ฉินซีเก็บโทรศัพท์มือถือลงเงียบๆ บนหน้าจอยังคงอยู่ที่หน้าบันทึกเสียง เขายกมุมปากขึ้น ขณะที่แสดงท่าทางราวกับถูกกระทำออกมา แล้วรีบเดินออกไป แม้กวงิฟิล์มจะไม่ใส่ใจพวกคนหน้าใหม่นัก แต่ขอเพียงเป็นักแสดงของที่นี่ก็น่าจะได้รับผลประโยชน์ที่ควรได้เช่นกันใช่ไหม? แค่หยางจื้อไม่ชอบเขาเท่านั้น หยางจื้อไม่ได้หมายถึงกวงิฟิล์มทั้งหมด ถ้าหยางจื้อเ็าใส่เขาแบบนี้ เขาก็จะไปแย่งชิงของที่ควรเป็ของเขาด้วยตัวเอง
ระหว่างทางกลับ ฉินซีเปิดเวยป๋อขึ้นมาด้วยความเบื่อหน่าย พอเปิดขึ้นมา เขาก็เพิ่งรู้สึกตัวว่า ตนไม่ได้เข้าเวยป๋อมานานมากแล้ว ตอนนี้ภายในนั้นกำลังร้อนแรงเลยทีเดียว เขาได้รับการแจ้งเตือนจากเวยป๋อหลายหมื่นรายการ แต่เขาก็เลือกเปิดการแจ้งเตือนที่เป็ของคนที่ตัวเองติดตามเอาไว้เสียก่อน เขาเห็นเวยป๋อที่สวี่เทาแท็กหาเขาก่อนเป็อย่างแรก ‘การออกอากาศ [กระบี่เย้ยยุทธจักร] วันนี้ทุกท่านจะได้พบกับตงฟางปู๋ป้ายที่ไม่เหมือนใคร! @ฉินซีอาซี
กระบี่เย้ยยุทธจักรออกอากาศแล้ว? ฉินซีนิ่งไป ก่อนจะได้พบว่า่นี้เขาเข้าไปอยู่ในกองถ่ายจนไม่รู้ข่าวสารอะไรนัก ประกอบกับที่ไม่มีใครมาเตือนเขา ก็เลยพลาด่ออกอากาศไป
ฉินซียกมุมปากขึ้น จากนั้นก็ค้นหาละครโทรทัศน์กระบี่เย้ยยุทธจักรขึ้นมาพร้อมกับเลื่อนดูความคิดเห็น ั้แ่เริ่มออกอากาศมาจนถึงตอนนี้ ก็ออกอากาศมาได้ทั้งหมด 6 ตอนแล้ว ั้แ่เริ่มตอนที่ 1 มาก็มีคนจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นว่า ฉาบฉวยมาก แต่ในขณะเดียวกันฉินซีก็พบว่า แม้ผู้คนจะบ่นกันแบบนั้น แต่จำนวนคนดูกลับไม่ลดน้อยลงทั้งยังเพิ่มขึ้นอีก โดยเฉพาะหลังจากที่ตัวละครของเขาออกมา ผู้ชมหญิงจำนวนไม่น้อยต่างก็ชื่นชม ‘ดีมากๆ นี่มันเลิศมาก’ และอีกฝั่งก็ยังบอกว่า ‘งามเกินไปแล้ว! เลียจอแผล่บๆ’ ด้วย
ั้แ่ในชาติก่อน ฉินซีก็ได้รู้แล้วว่าในตลาดละครโทรทัศน์นั้น ยิ่งเป็ละครที่ฉาบฉวยมากเท่าไร เรตติ้งการรับชมก็จะยิ่งมาก แม้จะย่ำแย่สุดๆ แต่ขอเพียงประโลมโลกมากพอ ต่อให้มีคนมาเพื่อด่าโดยเฉพาะ แต่พวกเขาก็เพิ่มเรตติ้งให้เป็อย่างดี หลังจากที่สวี่เทาจับเคล็ดลับข้อนี้ได้ เขาก็ถ่ายละครดังขึ้นเรื่อยๆ เพียงแต่หลังจากนี้ต่อไปหลายปีละครนี้ก็จะถูกหลงลืมไป พวกมันไม่มีทางกลายเป็ความทรงจำในใจของผู้ชมได้ และยากที่จะได้รับคำว่าคลาสสิค
แต่ฉินซีไม่ได้สนใจเื่พวกนี้นัก เดิมทีก็ไม่ได้มีทางเลือกมากมายนัก การใช้ละครฉาบฉวยโด่งดังแบบนี้เปิดตัว มันก็เหมือนได้เดินทางลัดแล้ว
ฉินซีรู้สึกอดใจรอกลับบ้านไปดูหน้าตัวเองในโทรทัศน์แทบไม่ไหว
ในตอนนั้นมีโทรศัพท์หลายสายโทรเข้ามาหาฉินซี สายแรกที่ฉินซีรับคือเมิ่งหลิง “ฮัลโหล แม่”
น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความลังเลของเมิ่งหลิงส่งผ่านออกมา “ฉินซี แม่ได้ยินป้าข้างบ้านพูดว่า ลูก… ลูกออกทีวีเหรอ? ทำไมลูกถึงไปออกทีวีได้ล่ะ? ทำไมแม่ถึงไม่รู้เื่เลย?” ความจริงเมิ่งหลิงก็พอจะแน่ใจจากตอนที่เห็นในโทรทัศน์แล้วว่า ใบหน้าที่งดงามดั่งเปลวไฟนั่นคือลูกชายของตัวเอง อย่างไรก็ไม่มีใครมีรูปลักษณ์ได้อย่างฉินซี เพียงแต่เมิ่งหลิงคิดไม่ถึงว่า ลูกชายที่เรียนมหาวิทยาลัยอย่างเชื่อฟัง ทั้งยังเตรียมไปฝึกงานอีก จะไปเป็ดาราอย่างปุบปับแบบนี้? ก่อนหน้านี้… ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้มีท่าทีอะไรเลยนี่!
“แม่ ก่อนหน้านี้ในข่าววุ่นวายไปไกลขนาดนั้น ผมคิดว่าแม่รู้นานแล้วซะอีก” ฉินซียิ้มเจื่อนๆ คิดไม่ถึงว่าแม่ของตัวเองจะตกข่าวขนาดนี้จริงๆ
เมิ่งหลิงหน้าแดงขึ้นมา “ตอนนั้นแม่คิดว่าตัวเองมองผิดไป...” เดิมทีก็เป็แค่ครอบครัวธรรมดาๆ ใครจะไปคิดว่าดาราผู้สดใสงดงามในโทรทัศน์ จะเป็คนในครอบครัวไปได้
เมื่อพูดจบแล้ว อยู่ๆ เมิ่งหลิงก็กลายเป็เคร่งเครียด “ฉินซี แม่ไม่ค่อยรู้เื่การแสดงนัก แต่ก็รู้ว่าละครไม่ได้แสดงกันง่ายๆ ตอนนี้ลูกยังเรียนอยู่ ก็อย่าได้ละทิ้งการเรียนเพียงเพราะความเจิดจรัสในตอนนี้เชียวนะ!”
ฉินซีถูกคำพูดของเธอทำเอาหน้าแดง ่นี้เขาไม่ได้ใส่ใจการเรียนเท่าไรจริงๆ ยิ่งพวกเพื่อนๆ ไปฝึกงานกันแล้ว เขาก็คิดว่าไม่ได้มีอะไรให้เรียนแล้ว ก็เลยเทความสนใจไปที่การแสดงอย่างเดียว “ครับ ผมรู้แล้ว”
“อย่าให้ชื่อเสียงมาบังตาได้นะ” เมิ่งหลิงย้ำอีกครั้งอย่างไม่วางใจ ความจริงเธอไม่อยากให้ลูกชายไปแสดงละครเลยสักนิด แม้เธอจะไม่ได้ติดตามวงการบันเทิงนัก แต่เธอก็รู้ว่าการเป็นักแสดงไม่ใช่เื่ง่ายอย่างที่เห็นภายนอก หากลูกชายจะเป็นักแสดงต่อไปจริงๆ ก็คงต้องเหนื่อยมากแน่ๆ...
“ครับ”
เมื่อพูดคุยเรื่อยเปื่อยกับเมิ่งหลิงอีกเล็กน้อยแล้ว ฉินซีก็วางสายไป หลังจากนั้นเขาก็โทรกลับไปหาสวี่เทา ดูเหมือนว่าสวี่เทาจะยุ่งอยู่ หลังจากรับสายแล้วก็พูดออกมาเพียงสั้นๆ “สุดสัปดาห์ว่างหรือเปล่า? กองถ่ายจะรวมตัวกันจัดงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จสักหน่อย ฉันเลี้ยงเอง”
แน่นอนว่าในตอนนี้ฉินซีไม่มีทางปฏิเสธ อย่างไรตอนนี้เขาก็ไม่มีอะไรทำ จึงตอบรับไป
เมื่อมองไปยังสายโทรศัพท์ที่ไม่ได้รับที่เหลือ มันก็ถูกโทรเข้ามาจากถังชานทั้งหมด ฉินซีนึกไปถึงเื่ที่ถังชานเคยพูดในสายโทรศัพท์ก่อนหน้านี้ขึ้นมา เขาจึงรู้สึกแปลกๆ ขึ้น เขากดหน้าค้นหา แล้วหาข่าวล่าสุดเกี่ยวกับเหลียนเหล่ย ก็ต้องประหลาดใจขึ้นมา เมื่อพบว่าตอนนี้เหลียนเหล่ยไปพักรักษาตัวที่ต่างประเทศแล้ว และเพราะเธอไปกะทันหันเช่นนี้ ข่าวฉาวเกี่ยวกับเธอที่มีขึ้นมาก่อนหน้านี้ก็ค่อยๆ เงียบไป และในตอนนั้นเอง ฉินซีกลับได้เห็นข่าวที่ไม่สะดุดตาข่าวหนึ่ง
“เหลียนเหล่ยเกาะคนใหม่ได้แล้ว? วัยรุ่นชายหน้าตาดีไปต่างประเทศด้วยกันกับเหลียนเหล่ย”
ฉินซีกดเข้าไปอย่างไม่ได้ตั้งใจ ก่อนจะเห็นภาพของทั้งสองคนที่นักข่าวแอบถ่ายมา เนื่องจากรูปภาพไม่ชัดเจน นักข่าวจึงคาดเดาตัวตนของวัยรุ่นชายคนนี้เอาไว้มากมาย บ้างก็ว่าเขาอาจเป็เพื่อนสนิทของหลงเซิ่ง นายทุนที่เหลียนเหล่ยเกาะได้หลังจากนั้น หรือบอกว่าเป็คุณชายจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และสุดท้ายยังบอกอีกว่าวัยรุ่นชายคนนี้หน้าตาเหมือนหลิงโอวที่ก่อนหน้านี้เคยโด่งดัง แต่่นี้กลับไม่ปรากฏตัวให้เห็นนัก...
หลิงโอว...
เมื่อเห็นชื่อนี้ ในใจของฉินซีก็สั่นไหว คิดว่ามันไม่มีทางบังเอิญขนาดนั้น ไม่แน่ว่าชายวัยรุ่นคนนั้นอาจเป็หลิงโอว ฉินซีขยับโทรศัพท์มือถือเข้ามาใกล้มากขึ้น พยายามมองคนในรูปอย่างละเอียด สุดท้ายเขาก็มั่นใจว่าคนคนนี้คือหลิงโอว!
ทำไมหลิงโอวถึงไปอยู่กับเหลียนเหล่ยได้? ฉินซีเริ่มเกิดความคิดไม่ดีนักขึ้นมา ทั้งสองต่างก็ไม่ชอบใจเขาทั้งคู่...
แต่คิดไปคิดมา ก็นึกไม่ออกว่าตัวเองไปทำอะไรให้หลิงโอว อย่างมากก็เคยต่อยเขาไปรอบหนึ่ง ฉินซีกะพริบตาปริบๆ อ่า... ไม่เป็ไร อย่างมากถ้าหลังจากนี้หลิงโอวมาสร้างความเดือดร้อนอีก ก็ต่อยเขาอีกครั้งก็พอ
หลังจากกลับมายังอพาร์ตเมนต์ ฉินซีก็คิดไปถึงผู้กำกับหลี่ซิ่วที่หยางจื้อพูดถึง ผู้กำกับหลี่ซิ่วคนนี้เป็ผู้หญิงคนหนึ่ง เธอเป็ดอกเตอร์ที่มีเงินมาก เมื่อชาติก่อนฉินซีเคยเห็นเธอในข่าว เธอมักจะสวมใส่ชุดสูทสีดำและใส่แว่นตากรอบทองอยู่ตลอด ลักษณะดูฉลาดเฉียบแหลม ทว่าตามปกติแล้ว ตอนนี้หลี่ซิ่วไม่ควรจะอยู่ในประเทศนี่! นี่ทำให้ฉินซีถึงกับสับสนไป
หลี่ซิ่วเกิดในครอบครัวนักแสดง พ่อของเธอเป็เทพเ้าแห่งยุคก่อน ส่วนแม่ของเธอก็เป็ลูกสาวคนที่สามของตระกูลอัญมณียิ่งใหญ่ของอิตาลี คู่ชายหญิงที่แสนยอดเยี่ยมนี้ให้กำเนิดลูกครึ่งอย่างเธอ ไม่ต้องคิดก็รู้ได้ว่า เธอมีหน้าตาที่สวยโดดเด่น ในสมัยเด็กๆ เธอชื่นชมพ่อของตัวเองมาก พ่อของเธอก็ทุ่มเทอยากเลี้ยงให้เธอเป็เทพธิดาสืบต่อไป ดังนั้นเขาจึงสอนให้เธอดูละคร เรียนรู้บท เื่ดนตรี รวมทั้งการเต้นมาั้แ่เด็ก แต่แม่ของเธอกลับหวังให้เธอได้รับความรักและเอ็นดูจากปู่ของเธอ และสืบทอดบริษัทอัญมณีต่อไป ความคิดการสอนของพ่อแม่ไม่เหมือนกัน รวมทั้งนิสัยส่วนตัวก็ยังต่างกัน การหย่าร้างแตกแยกจึงเกิดขึ้นอย่างว่องไว หลังจากพ่อและแม่แยกทางกัน แม่ของเธอก็แต่งงานใหม่กับผู้ชายตระกูลร่ำรวยของอิตาลีอย่างสายฟ้าแลบ ส่วนพ่อกลับเลือกเด็กผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง หลี่ซิ่วไปเรียนการสร้างสรรค์งานเขียนที่อเมริกาภายใต้ความแค้นเคือง หลังจากนั้นก็ได้ปริญญาเอกกลับมา เมื่อกลับมายังประเทศจีน เธอก็ไปเรียนการเขียนบท และการกำกับที่มหาวิทยาลัยภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงในประเทศแห่งหนึ่ง ในขณะเดียวกันก็เริ่มเตรียมพร้อมการถ่ายทำละครโทรทัศน์ของตัวเองไปด้วย
แต่นี่ควรจะเป็เื่ของ 5 ปีหลังจากนี้ต่างหาก! ตอนนี้หลี่ซิ่วยังต้องเรียนการสร้างสรรค์การเขียนอยู่ที่อเมริกาสิ!
ฉินซีมึนงงไปหมด ด้วยคิดไม่ถึงว่าการขยับปีกของผีเสื้อในครั้งหนึ่งนั้น จะทำให้วิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไปมากขนาดนี้
หลังจากมึนงงไปแล้ว ฉินซีก็ได้สติกระจ่างกลับมาอย่างว่องไว แม้จะไม่เหมือนกับชาติที่แล้ว แต่เขาก็เชื่อว่าหลี่ซิ่วจะต้องกลายเป็ผู้กำกับหญิงที่มีชื่อเสียงโด่งดังอย่างในชาติก่อนแน่ นักแสดงสาวที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของหลี่ซิ่ว[1] จะถูกชมเชยว่าเป็ ‘เด็กสาวดีเด่น’ กันทั้งนั้น เส้นทางในอนาคตของทุกคนต่างก็ไม่ธรรมดา
เมื่อฉินซีคิดถึงตรงนี้ เขาก็หยุดคิดเื่สะระตะไป แล้วรีบค้นหาเวยป๋อของหลี่ซิ่วพร้อมกับค้นหาข่าวสารของมหาวิทยาลัยภาพยนตร์ ถ้าหลี่ซิ่วเรียนการเขียนบทและการกำกับอยู่ที่มหาวิทยาลัยภาพยนตร์ เธอก็น่าจะรับนักแสดงจากที่นี่ เพียงแต่ฉินซีเดาว่าเื่นี้อาจเป็เหมือนในชาติก่อน ที่ทุกคนไม่ได้สนใจกับการรับนักแสดงของเธอนัก เนื่องจากไม่รู้ที่มาที่ไปของเธอ ฉินซีเหยียดยิ้มเล็กน้อย ที่หยางจื้อให้เขาไปร่วมการออดิชั่นของเธอ ก็คงจะจงใจหลอกเขา แต่น่าเสียดายนะ… ที่หยางจื้อเห็นไข่มุกเป็ตาปลาไปแล้ว! ด้วยนึกว่าฉินซีคงต้องไปร่วมการออดิชั่นของหลี่ซิ่วให้หยางจื้อหัวเราะเยาะอยู่ข้างหลังแน่
แต่รอให้ถึงเวลาหลังจากนี้ พวกเขาก็จะได้รู้ว่าการดูถูกและเย้ยหยันของตัวเองในตอนนั้นโง่เขลามากแค่ไหน ถึงตอนนั้นต่อให้พวกเขาเสียดายอยากย้อนกลับไปก็ไม่สามารถทำได้แล้ว
ฉินซีค้นหาเวยป๋อของหลี่ซิ่วเจออย่างง่ายดาย ในตอนนั้นเวยป๋อของเธอมีแฟนคลับเพียงพันกว่าคน และแฟนคลับเหล่านี้ก็ยังมาติดตามเพราะหลี่ซิ่วมักจะเขียนบทความสั้นๆ ลงไปบนเวยป๋อเพื่อดึงดูดแฟนคลับอยู่บ่อยๆ เขาพบเจอข่าวการออดิชั่นในครั้งนี้จากในเวยป๋อของหลี่ซิ่วอย่างราบรื่น
ภาพยนตร์ของหลี่ซิ่วที่โด่งดังไปทั่วประเทศมีชื่อว่า [ต้นกล้า] มันเล่าถึงเื่ราวความยากลำบาก หลังจากที่เด็กชายคนหนึ่งก้าวเดินออกมาจากป่าเขาที่ตัวเองเติบโตมา และสุดท้ายก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับต้นกล้า หากจะบอกว่านี่เป็เพียงภาพยนตร์ปลุกใจเื่หนึ่ง มันก็คงไม่ควรค่าต่อการสรรเสริญ หลี่ซิ่วใช้อีกวิธีในการถ่ายทอดเื่ราว ในตอนแรกเด็กชายยากจนคนหนึ่งเต็มไปด้วยความสนใจต่อโลกภายนอก พยายามต่อสู้ดิ้นรนไปโรงเรียน เขาก้าวเดินออกมาจากป่าเขาที่เลี้ยงดูเขามา จากนั้นเขาก็เติบโตท่ามกลางการขัดเกลาของโลกภายนอกอย่างรวดเร็ว สุดท้ายก็กลายเป็ทนายผู้เก่งกาจและมีชื่อเสียงคนหนึ่ง
เขาลืมป่าเขาที่เลี้ยงดูตัวเองมา เขาค่อยๆ มีบ้านใหม่อยู่ในเมืองท่ามกลางแสงสี นิสัยของเขานับวันก็กลายเป็เ็า ขอเพียงได้รับค่าตอบแทนที่สูงพอ ก็ยินดีจะรับคดีนั้นๆ เขาหมดซึ่งความคิดศีลธรรม นอกจากเงินแล้ว ดูเหมือนเขาจะไม่ได้้าสิ่งใดอีก ทว่าวันหนึ่ง เขาได้รับคดีให้ช่วยลูกคนรวยคนหนึ่งให้พ้นผิด ลูกคนรวยคนนี้ข่มขืนเด็กสาวที่มาจากหมู่บ้านบนเขาอันห่างไกล เขาฉลาดหลักแหลมพอ ไม่นานก็ช่วยลูกคนรวยเอาชนะคดีนี้ได้ หลังจากนั้นเขาก็ได้เห็นพ่อแม่ผู้แก่ชราของเด็กสาวคนนั้นโขกหัวตายหน้าศาล นั่นทำให้เขานิ่งไป
คนชราที่แม้แต่ยามเดินเหินยังสั่นไหว คือพ่อแม่ที่อยู่บนเขาอันห่างไกลของเขา! และเด็กสาวที่ถูกลูกคนรวยข่มขืน ก็คือเด็กที่พ่อกับแม่ของเขาเก็บมาเลี้ยงจากหน้าหมู่บ้านหลังจากที่เขาจากมา เขายืนได้อย่างมั่นคงอยู่ในเมืองใหญ่ ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย พ่อกับแม่ของเขาคิดว่าเขาตายอยู่ข้างนอกแล้ว ทุกครั้งที่คิดถึงเขาคิดมาน้ำตาก็ไหลอาบใบหน้า โชคดีที่รับเด็กผู้หญิงคนนี้มาเลี้ยง พวกเขาถึงได้รับการปลอบประโลมใจบ้าง
แต่ว่า...
เขาทำลายทั้งหมดไปแล้ว
เขาที่เติบโตมาเป็ชายหนุ่มก้มมองสองมือ เห็นได้ชัดว่ามันขาวใส แต่กลับเหมือนเปียกชุ่มไปด้วยเืสดๆ ชายหนุ่มจากมาโดยไม่พูดจา เขาเปิดศาลขึ้นอีกครั้ง และส่งตัวเขาและลูกคนรวยเข้าคุก เขาเห็นต้นกล้าที่เติบโตอยู่นอกกำแพงสูงจากภายในสำนักงานกรมคุมประพฤติ
ในนาทีนั้น เขาเพิ่งจะเข้าใจว่าสิ่งที่พยายามอย่างไม่ย่อท้อ เพื่อทะลุผ่านผืนดินขึ้นมานี้หมายถึงอะไร
นั่นไม่ใช่การเติบโตท่ามกลางความยากลำบาก แต่คือแสงสว่างหลังจากที่ผ่านความมืดมิดและความเ็ป สิ่งที่เขา้าใฝ่หาไม่ใช่เพียงการเป็ต้นไม้ใหญ่สูงตระหง่านคลุมผืนฟ้า สิ่งที่เขาไล่ตามใฝ่หาคือความหวังอันเปล่งประกาย… น่าเสียดายที่เขาย้อนกลับไปไม่ได้แล้ว เขาพยายามเพื่อที่จะอยู่สูงกว่าคนอื่นเพราะความยากลำบากในสมัยเด็ก แต่สุดท้ายกลับได้พบกับจุดจบที่แสนโดดเดี่ยว ไม่หลงเหลือคุณค่าใดๆ
เพราะทำลายรูปแบบเื่ราวปลุกใจที่สืบทอดต่อๆ กันมา ดังนั้นภาพยนตร์เื่นี้ของหลี่ซิ่วจึงโดดเด่น จนสามารถกวาดรางวัลใหญ่ไปได้มากมาย!
ฉินซีปิดเวยป๋อของหลี่ซิ่วลง ในใจของเขามีแผนการไปออดิชั่นคร่าวๆ แล้ว โอกาสดีขนาดนี้ เขาจะพลาดไปได้อย่างไร?
……
[1] ตัวซิ่วในชื่อของ ‘หลี่ซิ่ว’ แปลว่า ‘ดีเด่น’ จึงนำมาตั้งเป็ชื่อเรียก
