อเป็เช่นนี้...” อวิ๋นซูปรายตามองไปยังจี้จิ่น “ข้าคิดว่าท่านอัครมหาเสนาบดีควรเอาใจใส่ผู้ใต้บังคับบัญชา ไปเยี่ยมเยียนฮูหยินผู้นี้เสียหน่อยกระมัง?”
จี้จิ่นเลิกคิ้ว มองนางอย่างลึกล้ำแวบหนึ่ง จากนั้นจึงหยัดกายยืนขึ้น “คุณหนูหกกล่าวได้ถูกต้อง ข้ากับใต้เท้าเฉินนับเป็เพื่อนร่วมงานกัน เมื่อร่างกายของฮูหยินอ่อนแอ ย่อมต้องไปเยี่ยมเสียหน่อย”
นายอำเภอเฉินเห็นว่าความผิดใหญ่หลวงของตนถูกพบแล้วจึงรีบคุกเข่าอย่างร้อนรน “ขอคุณหนูหกและท่านอัครมหาเสนาบดีโปรดเมตตาด้วย! ผู้น้อย ผู้น้อยไม่มีเจตนาจะหลอกลวง!”
“ใต้เท้าเฉิน หรือจะเป็ดังเช่นที่คุณหนูหกกล่าวจริงๆ หลิ่งฮูหยินติดโรคระบาดหรือ?” จี้จิ่นพลันกล่าวออกมาเสียงเย็น
ใบหน้าของนายอำเภอเฉินซีดขาว เขาเงยหน้าขึ้นราวกับมีคำพูดที่ยากจะกล่าวมากมาย พริบตานั้นได้แต่หุบปากไม่กล่าวอะไร
“ใต้เท้าเฉินทราบหรือไม่ เพราะความเห็นแก่ตัวของใต้เท้า อาจจะทำให้ราษฎรของเมืองหยูทั้งหมดต้องตาย!” น้ำเสียงของอวิ๋นซูแฝงไปด้วยไอสังหารจนทำให้ผู้พบเห็นต้องตัวสั่นทั้งที่ไม่รู้สึกหนาว
“ผู้น้อยทราบ... ผู้น้อยทราบ...เพียงแต่”
“เพียงแต่อะไร? เพียงแต่เพราะผู้นั้นเป็ฮูหยินของท่าน จึงปล่อยให้นางอยู่ในเมืองโดยไม่สนใจอะไรหรือ?” จี้จิ่นไม่คิดเลยว่าจะมีเื่เช่นนี้เกิดขึ้น
นายอำเภอเฉินรู้ว่าหมวกขุนนางของตนรักษาไว้ไม่ได้แล้ว ตอนแรกเขายังลังเลว่าจะเชิญคุณหนูหกไปรักษาฮูหยินดีหรือไม่ แต่เพราะกลัวว่าอัครมหาเสนาบดีทราบเื่นี้แล้วจะตำหนิตนเอง ดังนั้นจึงเก็บซ่อนความปรารถนาเอาไว้ แต่อย่างไรเขาก็คิดไม่ถึงว่าสุดท้ายเื่นี้จะถูกคุณหนูหกและท่านอัครมหาเสนาบดีทราบ ทำให้รับมือไม่ทัน
“คุณหนูหก คุณหนูหก ผู้น้อยสำนึกผิดแล้ว! ขอท่านโปรดช่วยฮูหยินของผู้น้อยด้วยเถิด? ผู้ผิดคือผู้น้อยคนเดียว ฮูหยินไม่ได้ผิด...” เื่มาถึงขั้นนี้แล้ว นายอำเภอเฉินทำได้เพียงคลานเข่ามายังเท้าของอวิ๋นซู “ผู้น้อยทราบว่าการให้ฮูหยินอยู่ในเมืองเป็เื่ไม่ฉลาด แต่ว่า ผู้น้อยจะโยนนางไปนอกเมืองโดยไม่สนใจได้อย่างไรขอรับ? คุณหนูหก ได้โปรดเถิด!”
สีหน้าของอวิ๋นซูเรียบเฉย แต่ไฟโทสะในดวงตาของนางไม่ได้เป็เช่นนั้น แม้นายอำเภอเฉินผู้นี้จะเห็นแก่ตัว แต่อย่างน้อยเขาก็ยังมีความเป็มนุษย์อยู่บ้าง
ชีวิตคนขึ้นอยู่กับ์ นางตัดสินใจไปรักษาฮูหยินของนายอำเภอ
อวิ๋นซูเดินทางตรงไปยังห้องตะวันตก จี้จิ่นและนายอำเภอเฉินที่เห็นนางรีบร้อนจากไปจึงเดินตามไปติดๆ หนึ่งในเหล่าองครักษ์ที่ได้รับคำสั่ง ได้ไปยังเรือนของอวิ๋นซูเพื่อไปนำของที่นางจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วตามมา
บนเตียงผู้ป่วย ดวงตาทั้งสองของสตรีร่างซูบผอมผู้หนึ่งมองไปเบื้องหน้า บนร่างพบตุ่มสีเหลืองขาวอยู่ทุกที่ ริมฝีปากแห้งผากมีรอยเื กลิ่นในห้องเหม็นจนยากจะทนไหว
อวิ๋นซูเดินเข้ามา ใบหน้าไม่มีความรังเกียจหรือความลังเลเลยแม้แต่น้อย นางยกมือของสตรีผู้นั้นขึ้นแล้วจับชีพจรและตรวจสอบ...
นายอำเภอเฉินที่ยินอยู่ไกลๆ ด้วยสีหน้าร้อนรนเห็นการกระทำของอวิ๋นซูทุกอย่าง ถึงแม้เขาจะเก็บนางไว้ในจวนด้วยความเห็นแก่ตัว ทว่าั้แ่นั้นเป็ต้นมา เขาก็ไม่เคยเหยียบย่างเข้ามาในห้องนี้อีกเลย ตอนนี้เขาได้เห็นฮูหยินของตน ในใจพลันสั่นสะท้าน ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน นางถึงกับถูกโรคห่าทรมานจนมีสภาพไม่เหมือนคนเชียวหรือ...
ทันใดนั้น สตรีบนเตียงไอออกมาอย่างแรง อวิ๋นซูใบหน้ามืดครึ้ม ทว่ากลับไม่ได้ถอยห่าง ทั้งยังรีบประคองนางขึ้นมานั่ง ให้นางสามารถอ้วกเอาเืลงไปในกระโถนทองแดงข้างๆ ที่เตรียมไว้นานแล้วได้อย่างสะดวก อวิ๋นซูถึงกับใช้แขนเสื้อของตนเช็ดรอยเืที่มุมปากของนางจนแห้ง!
นอกจากจี้จิ่น ทุกคนต่างอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงอุทานออกมาอย่างใ “คะ...คุณหนูหก...”
