เย่ฝานดับธูปรวมิญญาแล้วแอบเข้าไปในโรงแรม เขาได้เจอกับฟ่านเฉิงและหวงเยว่
“นะ… นาย นายเข้ามาได้ยังไง” ฟ่านเฉิงมองเย่ฝาน ในใจพลันรู้สึกหวาดผวา
“อยากเข้ามานัก ก็มาเลย” เย่ฝานพูดขณะยืนอยู่ริมหน้าต่าง
เย่ฝานยืนอยู่บนวงกบหน้าต่าง ร่างของเขาที่ลอยอยู่ดูราวกับปีศาจร้าย
“นายจะทำอะไร?”
เย่ฝานยกมุมปากขึ้น แล้วพูดว่า “นายฉลาดดีนี่ที่คิดจะทำร้ายเมียของฉัน แต่รู้อะไรมั้ย… คนฉลาดมักตายเร็ว”
กลุ่มควันสีดำออกมาจากตัวเย่ฝาน แล้วพุ่งจู่โจมทั้งสองอย่างไม่ทันตั้งตัว
ฟ่านเฉิงและหวงเยว่ที่โดนควันสีดำโอบล้อมร่างกายต่างส่งเสียงร้องด้วยความเ็ป เพียงชั่วพริบตาทั้งสองคนก็มีเืออกทางทวารทั้งเจ็ดจนหมดลมหายใจในที่สุด
ิญญาใหม่ทั้งสองตนถูกเย่ฝานจับไว้ด้วยมือ เย่ฝานดูความทรงจำของทั้งสองอย่างรวดเร็วก่อนกักิญญาทั้งสองในธงดูดิญญา
เมื่อจัดการกับคนทั้งสองแล้ว เย่ฝานก็ไปร้านขายเป็ดย่างเพื่อซื้อเป็ดย่างก่อนกลับคฤหาสน์
ในคฤหาสน์ ไช่ไซว้พูดด้วยน้ำเสียงตึงเครียด “คุณชายไป๋ คุณรู้สึกไหมว่าห้องนี้มันดูมืดๆ เย็นๆ”
ไป๋อวิ๋นซีมองไช่ไซว้แวบหนึ่งแล้วเอ่ยว่า “เดิมทีคฤหาสน์หลังนี้เป็บ้านผีสิง ที่มันจะมีความรู้สึกมืดๆ เย็นๆ ก็ไม่แปลกนัก”
ไช่ไซว้มองออกไปนอกหน้าต่าง เขาเห็นร่างคนคนหนึ่งแต่งกายด้วยชุดแปลกๆ มองเข้ามาในบ้านผ่านกระจก
ไช่ไซว้ใจนเกือบจะล้มลงกับพื้น เมื่อเขาเห็นคนที่อยู่นอกหน้าต่าง ใบหน้าของเขาเหมือนกับโดนรถบดดินบดก็ไม่ปาน ดูไปแล้วน่าหวาดผวามาก
“คุณชายไป๋ มีผี!” ไช่ไซว้พูดเสียงสั่น
ไป๋อวิ๋นซีมองไช่ไซว้แล้วพูดเสียงเรียบ “มีผีก็มีผีสิ วันนี้เป็วันจงหยวน มีผีก็ไม่ใช่เื่แปลกอะไร”
ในใจของไป๋อวิ๋นซีก็รู้สึกลนลานอยู่ไม่เบา เขาตำหนิเย่ฝานในใจที่ออกจากบ้านไปแล้วไม่กลับมาสักที แต่เขายังต้องแกล้งทำเป็สงบนิ่ง
ไป๋อวิ๋นซีพบว่ามีผีมากมายวนเวียนอยู่บริเวณประตูทางเข้าคฤหาสน์ พวกผีอยากจะเข้ามาในคฤหาสน์ แต่โชคดีที่ถูกค่ายกลที่เย่ฝานสร้างขึ้นขวางเอาไว้
ไช่ไซว้เห็นท่าทางของไป๋อวิ๋นซีที่ยังสุขุมเยือกเย็น ในใจก็รู้สึกนับถือในตัวไป๋อวิ๋นซีเป็อย่างมาก คุณชายสามก็คือคุณชายสาม ความตั้งมั่นในสมาธิแบบนี้ ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะทำได้ง่ายๆ
“คุณชายไป๋ ภูตผีที่อยู่รอบคฤหาสน์นี้ เหมือนจะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะครับ”
ไป๋อวิ๋นซีกัดริมฝีปากของตน เขาด่าเย่ฝานในใจไปชุดใหญ่ว่า อยากจะประหยัดเงินก็ไม่ควรประหยัดเงินด้วยวิธีนี้ อาศัยในบ้านผีสิง ถูกโอบล้อมด้วยภูตผีทั้งวันทั้งคืนแบบนี้ เย่ฝานไม่กลัวว่าตอนกลางคืนจะไม่ได้หลับหรือไงนะ
“ตอนนี้ฟ้าก็มืดแล้ว และวันนี้ยังตรงกับเทศกาลจงหยวนอีก นานๆ ทีพวกผีจะได้ออกมาเที่ยว อาจจะเห็นผีมากหน่อยก็ถือว่าเป็เื่ปกติ รอให้ถึงพรุ่งนี้เช้าก็จะดีเอง” ไป๋อวิ๋นซีกล่าว
ไช่ไซว้ดูไป๋อวิ๋นซีที่มีท่าทางสุขุมเยือกเย็น เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าตนเองช่างไม่เอาไหนเสียเลย
ไป๋อวิ๋นซีหลับตาลง เขาไม่แน่ใจว่าตนด่าเย่ฝานในใจไปกี่ครั้งแล้ว
“พวกแกมาทำอะไรกันเนี่ย คฤหาสน์หลังนี้เสียเงินซื้อมาตั้งสามล้านหยวน มารวมตัวกันอยู่ที่นี่ทำไม? ไปซะ อยากอยู่ที่นี่ฟรีๆ หรือไง!” พอเย่ฝานโบกธงดูดิญญา เหล่าภูตผีต่างกระจัดกระจายไปเหมือนผึ้งแตกรัง
ไป๋อวิ๋นซีเห็นว่าเย่ฝานกลับมาแล้ว เขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“นายไปไหนมา?” ไป๋อวิ๋นซีถามอีกฝ่าย
“ก่อนหน้านี้มีรถสองคันสะกดรอยตามพวกเรามาใช่ไหม? ฉันก็เลยส่งผีไปหลอกพวกมัน แต่เพราะสองคนนั้นสติดีมาก ก็เลยไม่ได้ใกลัวจนถึงแก่ชีวิต เมื่อกี้ฉันเลยไปหาพวกมัน และถามจนได้ความมาแล้วล่ะ” เย่ฝานตอบ
ไป๋อวิ๋นซี “…”
“ถามได้ความว่ายังไงบ้าง?” ไป๋อวิ๋นซีถามต่อ
“พวกมันทั้งสองคนก็ไม่ได้รู้เื่อะไรมากนัก ฉันได้ยินว่าภารกิจของพวกมันครั้งนี้เป็ภารกิจเล็กๆ ระดับบี แต่พอมีฉันโผล่ออกมาความยากของภารกิจนี้จึงเพิ่มขึ้นเป็ระดับเอส”
“สองคนนั้นเป็แค่นักฆ่าป้ายสีเงิน คิดว่าลำพังความสามารถของพวกมัน คงไม่อาจสู้กับยอดฝีมืออย่างฉันได้ พวกมันเลยวางแผนจะใช้กลยุทธ์ล้อมเว่ยช่วยจ้าว[1] เพื่อทำให้ฉันห่วงหน้าพะวงหลัง ฉันก็เลยกำจัดพวกมันทั้งสองคนไปแล้ว ไม่อยากจะบอกว่าเ้าสองคนนั้นถือว่าฉลาดที่คิดแผนอย่างนั้นได้ แต่ฝีมือไม่ได้เื่เอาซะเลย”
“ฉันต้องรีบคลี่คลายปัญหานี้ หากปล่อยไว้ละก็ นี่อาจทำให้เกิดปัญหาในอนาคตได้”
ไช่ไซว้ขมวดคิ้วพลางคิดในใจ ไช่เจิ้นจวิ้นเคยพูดว่าเย่ฝานเป็คนรักภรรยามาก ครั้งนี้เป็เพราะต้องช่วยเขา ทำให้ไป๋อวิ๋นซีเกือบจะถูกคุกคามความปลอดภัย ไม่แน่ว่าเย่ฝานอาจจะวางมือและไม่ยุ่งกับเื่นี้อีกต่อไป
ไช่ไซว้เคยทราบมาว่า ก่อนหน้านี้เย่ฝานทำงานให้ตระกูลเจียงได้เงินมาห้าร้อยล้านหยวน จะว่าไปแล้วเย่ฝานก็ไม่ได้ขัดสนเงินทองเลยแม้แต่น้อย ที่เขารับปากช่วยน่าจะเป็เพราะเห็นแก่น้องชายของเขา
“ตอนนี้ที่ยุ่งยากก็คือ องค์กรผู้มีความสามารถพิเศษของต่างชาติได้ร่วมมือกับตำหนักยมทูตแล้ว ที่จริงแล้วฉันไม่ได้กลัวนักฆ่าป้ายสีม่วงหรือป้ายสีทองของตำหนักยมทูตอะไรนั่นเลย แต่ตอนนี้ฉันไม่รู้ว่าที่ซ่องสุมของพวกมันอยู่ที่ไหน!” เย่ฝานพูดด้วยความกลัดกลุ้ม
ไป๋อวิ๋นซีขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “หลายปีมานี้ตำหนักยมทูตสังหารผู้คนไปไม่น้อย มีศัตรูคู่แค้นนับไม่ถ้วน ย่อมต้องมีการปกปิดที่ซ่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ใครล่วงรู้ถึงที่ซ่องสุมของพวกมัน”
“หากสามารถกำจัดคนขององค์กรผู้มีความสามารถพิเศษต่างชาติได้สำเร็จปัญหาทุกอย่างก็จะจบ! ได้ยินว่าทางนั้นเป็ผู้จ้างวาน หากผู้จ้างวานตายหมด ตำหนักยมทูตก็ไม่รู้จะไปรับค่าตอบแทนจากใคร พวกมันย่อมต้องวางมือไปในที่สุด” เย่ฝานกล่าว
ไช่ไซว้ “…” นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้ยินคนพูดว่าจะสังหารคนขององค์กรผู้มีความสามารถพิเศษต่างชาติให้หมด ตกลงเย่ฝานไม่กลัวเพราะเขาเป็ยอดฝีมือผู้กล้าหาญ หรือเป็เพราะยังไม่รู้ถึงความโเี้ของพวกมันกันแน่
“วิธีนี้ฉันคิดว่าอาจจะทำไม่ได้! เพราะต้องออกนอกประเทศ ออกนอกประเทศก็ต้องใช้หนังสือเดินทาง อีกอย่างฉันเป็คนจำทางไม่ค่อยเก่ง หากไปเจอสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย มันจะยุ่งยากขนาดไหน!”
ไช่ไซว้ “…” หรือที่บอกว่าจะยุ่งยากหมายถึงเื่หนังสือเดินทาง และเื่ไม่รู้จักเส้นทางอย่างนั้นเหรอ?
“คุณชายเย่ ฉันจะบอกสถานที่เก็บซ่อนศิลาปราณให้นายได้รู้” ไช่ไซว้กล่าว
เย่ฝานถามกลับด้วยความไม่เข้าใจ “เอ๋ คุณรีบบอกผมขนาดนี้ ไม่กลัวเหรอว่าถ้าผมได้ไปแล้ว ผมจะไม่ช่วยคุณต่อ?”
“เพื่อนของฉันที่อยู่ต่างประเทศถูกฆ่าตายไปแล้ว คนของตำหนักยมทูตก็เร่งกำจัดฉัน มีความเป็ไปได้ว่าพวกมันจะรู้ที่ซ่อนของศิลาปราณแล้ว” ไช่ไซว้กล่าว
เย่ฝานพยักหน้าแล้วพูดว่า “งั้นก็ดี คนลงมือก่อนย่อมได้เปรียบ คนลงมือทีหลังมักเสียเปรียบ”
“เย่ฝาน นายเคยบอกว่าจัดการกับผีในบ้านหลังนี้แล้วไม่ใช่เหรอ? ทำไมวันนี้ยังมีผีลอยไปมาอยู่ด้านนอกมากขนาดนี้?” ไป๋อวิ๋นซีอดถามไม่ได้
“เพราะวันนี้ตรงกับเทศกาลจงหยวน!” และเป็เพราะนายอยู่ที่นี่!
เย่ฝานจับข้อมือของไป๋อวิ๋นซีขึ้นมาดู แล้วพูดว่า “มีลูกประคำบางลูกที่ภายในเสียหายแล้ว กำไลนี้น่าจะใช้ไม่ได้แล้ว”
ไป๋อวิ๋นซีขมวดคิ้วแล้วเอ่ยว่า “งั้นเหรอ?”
ไป๋อวิ๋นซีก้มหน้าลงพลันคิดย้อนไปในอดีต ตอนที่เขายังเด็กมักจะเห็นผีอยู่บ่อยๆ แต่หลังจากได้พบกับเย่ฝานเขาก็ไม่เห็นผีอีกเลย นับไปแล้วตอนนี้ก็ห่างจากวันที่เขาจะอายุครบยี่สิบปีไม่มากแล้ว
เย่ฝานหยิบหยกขึ้นมาหนึ่งชิ้น แล้วบอกว่า “นายใช้สิ่งนี้คุ้มกันภัยไปก่อนนะ”
ไป๋อวิ๋นซีรับหยกมาไว้กับตัวแล้วพูดว่า “ได้”
.............................................
“พี่ใหญ่ ลูกพี่เย่ล่ะครับ?” ไช่เจิ้นจวิ้นเห็นไช่ไซว้กลับมาคนเดียว จึงอดสงสัยไม่ได้
“เย่ฝานมีธุระต้องไปจัดการสักพัก เลยให้ฉันมาอยู่แทน!” จางเซวียนตอบ
ไช่เจิ้นจวิ้นพยักหน้าแล้วเปล่งเสียง “อ่อ” ขึ้นมา เขารีบเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นต้องขอบคุณอาจารย์มากเลยนะครับ”
จางเซวียนโบกมือไปมาก่อนพูดว่า “ไม่ต้องขอบคุณหรอก เย่ฝานเขาให้ค่าตอบแทนที่มากพอกับฉันแล้ว”
จางเซวียนหยิบยันต์ปึกหนึ่งขึ้นมาแล้วเริ่มพิจารณา เย่ฝานได้มอบยันต์สิบกว่าชนิดให้แก่เขา มีทั้งยันต์คุ้มภัย ยันต์โจมตี คนของเขาหลงหู่ไม่ค่อยศึกษาวิจัยเื่ของยันต์มากเท่าไรนัก ยันต์จำนวนนี้มีมูลค่าไม่น้อยทีเดียว นานๆ ทีเย่ฝานจะขอความช่วยเหลือจากเขา แถมยังให้สิ่งของที่มีมูลค่ามากขนาดนี้ ทั้งหมดนี้ต้องยกความดีความชอบให้ไช่ไซว้
จางเซวียนมองไช่ไซว้ เขาหัวเราะแล้วพูดว่า “เชิญเย่ฝานมาช่วย ไม่รู้ว่าเป็ความโชคดีหรือความโชคร้ายของคุณกันแน่”
ไช่ไซว้ยิ้มเจื่อนๆ พลางคิดว่าเย่ฝานเป็คนที่มีความสามารถไม่เลว แต่นิสัยของเขาทำให้คนยากที่จะรับมือได้!
ไช่เจิ้นจวิ้นรีบตอบว่า “คุณชายเย่เขาเป็คนดี”
จางเซวียนหัวเราะแล้วพูดว่า “เวลาเขาอยู่ต่อหน้าไป๋อวิ๋นซี เขาจะทำตัวเป็คนดีที่หนึ่ง” แต่กับคนอื่นล่ะ! เขามักจะยึดเอาผลประโยชน์มาก่อนเสมอ”
“ผมได้ยินมาว่ามีนักรบพันธุกรรมพิเศษคนหนึ่งตายด้วยน้ำมือของเย่ฝาน ไอ้หมอนั่นตายยังไง!” จางเซวียนเอ่ยถาม
ไช่เจิ้นจวิ้นส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ผมก็ไม่รู้ชัดเจนนัก คุณชายแย่ะโลงไปหาชายในชุดดำ จากนั้นชายคนนั้นก็โดนฆ่าตายในเวลาไม่นาน” นักรบพันธุกรรมพิเศษของต่างชาตินั้นมีชื่อเสียงโด่งดังมาก แต่ตอนนี้เหมือนจะไม่คู่ควรกับชื่อเสียงนี้อีกต่อไป!
จางเซวียนพูดอย่างเสียดายว่า “เสียดายที่สถาบันวิทยาศาสตร์นำศพไปก่อนแล้ว ไม่งั้นอาจจะนำกลับไปวิจัยได้เหมือนกัน”
ไช่เจิ้นจวิ้น “…”
..................................................
เย่ฝานเดินเข้าไปในบริษัทประกันภัย เมื่อเขาเปิดตู้นิรภัยก็พบว่า ของที่อยู่ในตู้นิรภัยได้อันตรธานไปแล้ว
เนื่องจากเขาทำใจไว้บ้างแล้ว จึงไม่รู้สึกผิดหวังเท่าไรนัก
จากบริษัทประกันภัย เย่ฝานไปยังชุมชนแห่งหนึ่งเพื่อหาตู้ไปรษณีย์อัจฉริยะ เย่ฝานหยิบห่อพัสดุออกมาจากตู้
หลังจากไช่ไซว้รู้ว่าตนเองถูกจับตามอง เขาก็นำหินสี่ก้อนแบ่งเป็สองส่วน ส่วนละสองก้อน หินสองก้อนถูกเก็บไว้ในบริษัทประกันภัยอย่างเป็ความลับ ส่วนอีกสองก้อนถูกส่งไปทางไปรษณีย์ เป็เพราะส่งไปถึงแล้วแต่ไม่มีผู้รับ ของจึงถูกนำไปวางไว้ในตู้ไปรษณีย์อัจฉริยะ หินสองก้อนที่ไช่ไซว้อุตส่าห์เสียแรงวางแผนเพื่อนำมันฝากไว้ที่บริษัทประกันภัยได้ถูกคนชิงไป แต่หินอีกสองก้อนที่ฝากไว้ในตู้ไปรษณีย์อัจฉริยะกลับยังอยู่
เมื่อเย่ฝานได้ห่อพัสดุมาแล้ว เขาก็จากไป
เย่ฝานนั่งรถแท็กซี่เพื่อเดินทางไปยังย่านชานเมือง ไม่นานเขาก็ลงจากรถ
หลังจากเย่ฝานลงจากรถแท็กซี่ เขาก็ยืนรออยู่ที่เดิม
“เอาของวางไว้ซะ แล้วนายก็ไปได้แล้ว” แจ็คมองเย่ฝานด้วยสายตาเ็า ทว่ากลับพูดออกมาด้วยท่าทางของผู้มีความเมตตา
เย่ฝานกะพริบตามอง มีชายสามคนปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้า สองคนเป็ผู้ฝึกฝนวิทยายุทธ์โบราณ อีกหนึ่งคนเป็ชาวต่างชาติ ชาวต่างชาติคนนั้นมีลักษณะคล้ายนักรบพันธุกรรมพิเศษที่เย่ฝานเคยเจอ แต่ชาวต่างชาติอีกคนกลับมีพลังปราณแฝงอยู่ในร่างเข้มข้นกว่าคนก่อน
เย่ฝานมองชายสามคนที่อยู่เบื้องหน้า เขาหัวเราะแล้วพูดว่า “ในที่สุดพวกนายก็ตามฉันมาจนได้ ฉันยังกังวลว่าพวกนายจะไม่ตามมาซะอีก”
แจ็คถูกเย่ฝานยั่วโมโห “นายรนหาที่ตายใช่ไหม!”
เย่ฝานมองแจ็คก่อนจะหัวเราะแล้วพูดว่า “นักรบพันธุกรรมพิเศษเหรอ? ก่อนหน้านี้ฉันเคยเจอมาคนหนึ่ง เขาอ่อนหัดมาก!"
“ฉันต่างจากเ้าจอห์นสมองทึ่มนั่น” แจ็คกล่าวอย่างเ็า
แจ็คอิจฉาจอห์นมาโดยตลอด ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเป็นักรบพันธุกรรมพิเศษ แต่ภายในก็มีการแบ่งระดับขั้นในหมู่ของพวกเขาด้วย แจ็คมีคุณสมบัติเป็ธาตุดิน จึงไม่ได้รับการเอาใจใส่เท่าที่ควร แต่จอห์นมีคุณสมบัติเป็ธาตุลม ทั้งๆ ที่แจ็คขยันหมั่นเพียรในการเรียนรู้และฝึกฝนมาตลอด ทำให้ความสามารถเหนือชั้นกว่าจอห์นไปมาก ทว่าคนในองค์กรกลับให้ความสนใจจอห์นมากกว่า ทรัพยากรชั้นดีล้วนใช้ไปกับการพัฒนาพวกไม่เอาถ่านอย่างจอห์น
ความสามารถของจอห์นอยู่ในระดับทั่วไป แต่ถูกเอาใจจนกำเริบเสิบสาน ยังฝึกวิชาไม่สำเร็จก็รีบร้อนออกไปทำภารกิจ ต้องโทษที่เขาดวงซวย แค่ออกมาทำภารกิจระดับบีเท่านั้น ก็ถูกยอดฝีมือที่ฝ่ายตรงข้ามเชิญมาสังหารเสียแล้ว ผู้บริหารขององค์กรรู้สึกเสียดายในตัวเขามาก แต่แจ็คกลับรู้สึกว่าเ้านั่นสมควรตายแล้ว
เย่ฝานเอียงหัวพลางคิดในใจ แตกต่างเหรอ! แต่ที่เห็นก็เหมือนกันนี่!
“เย่ฝาน นายอย่าคิดว่าตัวเองสังหารจอห์นได้สำเร็จก็จะเป็ยอดฝีมือในใต้หล้านี้นะ หากมอบศิลาพันธุกรรมเสียตอนนี้ นายยังมีโอกาสรอดชีวิต ถ้าไม่เช่นนั้นนายก็รอความตายได้เลย” ถ้าเป็คนอื่นแจ็คคงลงมือไปแล้ว แต่ว่าเย่ฝานคนนี้ดูไม่ปกติ ถึงแม้แจ็คจะคาดว่าเขาและผู้ฝึกฝนวิทยายุทธ์โบราณอีกสองคนหากผนึกกำลังกันแล้วจะไม่มีทางแพ้แน่นอน แต่เขาก็ไม่อยากให้มีใครได้รับาเ็หรือเสียชีวิตระหว่างการต่อสู้”
เย่ฝานมองแจ็คแล้วเอ่ยว่า “ศิลาพันธุกรรม… พวกนายเรียกว่าอย่างนี้เหรอ? งั้นพวกนายส่งศิลาพันธุกรรมมาให้ฉัน แล้วฉันจะไว้ชีวิตพวกนาย"
“รนหาที่แท้ๆ!”
“เ้าหนุ่ม นายอายุยังน้อยก็มีฝีมือขนาดนี้ หากตายไปคงน่าเสียดายแย่ เพื่อความอยู่รอดของนายเอง นายเอาศิลาพันธุกรรมออกมาเถอะ” ผู้ฝึกฝนวิทยายุทธ์โบราณที่อยู่ข้างๆ กล่าวขึ้น
เย่ฝานขมวดคิ้ว เืของผู้ฝึกฝนวิทยายุทธ์โบราณมีพลังพิฆาตแฝงอยู่เข้มข้นมาก แสดงว่าคนผู้นี้สังหารคนมามากมาย
..............................................................................................................
[1] กลยุทธ์ล้อมเว่ยช่วยจ้าว เป็หนึ่งในกลศึกสามก๊ก กลยุทธ์นี้หมายถึง การที่ศัตรูรวบรวมกำลังทหารและไพร่พลไว้เป็จุดศูนย์กลาง ทำให้เกิดกำลังและความเข้มแข็งเพิ่มขึ้น ควรใช้กลยุทธ์ในการดึงแยกศัตรูให้แตกออกจากกัน เพื่อให้กำลังไพร่พลทหารกระจัดกระจาย หากดูเชิงอีกฝ่ายมาระยะหนึ่งแล้วค่อยบุกเข้าโจมตี จะทำให้โอกาสโจมตีสำเร็จมากยิ่งขึ้น
