รู้มานานแล้วว่าอ๋องหวี่ไม่ทรงเชื่อใครง่ายๆซูเฟยซื่อกระดกริมฝีปากยิ้มทันที “เพราะความสัมพันธ์ของหม่อมฉันกับซูจิ้งโหยวไม่ค่อยดีท่านอ๋องหวี่ควรรู้ว่าตระกูลหลี่ตกต่ำได้อย่างไร และวันนี้ซูจิ้งโหยวชักนำหม่อมฉันมาที่นี่ก็เพื่อแก้แค้นให้มารดาของนางนางคิดสังหารหม่อมฉันเพคะ!”
นางคิดสังหารหม่อมฉัน
อ๋องหวี่ไม่คิดว่าซูเฟยซื่อจะพูดประโยคนี้ออกมาได้อย่างใจเช่นนี้
ท่าทีไม่เกรงกลัว ราวกับทุกอย่างล้วนควบคุมอยู่ในมือของนางเช่นนั้น
เห็นชัดๆ ว่านางเป็เพียงลูกสาวอนุเล็กๆคนหนึ่งเท่านั้น เอาความกล้าหาญมาจากที่ใดกัน?
“ดี ศัตรูของศัตรูถือเป็มิตรสหาย บนอาวุธลับนี้ไม่ได้อาบยาพิษข้าดูาแเ้าไม่ได้ลึกมากด้วย ทางที่ดีที่สุดอย่าทำให้หมอหลวงใ ให้พระสนมหวินหาเสื้อผ้าสักชุดให้เ้าเปลี่ยนก็ถือว่าใช้ได้”อ๋องหวี่กล่าวจบ เขาหันไปมองพระสนมหวิน “เื่ของที่นี่ก็มอบให้เ้าจัดการ”
“ท่านวางใจเถิด ต้องไม่ทิ้งร่องรอยใดๆไว้แน่นอน” พระสนมหวินทรงพยักหน้า
เห็นอ๋องหวี่เสด็จไปไกล นางจึงเอื้อนพระโอษฐ์ตรัสอีกครั้ง“ประตูด้านหน้าของตำหนักเย็นนับไปห้องที่สามด้านขวา เ้าเพียงบอกนางว่าเป็ข้าสั่งให้เ้ามา นางจะช่วยจัดการให้เ้า”
“ถ้าเช่นนั้นพระสนมหวินทรงระมัดระวังเื่ทุกอย่างด้วย หม่อมฉันขอลาถอยไปก่อนแล้วเพคะ”ในเมื่อตอนนี้ทุกอย่างได้จัดการเรียบร้อยแล้ว ซูเฟยซื่อยังอยู่ที่นี่อีกต่อไปก็ไม่ได้มีความหมายด้วยหลังจากคำนับอย่างมีมารยาทก็รีบก้าวเดินไปยังตำหนักเย็น
เพียงเดินก้าวออกไปไม่กี่ก้าว ก็ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวดังมาจากที่ไม่ไกลดูเหมือนเป็สถานที่ที่ซูจิ้งเซียงเพิ่งให้นางรอเมื่อครู่
“แปลกจัง คนล่ะ? ข้าบอกให้นางรอที่นี่ชัดๆ! ” เป็เสียงของซูจิ้งเซียงตามที่คาดไว้
“พระชายาซีอ๋อง ท่านคงไม่ได้จำตำแหน่งผิดนะขอรับ? ”คราวนี้เป็เสียงของผู้ชาย
“เป็ไปไม่ได้ ข้าจำได้ เป็ที่นี่ช่างเถิด พวกเ้าแยกย้ายกันไปหา หากพบก็รีบสังหารปิดปากทันที ขอเพียงนางยังอยู่ในป่านี้ นางหนีไปไหนไม่รอดจากใจกลางฝ่ามือของเราแน่นอน”ซูจิ้งเซียงสั่งอย่างเ็า
ประกายคมกริบในดวงตาของซูเฟยซื่อกะพริบแวบหนึ่งดูไปแล้วครั้งนี้ซูจิ้งโหยวกระทั่งวิธีการให้ร้ายยังรอแทบไม่ไหว นางใช้วิธีที่ตรงที่สุดแล้ว
แต่น่าเสียดายที่คนชุดดำเหล่านี้ปรากฏขึ้นในเวลานี้ไม่เพียงแต่ส่งมาตายเท่านั้น แต่ในอีกด้านหนึ่งยังพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของนางให้ประจักษ์แจ้งแก่พระสนมหวินด้วย
ซูจิ้งเซียงอย่าว่าโทษข้าไม่ช่วยเ้าข้าได้เคยให้โอกาสแก่เ้าแล้ว
ประกายต่อไป ดูว่าพระสนมหวินคิดจัดการเ้าอย่างไร
เดิมเสื้อผ้าที่ซูเฟยซื่อสวมใส่ก็เป็ชุดซึ่งหาได้ทั่วไปไม่มีอะไรพิเศษ ต่อให้ต้องเปลี่ยน ก็สามารถหาที่คล้ายกันได้ง่าย ดังนั้นเมื่อนางกลับไปถึงตำหนักเสียนโหย่วก็ไม่มีใครเห็นว่านางมีความผิดแผกแปลกอะไร
เห็นนางปลอดภัยกลับมา ซูจิ้งโหยวอดไม่ได้ที่หัวใจหนักอึ้งทันที
เกิดเื่อะไรขึ้น? หรือว่าซูจิ้งเซียงลงมือไม่ความสำเร็จ!
ซูจิ้งเถียนยิ่งใจนทำจอกในมือหล่นแตก“พี่...พี่สาม พี่ไม่ใช่ออกไปพร้อมกับพี่รองหรือ? พี่รองล่ะ? ”
เดิมนางคิดอยากถามว่าพี่เป็คนหรือเป็ผีแต่วาจามาถึงมุมปาก ตอนกำลังจะพ่นก็ฝืนเปลี่ยนคำพูด
ซูเฟยซื่อเดินไปยังที่นั่งแล้วนั่งลงแกล้งทำท่าสงสัยออกมา “เอ๋? พี่รองยังไม่กลับมาอีกหรือ? เมื่อสักพัก จู่ๆ นางก็บอกว่าปวดท้องทิ้งข้าไว้คนเดียวแล้ววิ่งออกไป ข้ารออยู่ที่เดิมมานานมาก แต่ไม่เห็นใคร ข้ายังคิดว่านางกลับมาก่อนแล้ว”
อะไร? อยู่ๆ ซูจิ้งเซียงปวดท้องกะทันหันจริงๆ อย่างนั้นหรือ?
ซูจิ้งโหยวกับซูจิ้งเถียนด่าซูจิ้งเซียงในใจ
เดิมคิดว่าครั้งนี้สามารถยืมมือของซูจิ้งเซียงกำจัดซูเฟยซื่อไม่คิดว่าไอ้เศษสวะนี้ถึงกับใช้ไม่ได้การขนาดนั้น
เสียทีที่พวกนางเตรียมการไปเปล่าๆรอบหนึ่งจริงๆ
เห็นซูเฟยซื่อไม่เป็ไร ซูจิ้งโหยวกับซูจิ้งเถียนก็ไม่ได้มีใจถามหาซูจิ้งเซียงอีกดังนั้นซูจิ้งเซียงที่ไม่ได้กลับมาเป็เวลานานก็ไม่มีใครสงสัยด้วย
“ท่านอ๋องเสด็จ” เสียงแหลมปรี๊ดของขันทีดังขึ้น
เพียงเห็นอวี้เสวียนจีในชุดเสื้อคลุมสีเข้มลายงูเหลือมปักดิ้นทองทั้งชุดใช้เกี้ยวใหญ่สิบหกคนหามค่อยๆ แบกเข้ามาในตำหนักเสียนโหย่ว ด้านหลังยังมีขันทีในชุดเครื่องแบบสีดำ ทั้งหมดล้วนมีใบหน้าไร้อารมณ์ติดตามยาวเป็สองแถว
การจัดฉากนี้ แทบอลังการกว่าซ่งหลิงซิวหลายเท่า
ได้ยินว่าเขามาถึง ใบหน้าของซ่งหลิงซิวกับซูจิ้งโหยวต่างหนักหน่วงขึ้นมาแล้ว
ซ่งหลิงซิวจ้องถลึงส่งสายตาตำหนิใส่ซูจิ้งโหยวแล้วทันทีดูราวกับว่าโทษนางที่เชิญอวี้เสวียนจีมา
ซูจิ้งโหยวกลับรู้สึกคับข้องใจมาก งานจัดเลี้ยงฉลองในพระตำหนัก ถ้านางไม่เชิญอวี้เสวียนจี ถึงเวลาอวี้เสวียนจีตำหนิโทษลงมานางจะแบกความรับผิดชอบอย่างไรไหว?
แต่นางคิดไม่ถึงว่าอวี้เสวียนจีจะมาจริงๆ
ไม่รู้ว่าทำไม นางมักมีความรู้สึกชนิดที่เป็ภาพลวงตาว่าอวี้เสวียนจีเข้าข้างซูเฟยซื่อ
ถึงแม้จะรู้ว่าอวี้เสวียนจีกับซูเฟยซื่อไม่ได้รู้จักกันอวี้เสวียนจีไม่ใช่คนที่จะช่วยเหลือผู้อื่นแบบนั้นด้วยอย่างแน่นอน แต่นาง...
ตอนนี้ก็ได้แต่หวังว่าเื่ราวทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ล้วนเป็ภาพลวงตา
“น้อมคารวะท่านอ๋อง” ทุกคนคำนับถวายความเคารพ
ซูเฟยซื่อเงยหน้าขึ้น สบเข้ากับดวงตาที่สวยงามมีเสน่ห์ของอวี้เสวียนจีพอดีอดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้ว
การจัดเลี้ยงในพระตำหนักแบบนี้ เขามีความสนใจมาเข้าร่วมด้วย?
คงไม่ใช่ได้รับข่าวลืออะไรบางอย่าง จึงมาดูอย่างครึกครื้นคึกคักกับเขาบ้างนะ
“ลุกขึ้นมาเถิด” ท่านอ๋องเข้าประทับใช้พระหัตถ์เท้าคางไว้อย่างเกียจคร้าน หันไปทอดพระเนตรซ่งหลิงซิว “ฝ่าาทรงเปี่ยมด้วยพระพรจริงๆก่อนหน้านั้นมีพระสนมหวินเสด็จไปเซ่นไหว้มารดาที่เสียชีวิตแทนสนมโหยวและยังมีสนมโหยวช่วยจัดงานฉลองวันสมภพให้พระสนมหวินอีกั้แ่โบราณกาลหากวังหลังมีเช่นพระสนมหวินกับสนมโหยวที่ทรงรักใคร่ปรองดองแบบนี้ฮ่องเต้เ่าั้ ไม่แน่อาจจะทรงมีพระชนม์ชีพยาวขึ้นอีกหลายร้อยปี”
วาจานี้เหมือนเป็คำชมเชย แต่ความจริงกลับเป็การเยาะเย้ยแบบชัดเจน
ซ่งหลิงซิวไหนเลยจะฟังไม่ออก?แต่ขัดด้วยว่าอวี้เสวียนจีกุมอำนาจสูงส่ง เขาจึงทำได้แต่แกล้งโง่ “วังหลังสามัคคีเป็ความมั่งคั่งของประเทศชาติจริงๆทั้งสามารถลดความกังวลของข้าลงไปไม่น้อยด้วย สนมโหยว เ้าได้ยินหรือไม่?”
โยนต่อไปให้ซูจิ้งโหยวโดยตรง
ซูจิ้งโหยวตะลึงลาน ได้แต่ดึงริมฝีปากแย้มสรวลก่อนตอบ“หม่อมฉันได้ยินแล้วเพคะ แต่น่าเสียดายที่พระสนมหวินไม่รู้ไปที่ใดแล้วถ้านางสามารถได้ยินการอบรมสั่งสอนของฮ่องเต้กับท่านอ๋องต้องได้รับประโยชน์มากมายเหมือนหม่อมฉันแน่เพคะ”
ต้องบอกว่ากระบวนท่านี้ของซูจิ้งโหยวใช้ได้ดีมากโยนต่อไปให้คนที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ หัวข้อนี้ก็ถือว่าถูกตัดขาดแล้ว ยังสามารถดึงความสนใจของทุกคนไปยังพระสนมหวินได้อีกต่างหาก
ถ้าไม่มีซูจิ้งโหยวกล่าวถึงเช่นนี้ ทุกคนอาจจะไม่ได้สังเกตเห็นว่าพระสนมหวินออกไปข้างนอกมานานแค่ไหนแล้ว
แต่หลังจากที่ซูจิ้งโหยวได้กล่าวถึงทุกคนต่างคิดได้ว่าดูเหมือนพระสนมหวินจะหายไปสักพัก
ถ้าเช่นนั้นใน่เวลานี้ พระสนมหวินหายไปไหน?
ทั้งไปทำอะไรด้วย?
แย่แล้ว ถ้าเปลี่ยนเป็ยามปกติ ซูจิ้งโหยวทำเช่นนี้ล้วนไม่มีประโยชน์อันใด อย่างไรเสียในพระตำหนักคลื่นพายุก็เงียบสงบ
แต่วันนี้ไม่เหมือนกัน
ซูจิ้งเซียงยังมีชีวิตอยู่หรือตายไปในป่า รวมทั้งพระสนมหวินที่ไม่รู้ว่าทุกคนได้สังเกตเห็นว่านางออกไปแล้ว
ถ้าบังเอิญพระสนมหวินลงมือจัดการซูจิ้งเซียงแล้วให้ผู้ใต้บังคับบัญาชากลับมารายงานนางเองซึ่งได้หายตัวไปเป็เวลานานก็เป็ตัวการที่น่าสงสัยมากที่สุด
ทำอย่างไรดีล่ะ?
แม้ว่าพระสนมหวินยังเป็อุปสรรคหนึ่งในอนาคตด้วยแต่ตอนนี้ไม่สามารถกำจัดทิ้งได้อย่างเด็ดขาด
มิฉะนั้นวังหลังก็กลับไปเป็สภาพที่ซูจิ้งโหยวใหญ่ที่สุดเพียงคนเดียวอีก
ขณะที่ซูเฟยซื่อกำลังคิดช่วยโกหกให้พระสนมหวินอย่างแเีนั้น แสงเทียนในตำหนักเสียนโหย่วจู่ๆ ก็ดับลง เสียงไผ่อันบอบบางก็เริ่มดังขึ้นอย่างช้าๆ นำให้ผู้คนสนใจฟังดู
นี่...
“การอบรมสั่งสอนของฮ่องเต้กับท่านอ๋องหม่อมฉันไฉนเลยกล้าพลาดไปได้ หม่อมฉันประทับไว้ในใจอย่างลึกซึ้งได้แต่ใช้การร่ายรำขอบคุณ” เสียงอ่อนโยนเบานุ่มของพระสนมหวินดังมา
เมื่อเสียงจบลง กลุ่มแพรไหมสีแดงกลุ่มหนึ่งก็ลอยเข้ามาในศูนย์กลางของงานเลี้ยงฉลองอย่างนุ่มนวลเสมือนนางฟ้านาง์
เยี่ยม เยี่ยมมากๆ !
