จวินเชียนจี้ทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ได้ยินว่าวันนี้เ้ากับท่านชายหลิวไปศาลต้าหลี่มา”
เฟิ่งสือจิ่นตอบตามความจริง “ใช่แล้วอาจารย์”
“พวกเ้าไปทำอะไรที่นั่น?”
เฟิ่งสือจิ่นพูดด้วยท่าทางผ่อนคลาย “ไปขอให้องค์ชายสองช่วยอำนวยความสะดวกอนุญาตให้ข้าเข้าไปพูดคุยกับนักโทษพวกนั้นเสียหน่อย”
“ไปพูดคุยเื่อะไร?”
“ถามพวกเขาว่ามีผู้บงการให้พวกเขาลักพาตัวหลิวอวิ๋นชูหรือไม่ และผลก็คือมี” เฟิ่งสือจิ่นพูด “วันนั้น อาจารย์เข้าวังได้ไม่นานอี๋ซวงก็นำข่าวมาบอกข้าที่จวน นางเตือนให้ข้าระวังองค์หญิงเจ็ดกับเฟิ่งสือจาวให้ดีบอกว่าพวกนางกำลังวางแผนจะทำร้ายหลิวอวิ๋นชูอยู่ และผลก็คือ ในคืนนั้นหลิวอวิ๋นชูหายตัวไป”
“แล้วอย่างไร?” จวินเชียนจี้ถามด้วยเสียงราบเรียบ“หากยังสืบเื่นี้ต่อไปจะเป็ผลเสียต่อเ้า”
เฟิ่งสือจิ่นส่ายหน้า “อาจารย์ วางใจเถอะ ศิษย์ไม่ได้โง่ขนาดนั้นเสียหน่อยศิษย์แค่อยากไปยืนยันกับพวกเขาอีกครั้ง ว่าเื่นี้เป็ฝีมือของพวกนางจริงหรือไม่ก็เท่านั้นข้าไม่สืบสาวต่อไปหรอก”
“ท่านชายหลิวรู้เื่นี้หรือไม่?”
“ไม่รู้เื่นี้จะเป็ผลดีต่อเขามากกว่า”
หลังอาหาร เฟิ่งสือจิ่นอุ้มเ้าสามมัดไปรับลมเย็นในสวนนางเป็คนซุกซนมาั้แ่เด็ก แถมยังชอบปีนขึ้นไปนั่งบนต้นไหวอีกต่างหาก บนนั้น ห้วงอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไหวมันทำให้นางรู้สึกเหมือนได้กลับไปที่เขาจื่อหยางอีกครั้งน่าเสียดายที่เ้าสามมัดไม่ชอบปีนต้นไม้ ไม่ทันไรก็ะโหนีไปเสียแล้วเฟิ่งสือจิ่นไม่ระวัง จึงปล่อยให้เ้าสามมัดหนีไปได้ เมื่อสี่เท้าแตะลงบนพื้นเ้ากระต่ายน้อยก็หันหลังให้เฟิ่งสือจิ่น คล้ายกำลังบอกว่า ‘แน่จริงก็จับข้าให้ได้สิ’ เช่นนั้นซึ่งเฟิ่งสือจิ่นก็ะโลงมาจากต้นไม้เพื่อจับมันจริงๆ เ้าสามมัดว่องไวเหลือเกินเพียงแวบเดียวก็หายไปเสียแล้ว เมื่อเฟิ่งสือจิ่นยืดตัวตรงอีกครั้งกลับพบว่าร่างสูงโปร่งของใครบางคนยืนอยู่เบื้องหน้าั้แ่เมื่อใดก็ไม่ทราบคิดไม่ถึงว่าจวินเชียนจี้จะกลับมาอีก
“กำลังหาอะไรหรือ?” จวินเชียนจี้ถาม
เฟิ่งสือจิ่นตอบ “ข้ากำลังหาเ้าสามมัดอยู่ อาจารย์ ท่านเห็นหรือไม่ว่ามันวิ่งหนีไปทางไหน?”
จวินเชียนจี้พูดด้วยสีหน้าจริงจัง“กองทัพที่ชายแดนเขตเหนือของแคว้นจิ้นเอาชนะแคว้นเป่ยหรงมาได้อย่างขาดลอยได้ยินว่า ขบวนราชทูตของแคว้นเป่ยหรงเดินทางมาขอสงบศึกในแคว้นจิ้นแล้วหากเดาไม่ผิด พวกเขาต้องขอวิวาห์เพื่อสานสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้นแน่”
เฟิ่งสือจิ่นชะงักนิ่งลง นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดจวินเชียนจี้ถึงบอกเื่ทางราชการกับนางเช่นนี้แต่ที่นี่มีแค่พวกเขาสองคนเท่านั้น นางจึงพูดขึ้น “แต่เท่าที่รู้องค์หญิงแห่งแคว้นจิ้น หากไม่แต่งงานก็ยังไม่ถึงวัยปักปิ่นเลยด้วยซ้ำคนที่มีอายุเหมาะสม ก็คงจะมีแค่...” พูดจบนางก็ชะงักอึ้ง “มีแค่องค์หญิงเจ็ด ซูเหลียนหรูเท่านั้นนางจะถูกส่งไปแต่งงานเพื่อสานสัมพันธ์งั้นหรือ?” เฟิ่งสือจิ่นมีสีหน้าตกตะลึง
จวินเชียนจี้ไม่พูดให้มากความ เขาเพียงเอ่ยขึ้นสั้นๆ ด้วยสีหน้าราบเรียบ “หากให้นางไปแต่งงานเพื่อสานสัมพันธ์เฉยๆก็สบายเกินไปน่ะสิ นางต้องปฏิเสธแน่”
เฟิ่งสือจิ่นขมวดคิ้วมุ่น “ชาวเป่ยหรงมีร่างกายสูงใหญ่บึกบึนแถมยังมีขนที่หน้าอกอีก ไม่ใช่คนประเภทที่ซูเหลียนหรูชอบอย่างแน่นอนทุกคนในวิทยาลัยหลวงต่างก็รู้ดีว่านางชอบคนที่สง่างาม เ้าเสน่ห์ หล่อเหลา และมากความสามารถต่างหากว่าแต่ ทำไมจู่ๆ อาจารย์ก็พูดเื่นี้ล่ะ?”
จวินเชียนจี้ยื่นผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งมาให้ เฟิ่งสือจิ่นรับผ้ามาดูพบว่าผ้าผืนนี้ธรรมดาเหลือเกิน แต่ที่มุมด้านหนึ่งของผ้าปักรูปดอกกล้วยไม้เอาไว้อย่างประณีตงดงามดูคล้ายของของสตรี เมื่อลองมองอย่างละเอียด นางพบว่าดอกกล้วยไม้บนผ้านอกจากจะประณีตงดงามและมีทักษะในการปักเย็บที่ไม่ธรรมดาแล้วยังดูมีชีวิตชีวาราวกับของจริง ดูก็รู้ว่านี่ไม่ใช่สิ่งของของชาวบ้านทั่วไปแน่
เฟิ่งสือจิ่นถาม “อาจารย์ ทำไมท่านถึงมีของแบบนี้ได้?”
หรือเป็ของแทนใจจากสตรีคนใด?
จวินเชียนจี้ปรายตามองนางแวบหนึ่งเพียงแวบเดียวก็มองความคิดของนางออกอย่างทะลุปรุโปร่งแล้วเขาส่งสายตาที่สื่อความหมายว่า ‘เ้าคิดมากเกินไปแล้ว’ ไปให้นาง ก่อนจะพูดขึ้น “ในเมืองหลวงมีโรงดนตรีนามว่าโรงดนตรีหลานเยว่อยู่นักดนตรีคนหนึ่งในนั้นมีนามว่าหลานเยว่เขาอาจเป็คนประเภทที่องค์หญิงเจ็ดชื่นชอบก็ได้”
เฟิ่งสือจิ่นตกตะลึงไม่น้อย “อาจารย์ ความหมายของท่านคือ...”
จวินเชียนจี้พูด “ที่ผ่านมา ข้าพูดเพียงครึ่งเดียวเ้าก็เข้าใจแล้วข้าเชื่อว่าครั้งนี้ก็เหมือนกัน... เื่ที่ตั้งของโรงดนตรีหลานเยว่คงไม่ต้องให้ข้าบอกหรอก เ้าออกไปถามใครก็ได้ที่นอกจวน พวกเขาจะบอกเ้าเอง”
เฟิ่งสือจิ่นมองจวินเชียนจี้เดินจากไป นางพูดไล่หลัง“ศิษย์ไม่ค่อยเข้าใจว่าอาจารย์หมายความว่าอะไร ศิษย์ขอทำตามความคิดของตนเองได้หรือไม่?”
จวินเชียนจี้ตอบโดยไม่หันกลับไปมอง “เ้าคิดสิ่งใด สิ่งนั้นก็คือความหมายของข้าไปทำเถอะ ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น หากเกิดอะไรขึ้น ข้าจะรับผิดชอบเองมอบผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นให้หลานเยว่ เขารู้ดีว่าต้องทำอย่างไร”
เฟิ่งสือจิ่นพูด “เช่นนั้น ศิษย์ไม่เกรงใจแล้ว”
ในเวลาเที่ยงวัน ลานปะามีผู้คนรายล้อมอยู่มากมายเป็เวลานานมากแล้วที่ไม่มีนักโทษถูกนำตัวมาปะาที่นี่ผู้คนจึงแห่กันมาดูเช่นนี้
เฟิ่งสือจิ่นกับหลิวอวิ๋นชูก็เป็หนึ่งในนั้นพวกเขาถูกเบียดจนเหงื่อท่วมร่างไปหมด ตอนนี้ ทหารกำลังพาโจรโฉดสามคนวนรอบเมืองยังมาไม่ถึงลานปะาแต่อย่างใด
หลิวอวิ๋นชูเตรียมไข่กับเศษผักมาอย่างละหนึ่งตะกร้าเต็มๆเขายื่นตะกร้าเศษผักที่มีน้ำหนักเบาให้เฟิ่งสือจิ่น “อีกเดี๋ยวเ้าต้องโยนออกไปให้สุดแรงเลยนะ โอ๊ย คนเยอะจริงๆ ทำไมต้องแห่กันมาด้วยก็ไม่รู้ทั้งที่อากาศร้อนขนาดนี้แท้ๆ ก็แค่ปะานักโทษ น่าดูตรงไหน ไม่กลัวว่าจะนอนฝันร้ายกันหรือไง”
เฟิ่งสือจิ่นปรายตามองเขาแวบหนึ่งก่อนจะพูดอย่างขบขัน“เ้าเองก็มาเหมือนกันไม่ใช่หรือ”
หลิวอวิ๋นชูตอบ “ข้าจะไปเหมือนคนอื่นได้อย่างไร ข้าเป็ผู้เสียหายเชียวนะ”
สักพัก ใครบางคนก็จะโกนขึ้น “มาแล้วๆ!”
หลิวอวิ๋นชูชะเง้อคอมอง พบว่าสุดถนน กรงไม้สามกรงที่ขังนักโทษสามคนเอาไว้กำลังเคลื่อนมาทางนี้แล้วประชาชนที่มามุงดูแยกตัวออกไปสองข้างทาง เปิดทางให้รถนักโทษเคลื่อนผ่านไปคนจำนวนไม่น้อยเตรียมเศษผักมาอย่างครบมือไม่ต่างไปจากหลิวอวิ๋นชู แต่ไข่มีราคาแพงคาดว่าคงจะมีเพียงเศรษฐีอย่างหลิวอวิ๋นชูเท่านั้นที่กล้าซื้อมาโยนเช่นนี้
เมื่อกรงไม้เคลื่อนเข้ามาใกล้ เศษผักจำนวนมากก็ถูกโยนขึ้นไปในอากาศและร่วงลงบนร่างของนักโทษทั้งสามคนอย่างพร้อมเพรียง ใครคนหนึ่งะโขึ้น“เ้าคนชั่วช้าสารเลว ไปตายเสียเถิด!”
หลิวอวิ๋นชูโยนไข่ไปที่หัวของนักโทษทั้งหลายอย่างไม่เกรงใจช่างสะใจอะไรเช่นนี้
นักโทษทั้งสามถูกล่ามโซ่ และนำตัวออกมาจากกรงขังเพื่อไปยังแท่นปะาผู้พิพากษาอ่านความผิดต่างๆ ที่คนทั้งสามเคยทำท่ามกลางแดดจ้ายามเที่ยงวันจากนั้นก็โยนตราคำสั่งลงมา และสั่งปะาในยามที่แดดร้อนแรงมากที่สุด
ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมาย เพชฌฆาตสามคนยกดาบขนาดใหญ่ที่ถูกลับจนคมกริบขึ้นสูงและวางมันเอาไว้เหนือเอวของนักโทษทั้งสามคนที่กำลังหวาดกลัวจนตัวสั่น เมื่อเพชฌฆาตร้องคำรามเสียงดังดาบหนักๆ ก็ร่วงลงมาอย่างทรงพลัง
พรืด... เืสดสาดกระเด็นไปทั่วลานปะา
ประชาชนส่วนมากไม่กล้ามองภาพที่โหดร้ายเช่นนี้ บ้างก็ปิดตา บ้างก็หันหน้าไปอีกทาง
หลิวอวิ๋นชูไม่ได้ใจกล้า ย่อมไม่กล้ามองภาพเหตุการณ์ั้แ่ต้นจนจบอยู่แล้ววินาทีที่ดาบเหวี่ยงลงมา เขาก็หันหน้าไปอีกทางและหลับตาปี๋ไม่ต่างไปจากคนอื่นๆแถมยังเอนมาซบที่ไหล่ของเฟิ่งสือจิ่นอีกด้วย
เฟิ่งสือจิ่นตบไหล่ของเขาเบาๆ อย่างปลอบประโลมกลิ่นคาวเืลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ นางหันไปบอกหลิวอวิ๋นชูด้วยเสียงราบเรียบ“ข้าบอกให้เ้าไม่ต้องมา เ้าก็ไม่เชื่อ ดึงดันจะมาให้ได้ ตอนนี้ก็ไม่กล้าดูอีกภาพบนลานปะาช่างน่าตื่นตาตื่นใจเสียจริง เมื่อดาบเหวี่ยงลงที่เอวของคนพวกนั้นพวกเขาก็ถูกหั่นเป็สองท่อน ตายตาไม่หลับเลยละ แถมไส้ก็ไหลออกมากองเต็มพื้นเลย”
สิ่งที่นางพูดเป็ความจริง นางพูดทั้งหมดแบบผ่านๆ ด้วยเสียงราบเรียบไม่ได้พูดเกินจริงเลยสักนิด
เพียงได้กลิ่นคาวเื หลิวอวิ๋นชูก็แทบจะทนไม่ไหวแล้วเขาปิดปากคล้ายกำลังจะอาเจียน “หยุดพูดได้แล้ว...”
