“ท่านยาย” ทันทีที่ฉินหยีหนิงเข้าประตู ก็เห็นสมาชิกผู้หญิงสวมใส่เสื้อไว้อาลัย ดวงตาของนางจึงแปรเปลี่ยนเป็สีแดงทันควัน
ความจริงมันเป็เื่ที่โหดร้ายทารุณเช่นนี้ เพียงแค่ชั่วข้ามคืน ความหายนะจากการถูกทำลายทั้งครอบครัวก็ได้เสร็จสิ้น สมาชิกในครอบครัวถูกพรากจากกันตลอดกาล
เมื่อฮูหยินติ้งกั๋วกงเห็นฉินหยีหนิงก็ร้องไห้ออกมา “หยีเจี่ยร์ เ้ามาแล้ว เ้ารีบมาที่นี่เช่นนี้ เ้าไม่เป็อะไรใช่หรือไม่?”
“ไม่ต้องกังวลเ้าค่ะ ตอนที่ข้ามาที่นี่ ข้าระมัดระวังอย่างมาก ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นเ้าค่ะ” ฉินหยีหนิงคำนับให้กับป้าหญิงทั้งสอง ญาติผู้หญิงทุกคนและทุกคนก็คืนคำนับให้ด้วย ทว่าหลังหย่อนตัวนั่งลง พวกนางกลับไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะพูดอะไรดี
ทุกคนหมกมุ่นอยู่กับความเศร้าโศก ไม่ว่าจะเห็นอะไรก็มักนึกถึงสมาชิกผู้ชายในบ้านที่ตายอย่างน่าสลดใจ ไม่รู้ว่าเป็ใครที่ไม่อาจกลั้นเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น เสียงร้องไห้คร่ำครวญดังขึ้น มันเหมือนเสียงไฟป่าที่จะทำให้น้ำตาของผู้คนไหลนองลงมา
ฉินหยีหนิง ท่านยายและป้าหญิงเศร้าโศกจนต้องหลั่งน้ำตา ร้องไห้จนดวงตาของฉินหยีหนิงบวมและแปรเปลี่ยนเป็สีแดง ฮูหยินติ้งกั๋วกงเช็ดน้ำตาพลางสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนเอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
“ข้าได้ยินข่าวข้างนอกทั้งหมดแล้ว ท่านตาของเ้าและพวกเขามีคนช่วยเก็บศพไว้อย่างลับๆ นั้น ข้ารู้ว่าเ้าเป็คนจัดการมัน ใน่เวลาที่สำคัญนี้ เ้าไม่ได้คำนึงถึงตนเองแต่เพียงผู้เดียว แต่ช่วยเหลือพี่สะใภ้ห้าของเ้าและพี่สะใภ้แปดแล้ว เ้ายังช่วยชีวิตลูกของลูกพี่ลูกน้องชายของเ้าอีกด้วย ช่วยพวกท่านตาอีกด้วย ข้าไม่รู้ว่าจะขอบคุณเ้าอย่างไรดีและข้าก็ไม่มีอะไรที่จะทำได้ เพื่อเป็การขอบคุณเ้าแล้ว”
“ท่านพูดอะไรกันเ้าคะ พวกเราเป็ครอบครัวเดียวกัน ในบ้านเกิดเื่เช่นนี้ขึ้น ถ้าข้าทำเพียงดูแลปกป้องแต่ตนเอง โดยไม่สนใจพวกท่าน เช่นนั้นข้าจะกลายเป็คนประเภทไหนกันเล่าเ้าคะ? มากไปกว่านั้นก็คือสิ่งที่ทำให้ข้ามีความสามารถในการช่วยเหลืออันน้อยนิดนี้ ทั้งหมดล้วนมาจากรางวัลของท่านยายที่มอบให้ข้านะเ้าคะ หากท่านยายไม่ได้มอบจ้าวหยุนซือให้ข้า และได้ให้หัวหน้าจงมาช่วยข้าอีก เพราะตัวข้าคนเดียวถึงจะมีหัวใจ แต่คงไม่มีความสามารถเป็แน่เ้าค่ะ”
ป้าหญิงใหญ่เช็ดน้ำตาแล้วพูดว่า “หยีเจี่ยร์ อย่าพูดอย่างนั้น อุปนิสัยของเ้า พวกเราทุกคนต่างก็รู้ดี น้ำใจของเ้าพวกเราจะเก็บและจดจำไว้ แต่ว่าป้าไม่มีอะไรสามารถตอบแทนเ้าน่ะสิ”
“อย่าพูดเช่นนั้นเลยนะเ้าคะ” ฉินหยีหนิงโบกมือซ้ำแล้วซ้ำเล่า “จริงๆ แล้ว ข้าไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง ท่านพ่อของข้าก็แอบช่วยด้วย” จากนั้นนางก็ลดเสียงและพูดว่า “หวงช่างตรวจสอบทรัพย์สินทั้งหมด อันที่จริงแล้วก็มีความคิดที่จะยึดจ้าวหยุนซือกลับไปดูแลจัดการด้วยตนเอง เพียงแต่ว่าไม่ได้คาดคิดว่าท่านยายได้มอบจ้าวหยุนซือให้ข้าก่อนแล้ว”
“ถ้าเช่นนั้น วันข้างหน้าเ้าจะต้องระมัดระวังกับมันให้มากขึ้นนะ” ฮูหยินติ้งกั๋วกงเช็ดน้ำตากับแขนเสื้อและถูระหว่างคิ้ว
นางไม่มีบ่าวเคียงข้างคอยรับใช้แล้ว ฉินหยีหนิงจึงยืนขึ้น ยืนถัดจากฮูหยินติ้งกั๋วกง จากนั้นบีบนวดด้วยน้ำหนักมือปานกลางและกระซิบ “เ้าค่ะ ข้าจะระมัดระวัง แต่ตอนนี้ฮ่องเต้เกือบจะถูกต้าโจวทำให้หวาดกลัวแล้ว อีกทั้งประชาชนก็ยังพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์และสาปแช่งอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้เขาคงไม่มีเวลาจะมาสนใจเื่จ้าวหยุนซือเ้าค่ะ แต่ว่าสมาชิกในจวนของพวกเรา...”
ฉินหยีหนิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งและพูดว่า “อีกสักพัก ท่านยายก็จดรายชื่อออกมานะเ้าคะ อีกสองวันบ่าวจากจวนของเราก็จะถูกขายออกมาแล้ว ข้าจะซื้อคนที่ควรซื้อ จะไม่มีใครอยู่ดูแลเคียงข้างท่านไม่ได้นะเ้าคะ คนที่ข้าคุ้นเคย ก็มีแม่นมเปา เป็คนแรกที่ข้าจะต้องพากลับมาให้ได้”
หลังจากได้ยินคำพูด ฮูหยินติ้งกั๋วกงถึงกับน้ำตาคลอ นางตบมือหลังมือของฉินหยีหนิงอย่างอ่อนโยน
ลูกพี่ลูกน้องก็รู้สึกขอบคุณและซาบซึ้งอย่างมาก
พวกนางไปที่คุมประพฤติยังไม่ทันได้ค้างคืนเลย พวกนางก็เห็นด้านมืดอันน่าสังเวชเ่าั้แล้ว แต่เดิมพวกนางคิดว่าการใช้ชีวิตก็เป็การทรมานเช่นกัน เช่น ป้าหญิงใหญ่ ป้าหญิงรองและภรรยาของลูกพี่ลูกน้องชายและคนอื่นๆ แม้กระทั่งคิดจะตายเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ให้กับตระกูลซุน คาดไม่ถึงเลยว่า เมื่อได้ตัดสินใจ แต่ยังไม่ได้ลงมือทำ ฉินหยีหนิงก็เช่าพวกนางออกมาข้างนอกแล้ว
หากในอดีต สำหรับคนระดับจวนติ้งกั๋วกง เงินเล็กน้อยเช่นนี้จะไม่ถือสาอะไร แต่ว่าตอนนี้พวกนางหมดตัวแล้ว จ้าวหยุนซือเช่าพวกนางออกมา คงต้องใช้เงินเป็จำนวนมาก และไม่ต้องพูดถึงว่าฉินหยีหนิงไม่ได้คิดที่จะปล่อยให้พวกนางทำงานอีกด้วย แต่จะเลี้ยงดูพวกนางอยู่ที่นี่ แม้กระทั่งบ่าวรับใช้ก็ดูเหมือนว่าจะมีไม่น้อยเช่นกัน
มันไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่เล็กน้อยเลย ที่จะต้องเลี้ยงพวกนางจำนวนมากถึงเพียงนี้
ไม่ว่าในกรณีใด พวกนางรู้สึกถึงความจริงใจและรู้สึกขอบคุณอย่างมาก
ฮูหยินติ้งกั๋วกงจับมือฉินหยีหนิง พลางดึงหลานสาวให้นั่งลงข้างๆ “อีกสักพักข้าจะปรึกษากับท่านป้าของเ้าและพี่ของเ้าอย่างละเอียด เพื่อจะดูว่าใครจะอยู่และใครไม่ใช่”
ฉินหยีหนิงพยักหน้าแล้วพูดว่า “ข้าพาปิงถาง ซงหลานและชิวหลู่มาด้วยโดยเฉพาะ ให้พวกนางอยู่รับใช้อยู่ที่นี่ภายในสองวันนี้นะเ้าคะ”
ปิงถาง ซงหลานและชิวหลู่รีบคำนับทันที
ชิวหลู่ซื่อสัตย์และซื่อตรง ปิงถางและซงหลาน กลับไปที่จวนฉินในนามจวนติ้งกั๋วกงทำให้มีสถานะที่เหนือบ่าวคนอื่นๆ ตอนนี้พวกนางมีความสัมพันธ์กับครอบครัวของติ้งกั๋วกงจนแยกจากกันไม่ออก
ฮูหยินติ้งกั๋วกงกอดฉินหยีหนิงไว้ในอ้อมแขน นางมีความซาบซึ้ง ทั้งนึกขอบคุณหลายพันหลายหมื่นคำ แต่ในเวลาสั้นๆ นี้ นางไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้แม้แต่ประโยคเดียว
นางคิดอยู่พักหนึ่ง ดวงตาของนางก็ค่อยๆ มั่นคง ราวกับว่านางได้ตัดสินใจอะไรบางอย่างในพริบตาเดียว
“หยีเจี่ยร์ ท่านแม่ของเ้าล่ะ?”
ฉินหยีหนิงไม่้าทำให้พวกท่านยายเป็กังวล ในตอนนี้หัวใจของพวกนางกำลังทุกข์ทรมานมากพอแล้ว ทำไมจะต้องบอกพวกนางเกี่ยวกับเื่ของซุนซื่อ แล้วทำให้พวกนางต้องกลุ้มใจด้วยเล่า? แม้ว่าท่านยายจะรู้มากกว่า แต่เด็กสาวยังกลัวว่านางจะเหนื่อยล้าทั้งทางร่างกายและจิตใจ สมาชิกผู้หญิงในครอบครัว วันข้างหน้าต่างก็ต้องพึ่งพาท่านยาย ฉินหยีหนิงไม่้าที่จะเพิ่มปัญหาอีก
“เมื่อท่านแม่ของข้าได้ยินข่าวเื่ของทางนี้ นางเสียใจมากก็เลยล้มป่วยเ้าค่ะ ในเวลานี้นางพักฟื้นอยู่ในเรือนซิ่งหนิงเ้าค่ะ มีคุณหนูฮุ่ยหนิง แม่นมจิน และฉ่ายจู๋วกำลังดูแลอยู่ข้างๆ ท่านพ่อก็ได้เชิญหมอจากวังมาด้วยเ้าค่ะ ปิงถางได้ดูอาการแล้วด้วยเช่นกัน เป็เพราะกังวลมากเกินไปน่ะเ้าค่ะ แต่มันไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร พักฟื้นเป็เวลาสองวันก็จะดีขึ้นแล้วเ้าค่ะ ถึงตอนนั้นข้าจะมาหาท่านพร้อมๆ กับท่านแม่นะเ้าคะ”
คำพูดของฉินหยีหนิงทำให้ฮูหยินติ้งกั๋วกงต้องจ้องมองคนพูดอีกหน จากนั้นพยักหน้าเล็กน้อย
“เ้าเป็เด็กที่ฉลาด” เสียงของนางเกือบคล้ายการถอนหายใจ
ฉินหยีหนิงรู้ว่า คนที่ฉลาดเฉลียวอย่างฮูหยินติ้งกั๋วกง รับรู้ความเป็จริงทุกๆ เื่ นางรู้อยู่ที่ใจ ยกเว้นบางสิ่งบางอย่างที่ไม่สามารถพูดได้ และบางสิ่งบางอย่างเมื่อพูดแล้วไร้ประโยชน์เปล่าๆ เพราะพูดแล้วมีแต่จะทำให้อารมณ์อ่อนไหวก็เท่านั้น
ถึงจะมีการคำนวณมากแค่ไหน แต่ต่อหน้าความแข็งแกร่งสมบูรณ์นั้นย่อมไร้ประโยชน์อีกเช่นเดียวกัน
ไม่ว่าจะมีวิธีการมากถึงเพียงไหน ก็จะต้องมีความสามารถถึงจะทำการต่างๆ ได้
ฉินหยีหนิงไปหาพี่สะใภ้ห้าซึ่งกำลังอยู่ไฟหลังคลอด ทารกน้อยถูกห่ออยู่ในผ้าอย่างดี นางกำลังนอนหลับอย่างสงบในอ้อมแขนของมารดา
พี่สะใภ้ห้านอนอยู่บนเตียงที่คลุมด้วยผ้านวมหนาๆ ผูกด้วยผ้าพันสายสีเขียวที่หน้าผาก และผมของนางกระจัดกระจายออกมา ั์ตามีความว่างเปล่า และน้ำตาร่วงหล่นลงจากหางตา ทำให้หมอนใบใหญ่เปียกโชกไปทั่ว ภายในข้ามคืนเดียว แก้มของนางซีดอ่อนอย่างไม่น่าเชื่อ
ฉินหยีหนิงเห็นนางเป็เช่นนั้นพลอยรู้สึกใ พี่สะใภ้ห้าและพี่ชายห้ามีความรักที่ลึกซึ้งมาก ในวันนี้ก็คงจะมีความคิดอยากจะตายแล้ว
นางก้าวเท้าเข้าไปใกล้พร้อมจับมือของพี่สะใภ้ห้าไว้ “พี่สะใภ้ พี่ชายห้ามีอะไรบางอย่างที่อยากจะบอกพี่เ้าค่ะ”
พี่สะใภ้ห้าลืมตาขึ้นมาทันที
ฉินหยีหนิงกล่าวว่า “พี่เพิ่งคลอดที่นี่ และข้าได้นำข่าวที่พี่ให้กำเนิดลูกสาว ทั้งแม่ลูกปลอดภัยนี้ไปบอกกับพี่ชายห้าและพวกท่านตา พี่ชายห้าร้องไห้ด้วยความดีใจ มิหนำซ้ำยังบอกว่าเป็เื่ดีที่จะมีลูกสาว ลูกสาวเป็เสื้อผ้าตัวน้อยๆ ของแม่ ไม่เหมือนลูกชาย ที่มีแต่จะทำให้แม่ร้องไห้ก็เท่านั้น โดยบอกว่าลูกสาวจะเป็ลูกกตัญญูของพี่ พี่ชายห้ายังพูดอีกว่า ให้พี่มีชีวิตที่เข้มแข็งต่อไป อีกทั้งเลี้ยงลูกสาวให้มีชีวิตที่มีความสุขต่อไป”
พี่ชายห้าได้พูดอะไรทำนองนี้จริงๆ แต่ความจริงแล้วยังมีอีกประโยคหนึ่งจากหัวหน้าจง ทว่านางรู้สึกว่ามันไม่เหมาะสมที่จะคุยกับอีกฝ่ายในเวลานี้
พี่ชายห้าของนางยังกล่าวอีกว่า “ซวงเอ๋อร์ยังเป็สาวอยู่ ถ้านางมีคนที่ใช่ ก็แต่งงานอีกครั้งเถิด อย่าโง่เขลาที่จะใช้ชีวิตอยู่คนเดียว โดยไม่มีที่พึ่งเลย”
