“คุณชายเย่ คุณหายไปไหนมา? ผมตามหาคุณตั้งนาน” ไช่เจิ้นจวิ้นเข้ามาต้อนรับเย่ฝานด้วยความกระตือรือร้น
“ฉันไปคุยธุระกับเถ้าแก่จางมา นายได้รับเชิญมางานนี้ด้วยเหรอ?” เย่ฝานถามด้วยความประหลาดใจ
ไช่เจิ้นจวิ้นทำหน้าเหยเก แล้วกล่าวว่า “คุณชายเย่ คุณอย่าดูถูกคนอื่นอย่างนี้สิ! คนอย่างผมไม่คู่ควรถูกเชิญมางานนี้หรือไง? ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้รับเชิญมาจริงๆ แต่ผมก็ติดตามพี่ใหญ่เข้ามาได้นะ”
เย่ฝานพยักหน้าแล้วเปล่งเสียง “อ๋อ” ออกมา เขาพูดต่อว่า “ที่แท้ก็เป็อย่างนี้นี่เอง ฉันถึงได้พูดไงว่าคุณสมบัติของนายยังไม่เพียงพอ!”
“ลูกพี่เย่ คุณนี่จริงๆ เลยนะ คุณคิดไหมว่าผมก็เป็บุคคลสำคัญคนหนึ่งเหมือนกัน"
เย่ฝานเบะปากแล้วพูดว่า “ดูไม่ออกเลย”
“ลูกพี่เย่ คุณพอมีเวลาว่างไหม ผมอยากแนะนำให้คุณรู้จักกับพรรคพวกของผมสักหน่อย พวกเราทุกคนเลื่อมใสในตัวคุณมากเลยนะ!”
เย่ฝานพยักหน้าแล้ว ตอบกลับไป “ได้สิ!”
เดิมทีเย่ฝานคิดว่าไช่เจิ้นจวิ้นมีเงินไม่มากเท่าไรนัก แต่หลังจากเื่ของไช่ไซว้ เย่ฝานจึงได้รู้ถึงอำนาจของทายาทเศรษฐีกลุ่มนี้ ที่เขาบอกว่ากาย่อมเข้าฝูงกา หงส์ย่อมเข้าฝูงหงส์ ไช่เจิ้นจวิ้นมีเงิน เพื่อนของเขาก็น่าจะไม่ต่างกันนัก ทำความรู้จักกันไว้ไม่แน่ว่าอาจพัฒนากลายมาเป็ลูกค้าของเขาก็ได้
เย่เจ๋อฮั่นยืนอยู่ข้างๆ หวงสือซิน สีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อเย่ฝานมาถึงในงาน เย่เจ๋อฮั่นก็สังเกตเห็นเขาทันที แต่เย่ฝานกลับมองไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
เย่เจ๋อฮั่นกำหมัดแน่น สายตาของเขาจ้องเขม็งไปที่เย่ฝานอย่างไม่รู้ตัว
เย่ฝานเข้ามาในงานพร้อมคุณชายไป๋ พอเขามาถึงคุณชายใหญ่ตระกูลไป๋และหวังจิ่งสือก็รีบเข้าไปทักทาย มิหนำซ้ำตอนนี้เย่ฝานกำลังพูดคุยอย่างสนุกสนานอยู่กับกลุ่มทายาทเศรษฐีในเมืองหลวงอีกด้วย
เย่เจ๋อฮั่นมาร่วมงานในครั้งนี้ก็หวังจะได้รู้จักใครในงานบ้าง แต่สิ่งที่คิดไว้ก็ไม่ราบรื่นเท่าไรนัก เถ้าแก่หวงที่เย่เจ๋อฮั่นติดตามมาด้วยทำธุรกิจใหญ่โตอยู่พอสมควร แต่ว่าบุคคลสำคัญที่มาในงานมากมายจนเถ้าแก่หวงดูด้อยไปทันตา เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว คนที่เข้าไปหาเย่ฝานล้วนเป็บุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่มีชื่อเสียงทั้งนั้น
“เถ้าแก่หวง ผู้ชายคนนั้นเป็ใครหรือครับ!” เย่เจ๋อฮั่นถามพลางมองจางซือเลี่ยงด้วยความประหลาดใจ เมื่อครู่เขาเห็นเย่ฝานหลบผู้คนไปพูดคุยกับคนคนนี้อยู่นานสองนาน
“เขาผู้นั้นคือจางซือเลี่ยง เป็เถ้าแก่วัสดุก่อสร้าง มีธุรกิจที่ใหญ่โตมาก!” หวงสือซินกล่าว
เย่เจ๋อฮั่นขมวดคิ้ว คนที่ทำให้หวงสือซินพูดคำว่าทำธุรกิจใหญ่โตมากได้ก็แสดงว่าคนผู้นั้นมีธุรกิจที่ใหญ่โตจริงๆ เพียงแต่เขาอยากรู้ว่าเมื่อครู่ที่จางซือเลี่ยงกับเย่ฝานทำลับๆ ล่อๆ นั้น พวกเขาพูดอะไรกัน
“คุณชายเย่ คุณอาศัยอยู่ในบ้านผีสิงจริงๆ เหรอครับ?”
“ผมอาศัยอยู่ที่คฤหาสน์หลังที่สิบแปด แต่ว่าในบ้านไม่มีผี ผมจ่ายเงินซื้อคฤหาสน์หลังนั้นตั้งสามล้าน จะยอมให้ภูตผีพวกนั้นที่ไม่ได้จ่ายเงินสักหยวนเดียวเข้ามาอยู่ได้ยังไง" ใครที่คิดจะเอาเปรียบเขา ต่อให้เป็ผีก็อย่าหวังว่าเขาจะยอม!
“แล้วถ้าผียอมจ่ายเงินล่ะ?”
“งั้นก็ต้องดูว่าผีพวกนั้นยอมจ่ายเท่าไร”
“บนโลกนี้มีผีจริงๆ เหรอ?”
“ต่อให้มีจริงๆ พวกนายก็มองไม่เห็นหรอก คิดซะว่าไม่มีก็แล้วกัน!”
……..................................
ไป๋อวิ๋นเฟยยืนอยู่ชั้นบน หล่อนมองไปยังทิศทางที่เย่ฝานอยู่
“อวิ๋นเฟย หลานกำลังดูอะไรอยู่?” เซี่ยวฉือเดินเข้ามาถาม
“เย่ฝานเป็ที่ชื่นชอบของใครต่อใครจริงๆ เลยนะคะ!” ไป๋อวิ๋นเฟยกล่าว
เย่ฝานถูกรายล้อมไปด้วยกลุ่มทายาทรุ่นที่สองของตระกูลเศรษฐีใหญ่ พวกเขาพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน คนในกลุ่มของไช่เจิ้นจวิ้นแม้จะมีชื่อเสียงไม่ค่อยดีนัก แต่คนเหล่านี้เมื่อรวมตัวกัน ก็สามารถสร้างพลังอำนาจที่ใหญ่ได้เช่นกัน
เซี่ยวฉือหัวเราะ แล้วเอ่ยว่า “เ้าหมอนั่นเป็ที่ชื่นชอบจริงๆ นั่นแหละ”
ตาเฒ่าสื่อเว่ยถามเขาเกือบทุกวันว่าเย่ฝานไปไหน หยางเฟยก็เลื่อมใสเย่ฝานอยู่ไม่น้อย เย่ฝานปากเสียขนาดนั้น แต่ก็ยังมีคนชอบเขา
ซ่งฉีิมองดูเย่ฝาน ในดวงตาสาดประกายเคียดแค้นรุนแรง หลังจากข่าวการตายของซ่งผิ่นหยวนแพร่กระจายออกไป ทำให้ระยะนี้อุตสาหกรรมการผลิตของบ้านตระกูลซ่งถูกโจมตีจากบุคคลลึกลับ
คุณปู่สงสัยว่าการตายของซ่งผิ่นหยวนเกี่ยวข้องกับคุณพ่อ ท่าทีที่คุณปู่มีต่อคุณพ่อจึงเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด
ต้นไม้ใหญ่ล้มวานรย่อมกระจัดกระจายไร้ที่อยู่ เมื่อกำแพงกำลังจะทลายผู้คนต่างดันให้ล้มลง[1] บ้านตระกูลซ่งถึงแม้ว่าภายนอกจะดูเหมือนเจริญรุ่งเรือง แต่ภายในกลับโดนมรสุมถาโถมอย่างหนัก ทำให้่นี้เพื่อนสนิทมิตรสหายของเขาเริ่มตีตัวออกห่างไปไม่น้อย
เมื่อนึกถึงผลพวงของเื่นี้ทั้งหมด มีความเป็ไปได้สูงมากที่จะเกิดขึ้นจากน้ำมือของเย่ฝาน ซ่งฉีิจึงเคียดแค้นเย่ฝานมากจนแทบอาเจียน
“ซ่งฉีิมางานนี้ด้วยเหรอเนี่ย!” เซี่ยวฉือพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ไป๋อวิ๋นเฟยหรี่ตาลง แล้วพูดว่า “่นี้บ้านตระกูลซ่งสถานการณ์ไม่สู้ดีนัก ซ่งฉีิคงอยากจะมาหาพันธมิตรน่ะค่ะ” เบื้องบนไม่พอใจบ้านตระกูลซ่งเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว แต่ที่ไม่ลงมือจัดการเป็เพราะว่าเกรงกลัวซ่งผิ่นหยวน ตอนนี้ในเมื่อซ่งผิ่นหยวนตายไปแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องเกรงกลัวอีก
หลายปีมานี้คนบ้านตระกูลซ่งแอบอ้างคนของเบื้องบน ก่อเื่ด้วยความกำเริบเสิบสาน ล่วงเกินผู้คนไปไม่น้อย ในเวลานี้คงถึงเวลาของการแก้แค้นแล้ว
ซ่งผิ่นเซิงเข่นฆ่าคนมากมายเพื่อเอาใจซ่งผิ่นหยวน ในจำนวนศพที่ถูกพบในคฤหาสน์ย่านชานเมือง ว่ากันว่าหนึ่งในนั้นเป็หลานสาวของศาสตราจารย์าุโชื่อดัง หญิงสาวคนนั้นโดนลักพาตัวไปเมื่อหลายปีก่อน พอข่าวที่เธอถูกสังหารรู้ถึงศาสตราจารย์ผู้นั้น เขาก็รับไม่ได้จนหมดสติไป เื่นี้จึงกลายเป็เื่ใหญ่โตขึ้นมา
….....................................
“คุณชายเย่ ไม่เจอกันนาน คุณดูเจริญอาหารมากเลยนะ!” เย่ฝานกำลังคีบกุ้งตัวใหญ่กองไว้ในจาน เจียงสูหย่าจึงเดินเข้ามาทักทาย
เย่ฝานหัวเราะแล้วกล่าวว่า “ก็พอได้นะ กุ้งนี่รสชาติไม่เลวเลยล่ะ คุณหนูเจียงจะรับสักตัวสองตัวไหม”
เจียงสูหย่าส่ายหัวเบาๆ แล้วตอบว่า “ไม่ล่ะ! ฉันไม่หิว!”
เย่ฝานพูดด้วยความรู้สึกเสียดาย “น่าเสียดายจริงๆ เพราะมันอร่อยมากๆ เลยนะ”
“เมื่อครู่ฉันเห็นคุณชายเย่กำลังจะจอดรถ”
เย่ฝานกะพริบตาพลางแทะขาปู เขาตอบกลับไปว่า “ผมหาที่จอดรถไม่ได้ ยังดีที่อวิ๋นซีเข้ามาช่วย ไม่อย่างนั้นผมก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน!”
“คุณชายเย่ไม่รู้ว่าต้องทำยังไงจริงๆ น่ะเหรอ? คุณมีความสามารถเหนือชั้นกว่าใคร ถึงไม่มีคุณชายไป๋ ยังไงก็สามารถหาที่จอดรถได้อยู่ดี” เจียงสูหย่าเอ่ย
เย่ฝานพยักหน้าแล้วตอบว่า “มันก็จริงอย่างที่คุณพูด ผมเป็ใครกัน? จะหมดปัญญาแก้ไขปัญหาได้ยังไง?”
“ได้ยินว่า่ที่ฉันถูกผีสิง ก็ได้คุณชายเย่ช่วยเหลือไว้นี่!” เจียงสูหย่าเอ่ย
เย่ฝานขมวดคิ้ว คำพูดของเจียงสูหย่าเหมือนไม่ได้พูดด้วยความซาบซึ้ง แต่พูดราวกับกำลังไต่สวนความผิดมากกว่า
เย่ฝานกะพริบตาปริบๆ แล้วกล่าวว่า “คุณหนูเจียงกำลังพูดอะไร คุณถูกผีสิงเมื่อไรกัน?”
เจียงสูหย่ามองเย่ฝาน พร้อมพูด “ฉันถูกผีสิงเมื่อไร คุณชายเย่ผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลมไม่รู้เื่นี้จริงๆ น่ะเหรอ?”
“ถึงแม้ผมจะฉลาดหลักแหลม แต่ใช่ว่าจะต้องรู้ทุกเื่นี่” เย่ฝานกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
เจียงสูหย่า “…”
……...............................
เย่เจ๋อฮั่นดูเย่ฝาน ในใจเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา
เจียงสูหย่าได้ชื่อว่าเป็สตรีผู้งดงามที่สุดในเมืองหลวง มีบุรุษชื่นชมนับไม่ถ้วน พอเย่เจ๋อฮั่นได้ยินว่าเจียงสูหย่าเข้าไปพูดคุยกับเย่ฝาน ทำให้เขาได้รับความสนใจจากผู้คนไม่น้อยและเย่เจ๋อฮั่นก็เป็หนึ่งในนั้น
คนที่เจียงสูหย่าให้ความสนใจเข้าไปพูดคุยนั้นมีอยู่ไม่มาก พอเย่ฝานเริ่มสนทนากับเจียงสูหย่าไม่กี่ประโยค ก็ทำให้ผู้คนไม่น้อยเอ่ยถึงด้วยความริษยาว่าเย่ฝานช่างมีโชคเื่ผู้หญิงจริงๆ
เจียงสูหย่าพูดคุยกับเย่ฝานไม่นานก็เดินจากไป
“คุณชายเย่ นายนี่เก่งมากเลยนะ! ปกติแล้วคุณหนูเจียงมักพูดจาและปฏิบัติต่อใครอย่างไม่ไว้หน้า แต่เธอกลับให้ความสนใจนายเป็พิเศษ” เฉินเข่อหลันเดินเข้าไปใกล้เย่ฝานแล้วพูดอย่างเ็า
“ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้ ฉันได้ยินว่างานเลี้ยงวันนี้เชิญแต่คนมีเงิน เธอเป็แค่ตำรวจคนหนึ่ง ทำไมถึงเดินเข้ามาในงานนี้ได้? ฉันรู้แล้วเธอกินเงินใต้โต๊ะใช่ไหม!”
เฉินเข่อหลันตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์ “นายสิที่กินเงินใต้โต๊ะ”
เย่ฝานยักไหล่พลางกล่าว “ฉันกินแต่เงินคนรวย ไม่กินเงินใต้โต๊ะหรอก”
เฉินเข่อหลัน “…”
“่นี้ชีวิตดีไม่เลวเลยนี่!” เฉินเข่อหลันกล่าว
“ก็พอถูไถไปได้ แล้วเธอล่ะเป็ยังไงบ้าง! ความจริงฉันว่านะ! คนไม่มีวิสัยทัศน์อย่างเธอ อยู่บ้านเฉยๆ ใช้ชีวิตไปวันๆ ก็พอแล้ว! จะออกมาปรากฏตัวในวงสังคมทำไม เธอไร้ความสามารถแถมยังแยกแยะถูกผิดไม่ได้ โผล่หน้าออกมาข้างนอกก็มีแต่จะเสียชื่อวงศ์ตระกูลเปล่าๆ”
ย้อนคิดไปถึงตอนที่เขาเป็ทายาทรุ่นที่สองของสำนักผู้ฝึกตน เขารู้ดีว่าตนเองมีความสามารถไม่มากพอ จึงเชื่อฟังผู้ใหญ่ในสำนัก เก็บตัวไม่ออกไปไหน หากไม่ใช่เป็เพราะจะออกไปถอนหมั้น ก็คงไม่ออกไปนอกสำนัก ผลสุดท้ายพอออกไปก็โชคร้ายต้องมาตายอย่างไม่รู้เื่รู้ราว!
“คุณชายเย่ นายพูดอะไรออกมา!” เฉินเข่อหลันกัดฟันถาม
“ฉันบอกว่าคนเราควรรู้จักประมาณความสามารถของตน!” รู้ว่าตนเองไร้ความสามารถก็อย่าเที่ยวเพ่นพ่านไปทั่ว ไม่อย่างนั้นจะเหมือนกับเขาในชาติก่อนซึ่งได้รับบทเรียนที่เปื้อนเื!
เฉินเข่อหลันตอบกลับด้วยความโกรธแค้น “ขอบคุณคุณชายเย่ที่เป็ห่วง!”
เย่ฝานโบกมือขณะกล่าว “ไม่ต้องเกรงใจ ฉันจะบอกเธอให้นะ! เธอเป็ตำรวจ จับโจรเข้าคุกอยู่ทุกวัน ระวังอย่ากินเงินใต้โต๊ะจนตัวเองต้องเข้าไปอยู่ในคุกแทนล่ะ!”
“คุณชายเย่ นายเป็ห่วงตัวเองดีกว่า ว่าจะเข้าไปนั่งอยู่ในคุกเมื่อไร”
“ฉันเป็คนปฏิบัติตามระเบียบสังคมและรักษากฎหมาย” เย่ฝานพูดอย่างจริงจัง
เฉินเข่อหลันโต้เถียงกับเย่ฝานอีกไม่กี่ประโยคก็ถูกทำให้โมโหจนเดินจากไป
……....................................
ไป๋อวิ๋นซีเดินเข้าไปหยุดอยู่ข้างกายเย่ฝาน แล้วพูดว่า “นายมีมนุษยสัมพันธ์ไม่เลวเลยนี่!”
เย่ฝานพยักหน้าแล้วพูดว่า “นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว ฉันหล่อขนาดนี้ ความสามารถก็เป็เลิศ มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีมันเป็เื่สมควรอยู่แล้ว! แต่น่าเสียดายฉันเป็คนไม่โอ้อวดตัวเอง ไม่อย่างนั้นตำแหน่งสิบหนุ่มโสดเนื้อทองก็น่าจะมีชื่อฉันติดโผอยู่ด้วย!”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
ในเมืองหลวงพอเกิดข่าวขึ้นเพียงเล็กน้อย ก็จะแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ชื่อเสียงของเย่ฝานเป็ที่รู้จักของคนจำนวนมาก ดังนั้นในงานจึงมีผู้คนเข้ามาพูดคุยผูกสัมพันธ์กับเย่ฝานไม่น้อย
เย่เจ๋อฮั่นเห็นมีคนเข้าหาเย่ฝานอย่างต่อเนื่อง เขาลังเลอยู่นาน แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้เข้าไปทักทายเย่ฝาน
.............................................................................................
ณ โรงแรมหวงเฉา
“พี่ใหญ่กลับมาแล้วเหรอคะ สถานการณ์เป็ยังไงบ้าง?” เย่หลิงเอ่ยถาม
เย่เจ๋อฮั่นส่ายหน้า แล้วพูดว่า “ไม่ได้เข้าไปพูดคุยเลย”
ในงานมีบุคคลสำคัญของเมืองหลวงมากมาย นับอะไรกับคนที่มาจากเมืองชางอย่างเขา อยู่ที่นี่เขาไม่เพียงแต่เป็บุคคลเล็กๆ ที่ไร้ซึ่งชื่อเสียง แต่ยังเป็คนที่พวกนั้นมองไม่เห็นหัวอีกด้วย เหล่านักธุรกิจในเมืองหลวงต่างก็เป็พวกหยิ่งในศักดิ์ศรี ดังนั้นจึงแสดงท่าทีดูถูกเขาออกมา
“ฉันเจอเย่ฝานในงานด้วย” เย่เจ๋อฮั่นกล่าว
เย่หลิงเม้มปาก แล้วพูดว่า “เขาก็ได้รับเชิญเหรอคะ?”
“อืม คนบ้านตระกูลไป๋ดูท่าทางจะสนิทสนมกับเขามาก” เย่ฝานปรากฏตัวในงาน เขาเป็ที่สะดุดตามาก คนบ้านตระกูลไป๋ต่างสรรเสริญในตัวเย่ฝาน คุณหนูเจียงสูหย่าก็ให้ความสนใจพูดคุยกับเขาเป็พิเศษ
“พี่ใหญ่ พี่ไม่ได้เข้าไปทักทายเขาเหรอคะ!”
เย่เจ๋อฮั่นส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ไม่ได้เข้าไป”
ตอนที่เย่ฝานอยู่ในบ้านตระกูลเย่ เขาเป็เหมือนเต่าหดหัว เมื่อใดที่ถูกรังแกเขาก็เลือกอดกลั้นไว้ เย่เจ๋อฮั่นดูแคลนเย่ฝานมาตลอด พอเขาต้องขอความช่วยเหลือหรือต้องพึ่งพาบารมีของเย่ฝาน เขาจึงอึดอัดเป็อย่างมาก
เย่เจ๋อฮั่นกังวลว่า หากตนเข้าไปใกล้ชิดกับเย่ฝาน ก็อาจถูกเย่ฝานทำให้เสียหน้าท่ามกลางฝูงชน นั่นคงทำให้เขารู้สึกอัปยศเป็อย่างมาก
“เย่ฝาน เขาทำยังไงถึงพลิกชะตาชีวิตของตนเองได้อย่างนี้!” เย่หลิงพูดด้วยความไม่เข้าใจ
……………………………………….
เย่เจ๋อฮั่นขมวดคิ้วแล้วคิดว่าคำถามนี้ เขาก็เคยคิดอยู่เหมือนกัน เ้าหมอนั่นตอนที่อยู่ในบ้านตระกูลเย่ก็เป็คนขี้ขลาด แต่ทำไมหลังจากโดนขับไล่ออกจากบ้านจึงเจริญรุ่งเรืองขึ้นแบบนี้!
…………………………………………………………………………………………………………..
[1] ต้นไม้ใหญ่ล้มวานรย่อมกระจัดกระจายไร้ที่อยู่ เมื่อกำแพงกำลังจะทลายผู้คนต่างดันให้ล้มลง เป็สุภาษิตจีน อุปมาว่าหนึ่งครอบครัวหากขาดเสาหลักคนในบ้านย่อมลำบากไร้ที่พึ่ง เมื่อสูญเสียอำนาจย่อมมีคนฉวยโอกาสโจมตี
