หรืออาจเป็ว่าจวนอัครมหาเสนาบดีไม่มีคุณค่าในใจของซ่งหลิงซิวอีกต่อไปแล้ว
ไม่ว่าเป็เื่ไหน กล่าวไปแล้วสำหรับนางล้วนเป็ข่าวร้ายทั้งสิ้น
“ทหาร ตรวจสอบเื่นี้ให้ถึงที่สุดทุกคนกับทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเื่นี้ทั้งหมด...” เจตนาของซ่งหลิงซิวชัดเจนมากเขาคิดยืมใช้เื่นี้เพื่อโจมตีจวนอัครมหาเสนาบดี
“ฝ่าาเพคะ ทั้งนี้พระชายาซีอ๋องเป็คนของราชวงศ์ถ้าเื่นี้แพร่กระจายออกไป ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อหน้าตาของจวนอัครมหาเสนาบดีเท่านั้นกลัวว่าแม้แต่บารมีค้ำฟ้าของฝ่าาเองก็จะได้รับความเสียหายไปด้วย ขอพระองค์ทรงไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนเพคะ” จู่ๆ พระสนมหวินก็คุกเข่าลงขัดจังหวะของซ่งหลิงซิว
ในเมื่อนางกล้าสังหารซูจิ้งเซียง เท่ากับว่านางมอบหมายจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้วไม่สามารถให้ซ่งหลิงซิวตรวจสอบให้ถึงที่สุดแล้วคว้าขุดเอานางออกมาเด็ดขาด
ซ่งหลิงซิวนิ่งอึ้งไป เขาโกรธจนเลอะเลือนไปแล้วจริงๆไม่ได้คิดถึงจุดนี้
พระชายาซีอ๋องถูกบ่าวไพร่คนหนึ่งล่วงเกินจนถึงแก่ความตายในพระตำหนัก หากเื่นี้แพร่ออกไปเป็เื่ไม่น่าฟังจริงๆ
ซูจิ้งโหยวขมวดคิ้ว ตามเหตุผลสามารถกล่าวได้ว่าเวลานี้หากพระสนมหวินไม่โยนหินใส่บ่อ นางก็ขอบคุณฟ้าดินแล้ว แต่พระสนมหวินถึงกับช่วยนางพูด
ทำไมหรือ?
หรือว่าการเสียชีวิตของซูจิ้งเซียงมีส่วนเกี่ยวข้องกับพระสนมหวิน!
คิดถึงตรงนี้ จู่ๆ ซูจิ้งโหยวพลันโล่งใจทันทีรีบเอ่ยปากว่า “ฝ่าาเพคะ ฮ่องเต้ทำผิด โทษเท่าสามัญ อย่าว่าแต่บ่าวไพร่เล็กๆคนหนึ่งของจวนอัครมหาเสนาบดี ขอฝ่าาทรงสืบสวนให้ถึงที่สุด หม่อมฉันต้องร่วมปฏิบัติหน้าที่มิเห็นแก่อามิสสินจ้างโดยเด็ดขาดเพคะ”
เดิมซูจิ้งโหยวคิดวางท่าทีซื่อสัตย์แบบล้มล้างญาติผู้กระทำผิดเพื่อผดุงความเป็ธรรม สามารถทำให้ซ่งหลิงซิวชื่นชมได้ คิดไม่ถึงว่าพระสนมหวินกลับมีแิอื่น “พระสนมโหยว ความหมายว่าอย่างไร?หรือท่าน้าจะก่อกวนให้เป็เื่ใหญ่ ให้คนทั้งโลกหัวเราะเยาะว่าร้ายทหารรักษาพระองค์มากมายในพระตำหนักกระทั่งพระชายาซีอ๋องคนหนึ่งก็มิอาจพิทักษ์ไว้ได้อย่างนั้นหรือ? ”
“นี่...” ซูจิ้งโหยวตั้งใจจะเปิดโปงพระสนมหวินมาโดยตลอดแต่ครานี้ถึงกับถูกปิดกั้นจนไร้วาจาตอบโต้
“ต่างกล่าวกันว่าพระตำหนักมั่นคงแกร่งดุจทองคำถ้ากระทั่งพระตำหนักล้วนไม่ปลอดภัย แล้วความปลอดภัยของประชาชนจะมาจากไหนได้กัน? เื่ของคุณหนูหลัวครั้งที่แล้วก่อกวนจนจิตใจผู้คนจนหวั่นไหวถ้ากำลังแพร่ข่าวพระชายาซีอ๋องเสียชีวิตอย่างน่าอนาถ กลัวว่าจิตใจผู้คนคงไม่มั่นคง อาจนำมาซึ่งผู้ที่มีจิตใจทะเยอทะยานดุจหมาป่าจากชายแดนเ่าั้ถึงเวลานั้นพระสนมโหยวแบกรับไหวหรือไม่?” พระสนมหวินทรงรับสั่งได้ถูกต้องเปี่ยมคุณธรรมมีลักษณะใหญ่โต ไม่ว่าซูจิ้งโหยวกล่าวอะไรล้วนผิดไปหมด
แต่สิ่งที่นางรับสั่งก็มีเหตุผล ซ่งหลิงซิวฟังพลางความประทับใจที่มีต่อซูจิ้งโหยวก็ยิ่งแย่ลง
เมื่อก่อนยังรู้สึกว่าท่าทีน่าสงสารของผู้หญิงให้รสนิยมที่ต่างไปอีกลักษณะแต่ตอนนี้กลับพบว่านางเป็เพียงถุงฟางที่ไร้ประโยชน์นางหนึ่ง เทียบไม่ได้กับกู้ชิงอย่างสิ้นเชิง
คิดถึงกู้ชิง ซ่งหลิงซิวอดไม่ได้ที่จะมองดูซูเฟยซื่อแล้วอีกครา
ถ้าสามารถเก็บผู้หญิงคนนี้ไว้ใช้เอง...
“ฝ่าา เป็หม่อมฉันใจร้อนวู่วามขาดการคิดรอบคอบไปชั่วขณะ ยังขอฝ่าาโปรดให้อภัยสำหรับเื่นี้...” ซูจิ้งโหยวหยุดสักพัก ไม่ทราบควรกล่าววาจาต่อมาอย่างไร
บอกสืบสวนถึงที่สุดคงไม่ได้แล้วแต่ถ้าบอกว่าไม่สืบสวนถึงที่สุด ด้วยฐานะของนางก็ราวกับมีบางอย่างไม่ค่อยถูกต้องอีก เพราะเหมือนกำลังช่วยปกปิดให้บ่าวไพร่ของจวนอัครมหาเสนาบดี
“เื่นี้ข้าก็ไม่ติดตามสอบสวนแล้วเ้าเอาซากศพกลับไปฝังอย่างลับๆ ส่วนตำหนักซีอ๋อง ข้าจะให้ซีอ๋องประกาศต่อภายนอกว่าพระชายาซีอ๋องทรงป่วยสิ้นชีพเ้าไม่ต้องเป็ห่วง” ซ่งหลิงซิวครุ่นคิดสักครู่ ก่อนจะตรัสวิธีการแก้ไขที่ดีที่สุดออกมา
“ฝ่าาทรงพระปรีชาเพคะ”พระสนมหวินทรงโน้มเข้าไปใกล้ ทั่วพระพักตร์เต็มไปด้วยแววบูชา ยังทรงซุกซน มือเล็กลูบซ่งหลิงซิวสองครั้ง
พระสนมหวินยังทรงเยาว์วัยนักการกระทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่ไม่ทำให้คนรู้สึกว่าขัดตากลับให้ความรู้สึกซุกซนชนิดหนึ่ง
ถ้าเปลี่ยนเป็ยามปกติ ซ่งหลิงซิวคงกอดเอานางกลับวังไปตั้งนานแล้ว
แต่ตอนนี้ ความคิดทั้งหมดของซ่งหลิงซิวมัวแต่คิดว่าจะเก็บซูเฟยซื่อไว้ใช้เองได้อย่างไร เขาจึงไม่ตอบสนองต่อการกระทำของพระสนมหวินแม้แต่น้อย
พระสนมหวินทรงสังเกตเห็นว่าซ่งหลิงซิวมีบางอย่างผิดปกติจึงอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว เมื่อนางพบว่าดวงตาทั้งสองของเขากำลังจ้องซูเฟยซื่อเขม็ง
หรือว่าซ่งหลิงซิวเกิดความสนใจในตัวซูเฟยซื่อ?
ถึงแม้ว่าซูเฟยซื่อจะเป็คนของนาง หากซูเฟยซื่อสามารถขึ้นสู่ตำแหน่ง สำหรับนางมีแต่ได้ไม่มีเสีย
แต่ซูเฟยซื่อฉลาดเกินไป รู้ความลับมากเกินไปจริงๆ
คนฉลาดขนาดนี้นางไม่สามารถควบคุมได้อย่างสิ้นเชิงยิ่งไม่สามารถรับประกันได้ว่าซูเฟยซื่อจะซื่อสัตย์กับนางตลอดชีวิต
ถ้าบังเอิญมีวันหนึ่ง เพื่อแย่งชิงความโปรดปรานแล้วซูเฟยซื่อพูดเื่ของนางกับอ๋องหวี่ออกมา นั่นไม่เท่ากับว่าเวลาตายของนางมาถึงแล้วหรือ?
ไม่ได้ เก็บซูเฟยซื่อไว้ั้แ่ต้นจนจบถือเป็หายนะอย่างหนึ่ง
รอนางคว่ำซูจิ้งโหยวได้คนที่ควรตายคนต่อไปก็คือซูเฟยซื่อแล้ว
มีแววตาแปลกๆ ต่างคนต่างคิดสองสายกำลังจ้องมาทางตนเองซูเฟยซื่ออดไม่ได้ที่จะถอนหายใจลึกๆ จากก้นบึ้งหัวใจ
ดูไปแล้ว ั้แ่นี้ต่อไป นางมีคนที่ต้องระวังป้องกันเพิ่มอีกหนึ่งคนแล้ว
“ฝ่าา เวลาไม่เช้าแล้ว ก็ให้พวกนางกลับไปก่อนดีกว่าไหมเพคะ? ” พระสนมหวินเอื้อนพระโอษฐ์เสนอดูเหมือนอยากให้ซูเฟยซื่อออกไปให้พ้นจากสายตาของซ่งหลิงซิวโดยเร็ว
เห็นแบบนี้ ซูจิ้งโหยวรีบเอ่ยปากเช่นกัน “เถียนเอ๋อร์กับเฟยซื่อได้รับความใแล้ว ให้พวกนางกลับไปพักผ่อนแต่เนิ่นๆดีกว่าเพคะ”
ยากนักที่ซูจิ้งโหยวกับพระสนมหวินจะร่วมใจเป็หนึ่งเดียวกันเขาจะปฏิเสธอีกได้อย่างไร
ซ่งหลิงซิวย่อมรู้ว่าซูจิ้งโหยวกับพระสนมหวินกำลังดีดลูกคิดอะไรอยู่ แต่ไม่อาจตรัสออกไปได้ ได้แต่ทรงผงกพระเศียร “กลับไปให้หมดเถิด”
“เพคะ”
ซูเฟยซื่อไม่ได้เดินออกจากพระตำหนักทางเดียวกับซูจิ้งเถียนแต่เดินออกไปจากประตูด้านข้าง
“คุณหนู ท่านอย่าเสียใจไปเลยการเสียชีวิตของซูจิ้งเซียงเป็การรนหาที่เอง ท่านให้โอกาสนางแล้ว เป็นางไม่ได้ฉวยเอาไว้ดีๆ จะโทษหรือตำหนิใครอื่นไม่ได้เ้าค่ะ” ซางจื่อติดตามอยู่ข้างกายกล่าวกระซิบ
“การตาย กล่าวไปสำหรับซูจิ้งเซียงอาจไม่ใช่เื่เลวร้ายแต่กลับเป็การปลดปล่อยชนิดหนึ่ง เพียงแต่น่าสงสารแม่น้ารองแล้ว นางหวังให้ลูกสาวของนางแข็งแรงปลอดภัยมาตลอดคิดไม่ถึงว่า...” ซูเฟยซื่อถอนหายใจ
เห็นซูเฟยซื่อเป็เช่นนี้ สีหน้าของซางจื่อก็ไม่ค่อยดีตามไปด้วย“ซูจิ้งเซียงอยู่ตำหนักซีอ๋องก็สุขสบายดี ทำอย่างไรจึงได้มาร่วมมือกับซูจิ้งโหยวอีกได้ ช่างไม่รู้จักเจียมตัวอยู่ให้ดีๆจริงๆ ”
“เกรงว่าซูจิ้งโหยวคงสัญญาว่าจะให้อะไรดีๆแก่นาง เช่นสนับสนุนนาง ให้ซีอ๋องไม่โหดร้ายทุบตีทรมานนางอีก” ซูเฟยซื่อคิดถึงสิ่งที่ซูจิ้งเซียงได้พูดกับนางก่อนตายอย่างลางเลือน
มีบางอย่างที่เป็หายนะอย่างมหาศาลโดยมิอาจกู้คืนได้เมื่อเดินผิดพลาดไปเพียงแต่...ชะตาชั่วชีวิตของข้าล้วนถูกคนอื่นควบคุมไว้หมด ไยมิอยากลิ้มลองที่จะได้เลือกเองบ้างเล่า
ข่าวที่ซูเฟยซื่อได้แสดงความโดดเด่นในงานเลี้ยงฉลองที่พระตำหนักได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งเมืองหลวงอย่างรวดเร็วตามที่คาดไว้ กระบวนท่าค่ายกลโบราณใหญ่สิบประเภทของนางยิ่งถูกนักเล่านิทานพูดจนอัศจรรย์ดุจเทพ ดึงดูดให้หญิงสาวมากมายเลียนแบบ
แต่ซูจิ้งเซียงเดิมก็เป็คนที่ไม่สำคัญบวกกับการตายของนางไม่มีเกียรติ ดังนั้นข่าวการเสียชีวิตของนางล้วนถูกคนปิดกั้นไว้ตามที่คาด
นอกจากพระชายาซีอ๋องที่จู่ๆ ก็ป่วยตายกะทันหันอื่นใดแทบไม่เป็ที่รู้จัก
ซากศพยิ่งถูกจัดการอย่างหยาบๆเพียงใช้เสื่อผืนหนึ่งม้วนไว้ ขุดหลุมหนึ่งฝังไว้ในูเาก็นับว่าเสร็จเรียบร้อย
ไม่มีป้ายศิลากระทั่งพิธีศพก็ไม่ได้จัด เช่นนี้ คนหนึ่งก็หายสาบสูญไปจากโลกแล้ว
มีเพียงแม่น้ารองที่กอดประคองเสื้อผ้าของซูจิ้งเซียงร้องไห้ในเรือนไปทั้งวันเสียงที่ฉีกหัวใจนั้น แทบทำให้ใจคนแตกสลายตาม
มวลหมู่ดอกท้อที่ซูเต๋อเหยียนรักษาไว้มีไม่มากหลังจากที่นางแซ่หลี่ตาย จวนอัครมหาเสนาบดีก็เหลือเพียงแม่น้ารองคนเดียว
ตอนแรกซูเต๋อเหยียนมักจะไปที่เรือนของแม่น้ารองปลอบใจนางแต่ทุกครั้งที่เขาไป แม่น้ารองก็มีท่าทีร้องไห้เอาเป็เอาตายตลอด ไปหลายครั้ง ซูเต๋อเหยียนก็เกิดเบื่อหน่ายขึ้นมา
