กล่าวจบ ไม่รอให้ซูเฟยซื่อมีปฏิกิริยาตอบโต้นางได้วิ่งตื๋อหนีไปอย่างไร้เงาด้วยความรวดเร็ว
ปล่อยให้นางรออยู่ที่นี่?
คิดว่านางโง่หรือ?
ป่านี้มีบางอย่างผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด
คิดถึงตรงนี้ ซูเฟยซื่อรีบเร่งฝีเท้าก้าวไปแต่ไม่หวนกลับไปทางเดิม ทว่ายิ่งเดินลึกเข้าไป...
เดินหนีจากไปตอนนี้อาจจะหนีพ้นความหายนะไปได้แต่หลบได้วันหนึ่ง วันต่อๆ มาอาจจะหลบไม่พ้นก็ได้
กับการต้องตื่นตัวระวังว่าซูจิ้งโหยวมีการเคลื่อนไหวอะไรไปทั้งวันยังมิสู้หยิบยืมโอกาสนี้ลากเอาซูจิ้งโหยวลงน้ำไปให้ถึงที่สุดเหมือนการล่มสลายตระกูลหลี่
นี่จึงเป็วิธีทนลำบาก ถือว่าลงทุนออกแรงครั้งเดียวสบายไปตลอด
ยิ่งเดินเข้าไปในป่า ซูเฟยซื่อก็ยิ่งรู้สึกว่ามีเสียงแปลกๆเสียงหนึ่ง
ดูเหมือนเป็เสียงกระซิบทั้งดูเหมือนเสียงหยอกล้อต่อกระซิก ตามด้วยเสียงหอบอย่างหยาบกับเสียงร่างชนกันปะทะกันนี่...
ไม่ต้องคิดให้ละเอียดก็รู้ว่าเป็เื่อะไร
เพียงแต่เป็ใครทำเื่แบบนี้ในสถานที่แบบนี้กัน?
หรือว่าเป็นางกำนัลกับขันทีที่ไม่รู้จักความเป็ความตายคู่ไหน?
“หลิงหวี่...เร็วเข้า...หลิงหวี่...”
เสียงของผู้หญิงที่ครางกระเส่าดังมาซูเฟยซื่อตะลึงลานอย่างอดไม่ได้ หยุดชะงักฝีเท้าลง
เสียงนี้...
เป็พระสนมหวิน!
ไม่สงสัยเลยว่าเมื่อครู่ทำไมนางถึงไม่เห็นพระสนมหวินในงานเลี้ยงฉลองวันสมภพที่แท้พระสนมหวินวิ่งมาอยู่ที่นี่แล้ว
ไม่เคยคิดเลยว่าพระสนมหวินจะสวมหมวกเขียวให้ซ่งหลิงซิวเพียงแต่ผู้ชายคนนี้ที่แท้เป็ใคร?
หลิงหวี่? หลิงหวี่!
น้องชายของซ่งหลิงซิว อ๋องหวี่ ซ่งหลิงหวี่!
ชีวิตชาติที่แล้วของนางกล่าวได้ว่าประทับใจในอ๋องหวี่คนนี้อย่างลึกซึ้ง
อ๋องหวี่เป็หนึ่งในองค์ชายที่ฉลาดที่สุดั้แ่เขายังเป็เด็กแต่น่าเสียดายที่เป็คนหนึ่งที่ชั่วร้ายมากที่สุดด้วย
ปีนั้นฮ่องเต้องค์ก่อนทรงชื่นชมภูมิปัญญาของอ๋องหวี่มากครั้งหนึ่งเคยทรงดำริจะสืบทอดบัลลังก์ให้อ๋องหวี่
แต่น่าเสียดายที่กฎการสืบทอดบัลลังก์มีให้แค่องค์รัชทายาทแต่ไม่สืบทอดให้ผู้ปราดเปรื่องมาโดยตลอด อ๋องหวี่เป็องค์ชายอันดับสามท่ามกลางองค์ชายองค์อื่นๆ ในตอนนั้นเหนือศีรษะเขายังมีองค์รัชทายาทกับซ่งหลิงซิวองค์ชายรอง
เพื่อเื่นี้แล้วฮ่องเต้องค์ก่อนยังเคยถกอภิปรายกับขุนนางผู้ใหญ่หลายครั้ง
เดิมอ๋องหวี่คิดว่าฮ่องเต้องค์ก่อนจะทรงยกเลิกกฎเก่าเพื่อเขาคิดไม่ถึงว่าเื่นี้กลับไม่จบง่ายๆ องค์รัชทายาทยังคงเป็องค์รัชทายาท ส่วนเขายังคงเป็องค์ชายสามเหมือนเดิม
อ๋องหวี่ไม่ยินยอม จึงวางแผนคิดลอบสังหารองค์รัชทายาทกับซ่งหลิงซิวสุดท้ายองค์รัชทายาทสิ้นพระชนม์ ซ่งหลิงซิวกลับรอดชีวิตได้เพราะมีการปกป้องของตระกูลกู้ และได้กลายเป็องค์รัชทายาทอย่างถูกจังหวะเป็ขั้นตอน
เพราะหาหลักฐานไม่ได้ จวบจนบัดนี้การสิ้นพระชนม์ขององค์รัชทายาทยังประกาศต่อภายนอกอ้างว่าเป็อุบัติเหตุแต่จิตใจทะเยอทะยานดุจหมาป่าของอ๋องหวี่ นางชัดเจนมากมาโดยตลอด
เขาวางแผน แต่กลับทำให้ซ่งหลิงซิวได้รับผลประโยชน์แค้นนี้อ๋องหวี่ต้องชำระแน่
หลักฐานที่ดีที่สุดก็คือเขากับพระสนมหวินมีความสัมพันธ์อันเป็มลทิน
แต่ทั้งหมดนี้ควรยังเป็เพียงการเริ่มต้นเท่านั้นแผนการขั้นตอนต่อไปของเขาควรเป็อะไร?
ชีวิตของซ่งหลิงซิว! ประเทศชาติ!
นี่เป็ข่าวที่น่าสยองต่อทั่วหล้าจริงๆหรือว่าซูจิ้งโหยวให้ซูจิ้งเซียงพานางมาที่นี่ก็เพื่อให้นางได้เห็นสิ่งนี้?
ไม่ เป็ไปไม่ได้
ซูจิ้งโหยวเกลียดพระสนมหวินขนาดนั้นนี่ต้องเป็การกำจัดพระสนมหวินให้ต้องโทษถึงตายภายในการเคลื่อนไหวคราเดียวเป็แน่
ถ้าเป็ซูจิ้งโหยวรู้เื่นี้ นางต้องบอกซ่งหลิงซิวทันทีเป็ไปไม่ได้ที่จะทนปิดบังจนถึงตอนนี้
ดังนั้น...
เื่ทั้งหมดนี่ล้วนเป็ความบังเอิญหรือ?
หัวใจซูเฟยซื่อหมุนไปหนึ่งตลบ มุมปากรีบกระดกเบาๆอย่างกระหายเื
ในเมื่อกระทั่งฟ้า์ล้วนช่วยเหลือนางถ้าเช่นนั้นทำไมนางไม่ใช้ประโยชน์ดีๆ จากโอกาสนี้
อย่างไรก็นางร่วมมือกับอวี้เสวียนจีจนได้เป็การสมรู้ร่วมคิดกับเสือแล้ว ยังจะมากลัวว่าเื่นี้จะกลายเป็ยิ่งยุ่งเหยิงยิ่งซับซ้อนมากขึ้นหรือ?
คิดถึงตรงนี้ ซูเฟยซื่อกระแอมไอเบาๆสองครั้งทันที นางจงใจควบคุมเสียงหนักเบาให้พระสนมหวินกับอ๋องหวี่ได้ยิน แต่กลับไม่ดึงดูดถึงคนอื่น
“เป็ผู้ใด?” อ๋องหวี่ล้วงอาวุธลับชิ้นหนึ่งออกมายิงไปในทิศทางของซูเฟยซื่ออย่างตื่นตระหนกทันที
เดิมซูเฟยซื่อสามารถหลบหนีได้ แต่กลับกัดฟันอย่างแรงดาหน้าเข้าไปโดยเจตนาให้อาวุธลับกรีดใส่แขนของนาง
อ๋องหวี่เป็คนที่ขี้ระแวงมากสุดๆคนหนึ่ง ถ้านางแสดงตนว่าฉลาดเกินไปหรือมีวิทยายุทธ์ต่อหน้าเขา อ๋องหวี่ต้องไม่เชื่อนางแน่ๆ
ถึงเวลานั้นแม้ว่าซูจิ้งโหยวไม่ลงมือนางก็อาจจะไม่มีชีวิตรอดเดินออกไปจากป่า
“โอ้...พระสนมหวิน นี่หม่อมฉันเองเพคะ”ซูเฟยซื่อจงใจลดเสียงลงกระซิบ เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดีของตนต่อพวกเขา
พระสนมหวินขมวดคิ้ว ดูเหมือนจู่ๆ ก็คิดอะไรขึ้นมาได้รีบเอื้อมมือรั้งปรามอ๋องหวี่ไว้ น้ำเสียงมีความไม่กล้ายืนยันอยู่บ้าง “คุณหนูสาม? ”
“เป็หม่อมฉันเพคะ สถานการณ์ฉุกเฉินยังเชิญพระสนมหวินกับอ๋องหวี่ทรงฉลองภูษาก่อนเพคะ” ซูเฟยซื่อใช้มือกุมปิดแผลไว้ทนปวด กล่าวพลาง
เพียงหวังว่าอาวุธลับของอ๋องหวี่ไม่ได้อาบยาพิษไว้มิฉะนั้น...
พระสนมหวินกับอ๋องหวี่ไม่ได้เป็คนที่ต้องพูดซ้ำซากด้วยในไม่ช้าก็ทรงฉลองพระภูษาเสร็จเรียบร้อย “ออกมาเถิด”
“เพคะ” ซูเฟยซื่อแอบถอนหายใจโล่งออก นางเดินเข้าไปในทิศทางของพระสนมหวินกับอ๋องหวี่ “หม่อมฉันน้อมคารวะพระสนมหวินน้อมคารวะอ๋องหวี่เพคะ”
แม้รู้ว่าซูเฟยซื่อเป็คนของพระสนมหวินแต่อ๋องหวี่ไม่ได้ผ่อนคลายความตื่นตัวลงสักนิด เขาวางมือขวาไว้บนกระบี่สะพายของตนตลอด ราวกับสามารถฟันใส่ซูเฟยซื่อได้ทุกเมื่อ
“เื่เมื่อครู่ เ้าได้เห็นหมดแล้ว? ”การแสดงออกของพระสนมหวินผิดปกติไปบ้าง
“หม่อมฉันไม่เห็นอะไรเลย ไม่มีเื่อะไรเกิดขึ้นทั้งหมดในป่านี้ด้วยถ้าพระสนมหวินทรงเชื่อหม่อมฉัน เพียงจำไว้ว่าหม่อมฉันเป็คนของท่าน ก็เพียงพอแล้วเพคะ”ซูเฟยซื่อไม่ได้รีบร้อนลนลาน นางตอบอย่างชาญฉลาด
อ๋องหวี่เลิกคิ้ว เหลือบมองไปยังาแที่แขนของนางคราหนึ่งจึงส่งเสียงกล่าวออกมาว่า “ดูเหมือนเ้ายังเป็หนี้ในการอธิบายสมเหตุสมผลข้อหนึ่งต่อข้ากับพระสนมหวินทำไมเ้ามาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ เมื่อครู่เ้าพูดว่าสถานการณ์ฉุกเฉินเป็เื่อะไรกัน?”
“เป็ซูจิ้งโหยวที่เป็คนชักนำหม่อมฉันมาที่นี่ ถ้าอ๋องหวี่กับพระสนมหวินไม่ทรงเชื่อเพียงแค่ซ่อนตัวไว้ในที่มืด ไม่นานป่านี้จะได้มีความครื้นเครงขึ้นมาแน่เพคะ” ซูเฟยซื่อกล่าวจบชี้ไปที่าแบนแขน “อ๋องหวี่กับพระสนมหวินไม่จำเป็ต้องสงสัยในความจงรักภักดีของหม่อมฉันหากหม่อมฉันคิดร้ายกับพระสนมหวินกับท่านอ๋องหวี่เมื่อครู่ก็สามารถเดินจากไป รอเพียงคนของซูจิ้งโหยวมาถึง เื่เปิดโปง เชื่อว่าไม่ต้องให้หม่อมฉันทำอะไรพระสนมหวินกับท่านอ๋องหวี่ต่างยากที่จะหนีรอดจากการกระทำเพคะ”
เป็ซูจิ้งโหยว?
หรือว่าซูจิ้งโหยวได้รู้เื่นางกับอ๋องหวี่แล้ว
พระสนมหวินทอดพระเนตรไปยังอ๋องหวี่อย่างค่อนข้างลนลานบ้าง“ทำอย่างไรดี? ถ้าให้ซูจิ้งโหยวพบเห็นเราทั้งสอง เราทั้งสอง...ก็ต้องตายแน่แล้ว”
สมัยเริ่มแรกที่อ๋องหวี่เลือกพระสนมหวินในการร่วมมือก็เพราะรู้สึกว่าพระสนมหวินฉลาดกว่าผู้หญิงทั่วไป ต้องสามารถช่วยให้เขาบรรลุงานใหญ่ได้อย่างแน่นอน
แต่ตอนนี้พอมีซูเฟยซื่อที่สงบนิ่งเปรียบเทียบอยู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าพระสนมหวินโง่เหมือนหมูตัวหนึ่ง
“พระสนมหวินโปรดวางพระทัย ซูจิ้งโหยวยังไม่ควรรู้เื่ของพระองค์กับอ๋องหวี่มิฉะนั้นคนที่ถูกนางชักนำมาที่นี่ในวันนี้คงจะไม่ใช่หม่อมฉัน แต่เป็ฮ่องเต้กับขุนนางฝ่ายบุ๋นบู๊นับร้อยแล้วเพคะ”ซูเฟยซื่อกล่าวอย่างเฉยเมยเล็กน้อย
หลังจากได้ยินวาจาของนาง พระสนมหวินก็นับว่าเย็นลงเล็กน้อย สติปัญญากลับคืนสู่ปกติด้วย “เื่ในวันนี้ ข้าต้องสมนาคุณตอบแทนเ้าอย่างงามเ้าถอยไปก่อนให้หมอหลวงช่วยจัดการาแให้เ้า ส่วนเหตุผลที่ได้รับาเ็...ข้าเชื่อว่าด้วยสติปัญญาของเ้าต้องไม่ทำให้เ้าล้มไปอย่างลำบากแน่นอน”
“รอเดี๋ยวสิ” ไม่รอซูเฟยซื่อเปิดปากอ๋องหวี่ก็ได้ขัดจังหวะขึ้นมา “ถ้าข้าจำไม่ผิด เมื่อครู่พระสนมหวินคงไม่ได้เรียกเ้าผิด เ้าควรเป็คุณหนูสามของจวนอัครมหาเสนาบดี น้องสาวแท้ๆ ของซูจิ้งโหยวในเมื่อเป็เช่นนี้ ทำไมต้องช่วยข้ากับพระสนมหวิน?”
