นึกไม่ถึงว่าอัครมหาเสนาบดีจะถูกคนตบศีรษะ?
แต่หมอหลวงชิวเป็ผู้เฒ่าสูงวัยที่เปี่ยมบารมีโดยไร้โทสะ ดูแล้วไม่รู้สึกว่าเป็การถูกล่วงเกินสักนิด
มุมปากของซูเฟยซื่อกระดกเบาๆ นางชอบหมอหลวงชิวคนนี้จริงๆ
“คุณหนู มานั่งตรงนี้เ้าค่ะ” ซางจื่อพยุงซูเฟยซื่อนั่งลงบนเก้าอี้
ซูเฟยซื่อยกเท้าของนางขึ้นมาตามคำแนะนำของหมอหลวงชิว
“คุณหนูสามโชคดีจริงๆ พิษนี้รุนแรงมาก ถ้าาแใหญ่กว่านี้สักเล็กน้อย เกรงว่าตอนนี้ท่านคงได้จบชีวิตไปแล้ว” หมอหลวงชิวส่งเสียงจุ๊ๆ สองครั้ง
“วาจานี้ของหมอหลวงชิวหมายความว่าข้ามีทางรอดหรือ? ” ซูเฟยซื่อถามพลางยิ้มเบาๆ
หมอหลวงชิวพยักหน้า หยิบเอายาเม็ดหนึ่งออกมาจากอ้อมอกของเขา “ช่วยให้รอดน่ะช่วยได้ แต่ต้องได้รับความทรมานบ้าง”
“วาจานี้หมายความว่าอย่างไร? ” ซูเฟยซื่อเลิกคิ้วของนางอย่างสงสัย เอื้อมมือไปหมายจะหยิบยาเม็ดในมือของหมอหลวงชิว
กลับถูกเขาเบี่ยงหลบไปแล้ว “ยาพิษที่คุณหนูสามได้รับ เดิมไม่มียาแก้ วิธีแก้ด้วยการใช้พิษต้านพิษนี้เป็วิชาที่ข้าผู้เฒ่าคิดวิเคราะห์ขึ้นมาเอง ประสิทธิภาพไม่เลว แต่กระบวนการของการแก้พิษกลับเ็ปมากผิดวิสัย ดังนั้นยาที่ข้าให้เ้านี้เป็การช่วยเ้าและทำร้ายเ้าด้วย ส่วนที่ว่าในที่สุดจะเป็การช่วยหรือเป็การทำร้าย ก็ต้องดูว่าคุณหนูสามสามารถทนทรมานไหวหรือไม่แล้ว”
“อะไร? ใช้พิษต้านพิษหรือ? ก็หมายความว่าเฟยซื่อกินยานี้ลงไปอาจจะตายได้ด้วยงั้นรึ? ” ซูเต๋อเหยียนกล่าวอย่างประหม่าใ
“ใช่ ดังนั้นก่อนให้คุณหนูสามกินยานี้ เราต้องพูดให้ชัดเจน อย่าให้ถึงเวลาที่คุณหนูสามทนทรมานไม่ไหว โทษว่าวิชาแพทย์ของข้าไม่มีประสิทธิภาพ” หมอหลวงชิวลูบเครา
“นี่...ยังไม่ได้รักษาก็พูดออกมาแล้วว่าเป็ไปได้ที่อาจจะรักษาจนทำให้คนตายได้ เ้าเป็หมอเถื่อนจากสำนักไหนกันน่ะ” ภายใต้สถานการณ์ที่เร่งรีบ ซางจื่อก็หลุดปากออกมา
สีหน้าของหมอหลวงชิวเปลี่ยนไปทันที “เ้าพูดว่าอะไร? ข้าผู้เฒ่าไม่ได้บังคับเ้าต้องให้ข้าผู้เฒ่ารักษาให้ กลัวว่าทนทรมานไม่ไหว ก็ไปเชิญหมอคนอื่นๆ ได้”
จากนั้น เขาก็ลุกขึ้นโค้งคำนับให้ซูเต๋อเหยียนคราหนึ่งเสีย “อัครมหาเสนาบดีซู ในเมื่อจวนอัครมหาเสนาบดีไม่้าข้าแล้ว ถ้าเช่นนั้นข้าขอลากลับไปก่อนแล้ว”
“เดี๋ยวก่อน จัดการให้ถึงตาย หลังจากนั้นจึงเกิดใหม่ หมอหลวงชิว ยานี้ข้ายินดีลองสักครั้งค่ะ” เสียงเ็าชัดใสของซูเฟยซื่อดังขึ้นมา
“คุณหนู...” ดูเหมือนซางจื่อยังคิดอยากจะพูดอะไรอีก
ยังไม่ทันพูดจบ นางก็ถูกซูเฟยซื่อขัดจังหวะขึ้นมาแล้ว “ซางจื่อ นี่คือหมอหลวงชิว ผู้อำนวยการของสถาบันหมอหลวง เ้าอย่าไร้มารยาท”
ซูเฟยซื่อพูดวาจาออกมาหมดแล้ว ซางจื่อได้แต่ต้องหุบปากโดยดีเท่านั้น
เห็นแบบนี้ หมอหลวงชิวอดไม่ได้ที่จะอารมณ์ดีขึ้นมาก “คิดไม่ถึงว่านังหนูตัวเล็กๆ นี่ตายังพอมีแววบ้าง”
ประโยคเดียวชมซูเฟยซื่อแล้ว แต่สร้างความเสียหายแก่ทุกคน
อย่างไรก็ตามด้วยฐานะและตำแหน่งของหมอหลวงชิว ไม่มีใครกล้าที่จะพูดว่าอะไร
ซูเฟยซื่อยิ้มเบาๆ ทันที “ถ้าเช่นนั้นก็ขอหมอหลวงชิวมอบยาให้ข้าเถิด”
“ได้” หมอหลวงชิวเอายาเม็ดวางในมือของซูเฟยซื่อ
ซูเฟยซื่อกลืนลงไปโดยไม่คิดอะไรทั้งสิ้น
ยานี้รสชาติค่อนข้างขม แต่แฝงกลิ่นหอมสดชื่นประหลาดกระแสหนึ่ง
จู่ๆ ซูเฟยซื่อก็สูดลมหายใจเยือกเย็นเข้าไปคำหนึ่ง กระทั่งร่างได้สั่นเทิ้มขึ้นมาเล็กน้อย
“คุณหนู ท่านเป็อะไรไปเ้าคะ? ” ซางจื่อรีบเอื้อมมือจะไปช่วยพยุงนางไว้
แต่กลับถูกหมอหลวงชิวรั้งไว้ “ยากำลังออกฤทธิ์แล้ว รีบไปเอาผ้าสองชิ้นมา ชิ้นหนึ่งให้คุณหนูสามกัดไว้ในปาก จะได้ไม่กัดลิ้นตนเองจนจบชีวิต อีกชิ้นหนึ่งให้คุณหนูสามจับไว้ในมือ ใช้บีบในขณะที่เ็ป จะช่วยลดความเ็ปลงได้”
“นี่….! ” ซางจื่อเห็นซูเฟยซื่อเ็ปจนเหงื่อเย็นออกท่วมศีรษะไปหมด แต่ต้องรามือไม่สามารถทำอะไรได้ ได้แต่ฟังหมอหลวงชิวเท่านั้น
ยานี้รุนแรงมากจริงๆ เพิ่งกินลงไปไม่นานก็สามารถรู้สึกถึงความเ็ปราวกับตับไตไส้พุงถูกกระชากไปมาอย่างนั้น
ดูเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังกัดในท้องของนางอย่างแรง หนึ่งคำ สองคำ สามคำ...
กัดจนแทบจะคร่าเอาครึ่งชีวิตของนางไปหมดแล้ว
“ไม่เลวๆ เป็สาวเป็นางได้รับความเ็ปขนาดนี้ แต่ยังกล้าหาญไม่เป็ลมไม่ส่งเสียงร้องออกมาด้วย นับว่ามีพลังห้าวหาญยอดเยี่ยม! ” หมอหลวงชิวดื่มน้ำชาพลางสรรเสริญพลาง
ท่าทางกวนบาทาราวกับเป็เื่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับตนเองทั้งสิ้น
เห็นเขาแบบนี้ ซูเฟยซื่ออดไม่ได้ที่จะกระดกริมฝีปากยิ้มคราหนึ่ง ดูเหมือนความเ็ปในร่างกายค่อยบรรเทาลงไปไม่น้อยแล้ว
เห็นซูเฟยซื่อเป็แบบนี้ ซูเต๋อเหยียนหรี่ตาลงอย่างอดไม่ได้ บุตรีคนนี้...
ปัญญาล้ำเลิศเกินผู้อื่น ความคิดอ่านรอบคอบถี่ถ้วน ขวัญกล้ามีแผนการ บัดนี้ยังมีพลังความห้าวหาญเหนือผู้อื่น
นี่ไม่ใช่เป็สิ่งที่ชาวบ้านทั่วไปสามารถอบรมเลี้ยงดูฟูมฟักขึ้นมาได้อย่างเด็ดขาด
ไม่รู้ว่าทำไม จู่ๆ ในสมองของเขาก็มีเค้าหน้าที่งดงามสดใสแบบเดียวกันดวงหนึ่งแวบผ่านไป
กู้ชิง ใช่ เป็นาง
ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดถึง แต่ตอนนี้ จู่ๆ เขาก็รู้สึกใที่ซูเฟยซื่อกับกู้ชิงเหมือนกันมากเช่นนี้
แต่น่าเสียดายที่หญิงสาวงามพร้อมปัญญาขนาดนี้มักจะเป็ตัวหายนะเสมอ
ถ้าไม่ใช่เพราะกู้ชิงหลงรักซ่งหลิงซิวเข้าแล้ว ทั้งตระกูลกู้จะย่อยยับในมือของเขาอย่างง่ายดายได้อย่างไร
แต่ซูเฟยซื่อ...
ดูไปแล้วเขาต้องลงมือทำอะไรบางอย่างแล้ว
“หมอหลวงชิว ข้าไม่สามารถทนดูเฟยซื่อเ็ปเช่นนี้ได้จริงๆ ไม่ทราบว่าสามารถใช้ยาแก้ปวดช่วยผ่อนแก้ให้นางคราหนึ่งได้ไหม? ” จู่ๆ ซูเต๋อเหยียนเอ่ยปากซักถามทันที
หมอหลวงชิวเหลือบตาดูท่าทางที่เ็ปของซูเฟยซื่อแวบหนึ่ง เบ้ปาก “ใช้เถิด”
ซูเฟยซื่อเ็ปจนลืมตาไม่ขึ้น นางได้ยินรางๆ ว่าซูเต๋อเหยียนจะเอายาแก้ปวดให้นาง ก็รู้สึกโล่งใจทันที
แต่กลับมีความรู้สึกเลือนรางว่ามีบางอย่างผิดปกติ ทว่าก็บอกไม่ได้ว่าผิดปกติตรงไหน
ไม่รอให้นางได้คิดมาก ซูเต๋อเหยียนได้ยัดยาเม็ดหนึ่งเข้าไปในปากของนางแล้ว
ยาเม็ดไม่ใหญ่ แต่รสชาติดี เหมือนลูกอมกุ้ยฮวาที่เคยได้กินสมัยเด็ก...
“เป็อย่างไรบ้าง? รู้สึกดีขึ้นบ้างแล้วไหม? ” ซูเต๋อเหยียนถามอย่างร้อนรน ในน้ำเสียงของเขาดูเหมือนว่าจะแฝงร่องรอยของความตื่นเต้นกระแสหนึ่ง
แต่ซูเฟยซื่อไม่สนใจอะไรแล้ว นางพยักหน้า เพียงรู้สึกสบายไปทั่วร่าง
ราวกับนางได้ลอยละล่องอยู่ในปุยเมฆ เบามาก ล่องลอยมาก
ดูเหมือนนางกำลังฝัน แม้แต่ความเ็ปในร่างกายต่างก็หายไปหมดแล้ว
ไม่ ไม่ใช่ไม่รู้สึก แต่เป็ประสาทััทั้งห้าของนางได้เฉื่อยชาไปแล้ว
เหมือนกับว่าเส้นประสาททั่วร่างกายกลายเป็อัมพาตไปแล้วอย่างนั้น
อัมพาตหรือ?
นี่มันเื่อะไรกัน?
ที่แท้ยานี้เป็ของสิ่งใด ทำไมถึงทำให้เส้นประสาทของนางเป็อัมพาต?
จุดประสงค์ที่ซูเต๋อเหยียนให้นางกินของสิ่งนี้คืออะไร?
เห็นความเ็ปบนใบหน้าของซูเฟยซื่อหายไป ซางจื่ออดไม่ได้ที่จะถอนหายใจโล่งอก “นายท่าน ยานี้ของท่านใช้ได้ผลจริงๆ เป็ยาอะไรหรือเ้าคะ? ”
นางเพียงคิดถามชื่อของยาเม็ดนี้คราหนึ่ง ภายหน้าถ้าซูเฟยซื่อได้รับาเ็อีกจะได้ให้นางกิน
ไม่คิดว่าสีหน้าของซูเต๋อเหยียนเปลี่ยนไปทันที “สาวรับใช้เล็กๆ คนหนึ่งถามอะไรมากมายขนาดนั้นไปทำไมกัน ดูแลคุณหนูดีๆ ก็ใช้ได้แล้ว”
“เ้าค่ะ” ซางจื่อถูกซูเต๋อเหยียนคำรามใส่ทันทีแบบนี้ ก็เกิดความสงสัยขึ้นในส่วนลึกของก้นบึ้งหัวใจ
เป็ของอะไรที่ไม่กล้าให้คนอื่นรับรู้?
คุณหนูกินแล้วคงไม่เป็อันตรายนะ?
ซูเฟยซื่อหลับลึก เมื่อนางตื่นขึ้นมาอีกครั้ง นางได้ถูกคนแบกกลับมาที่สวนปี้หวินแล้ว
“คุณหนูตื่นแล้ว พี่ซางจื่อ คุณหนูตื่นแล้ว” จือฉินที่เฝ้าข้างเตียงของซูเฟยซื่อตลอดเวลา เห็นเปลือกตาของซูเฟยซื่อขยับ ก็ะโเสียงดังด้วยความตื่นเต้นทันที
ซางจื่อกำลังจะไปห้องครัวเพื่ออุ่นโจ๊ก เพราะกลัวว่าซูเฟยซื่อตื่นขึ้นมาแล้วจะหิว
ได้ยินเสียงของจือฉิน นางรีบวางโจ๊กลงบนโต๊ะทันที แล้ววิ่งไปที่เตียงของซูเฟยซื่อ “คุณหนู ท่านรู้สึกอย่างไรบ้าง? ร่างกายยังคงเ็ปหรือไม่เ้าคะ?”
