ยวี้ฉือเยี่ยนมองตามแผ่นหลังบอบบางของฉินหยีหนิงซึ่งห่างออกไปเรื่อยๆ ดวงตาของเขาสดใสเป็ประกาย ใบหน้าของเขาแสดงถึงความประหลาดใจกึ่งชื่นชม ที่สำคัญเขาไม่ได้ยินคำพูดของฉินหวยหยวนแต่อย่างใด
อากัปกิริยานั้นทำให้ฉินหวยหยวนคาดเดาอะไรบางอย่างได้ เขาจึงเปล่งเสียงดังขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย “ลูกหญิงน้อยไม่มีความสุภาพ และขอฝ่าาได้โปรดทรงอภัยให้นางด้วยนะพ่ะย่ะค่ะ”
“อ๊ะ? โอ้! ไท่ซือพูดอะไรกัน” ยวี้ฉือเยี่ยนรู้สึกร้อนฉ่าบนใบหน้าขึ้นฉับพลัน เขาใช้มือปิดปาก แสร้งกระแอมก่อนพูดว่า “บุตรสาวของท่านนั้นมีความบริสุทธิ์และมีความกตัญญูกตเวที เป็คนที่มีอุปนิสัยตรงไปตรงมา ผู้หญิงเช่นนี้จะไม่ดีได้อย่างไร? เมื่อเปรียบเทียบกับหญิงสาวน่ารัก ขี้อ้อนทั่วไป บุตรสาวของท่านดูมีพลังมากกว่า มันก็เหมือนกับภาพวาดดอกพลัม ที่เพิ่มกิ่งก้านสาขาที่แข็งแกร่งเท่านั้น ถึงจะทำให้ภาพวาดนั้นดูมีความเข้มแข็ง และความแข็งแกร่งของบุตรสาวของท่านนั้นก็อยู่ที่อุปนิสัยของนางแล้ว”
“ลูกหญิงน้อยดื้อรั้น ย่อมไม่สมควรได้รับการยกย่องจากฝ่าา วันข้างหน้าเฉินจะเพิ่มความเข้มงวดในการสั่งสอนนางพ่ะย่ะค่ะ” ฉินหวยหยวนรู้สึกว่าฉินหยีหนิงทำตัวมีความกล้าหาญดุดัน ไม่สอดคล้องกับกฎระเบียบของผู้หญิงทั่วไป
ยวี้ฉือเยี่ยนรีบเอ่ยออกมา “ไท่ซืออย่ายับยั้งนางเลย อุปนิสัยเช่นนี้ก็ไม่ได้มีอะไรไม่ดีเสียหน่อยนี่”
เขาไม่ได้ปกปิดการแสดงความรักที่มีต่อฉินหยีหนิง เป็ผลให้ฉินหวยหยวนต้องสังเกตความจริงบนสีหน้าของคู่สนทนา ครั้นเห็นว่าผิวขาวของเขาแปรเปลี่ยนเป็สีแดงแล้ว จึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
จะมีผู้ใดบ้างที่ไม่เคยเป็หนุ่มมาก่อน?
หลังจากเป็ขุนนางมาหลายปี หัวใจของฉินหวยหยวนคล้ายถูกห่อหุ้มด้วยหินแข็งเป็เวลานาน และเมื่อเขาเห็นการตอบสนองที่น่าสนใจจากคนหนุ่มสาว เขาจึงระลึกถึงความทรงจำของตัวเองตอนที่ยังเยาว์วัยเป็เด็กหนุ่มแรกรุ่น
พวกเขาสองคนยังคงเดินบนถนนหินกระเบื้องและได้สั่งให้บรรดาบ่าวรับใช้ติดตามอยู่ห่างๆ
“เื่ที่เกิดขึ้นกับจวนติ้งกั๋วกงในครั้งนี้ เป็เื่ที่น่าสลดใจจริงๆ ฟู่หวงถูกต้าโจวข่มขู่จนกลัวไปแล้ว เพื่อความมั่นคงในระยะเวลาสั้นๆ วิธีการอย่างไรก็ทำได้ทั้งนั้น แม้ว่าข้าจะเป็โอรสของฟู่หวง แต่ข้าก็ไม่เห็นด้วยกับวิธีการของฟู่หวง อย่างไรก็ตามฟู่หวงไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นจากผู้ใดเลย ยอมรับฟังแต่เพียงความ้าของหวงโฮ่ว” น้ำเสียงของยวี้ฉือเยี่ยนเปี่ยมล้นไปด้วยความไม่พอใจแฝงความอึดอัด
แน่นอนว่าฉินหวยหยวนไม่อาจเข้าไปแทรกแซงความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูก ดังนั้นเขาจึงฟังอย่างเงียบๆ และไม่ได้แสดงความคิดเห็นแต่อย่างใด
ยวี้ฉือเยี่ยนยังกล่าวอีกว่า “ตอนนี้ราชทูตของราชวงศ์โจวได้ส่งหนังสือกลับแคว้นเป็เวลาหลายวันแล้ว คิดว่าจดหมายอาจจะส่งกลับมาภายในสองวันนี้ ยังไม่รู้ว่าฮ่องเต้แห่งราชวงศ์โจวจะทำอะไรต่อไป หวังว่าฟู่หวงจะสามารถแข็งแกร่งขึ้นมา อย่าทำให้ความพยายามอย่างหนักของซุนหยวนิต้องเสียเปล่าเลย”
“ฮ่องเต้มีความฉลาดและมีไหวพริบ แน่นอนว่าเพราะเขาฟังการยุยงจากคนข้างๆ ถึงได้ทำอย่างนั้น”
ฮ่องเต้คือโอรส์ โอรส์นั้นคือความศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าเขาจะทำอะไรผิด มันก็ไม่ใช่ความผิดของเขา มันต้องเป็เพราะคนอื่นทำ
ยวี้ฉือเยี่ยนยิ้มอย่างไม่มีจุดหมาย พยักหน้าพลางถอนหายใจ ก่อนตอบ “ใช่”
ฉินหวยหยวนพูดช้าๆ “สำหรับหยวนิแล้ว ถึงแม้ว่าเขาจะขัดต่อความประสงค์ของหวงช่าง แต่เขาใช้เืเนื้อเพื่อกระตุ้นให้เืของราษฎรต้าเยี่ยนผู้ยิ่งใหญ่ลุกขึ้นมาเข้มแข็งอีกครั้ง นี่เป็สิ่งที่น่าใยิ่งกว่าบทกลอนในปีนั้น ฝ่าาจะต้องจำประโยคนี้ไว้ว่า ‘ความหายนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการประเมินพลังของศัตรูต่ำเกินไป และการประเมินพลังของศัตรูต่ำกว่าความสูญเสียที่มีค่าที่สุดสำหรับตนเอง...’”
ยวี้ฉือเยี่ยนได้ยินคำพูดพลางก้าวไปข้างหน้า “ดังนั้นหากเพิ่มกำลังเพื่อต้านทานและทหารรวมใจเข้าด้วยกัน และคนโศกเศร้านั้นจะชนะ นี่คือสิ่งที่ถูกกล่าวในล่าวจื่อ”
“ถูกต้อง” ฉินหวยหยวนประสานมือไว้ข้างหลัง เขาก้าวเดินอย่างช้าๆ “ความจริงที่ว่าทหารที่โศกเศร้าจะชนะนั้น จะต้องไม่ได้มาจากความว่างเปล่า สมองของหยวนิทะลักไหลลงบนพื้นเช่นนั้น เพราะเขาตั้งใจแน่วแน่ที่จะตายและสร้างแรงบันดาลใจให้กับพวกเรา หากฮ่องเต้ใช้เหตุการณ์นี้บอกเล่าเป็ตัวอักษรและเผยแพร่การกระทำของเขา จะเป็แรงบันดาลใจให้กับทหารที่อยู่ในเมืองซีฮวาอย่างแน่นอน นั่นทำให้เรามีโอกาสชนะการต่อสู้กับผางจือซีอีกด้วย”
คำพูดดังกล่าวทำให้ยวี้ฉือเยี่ยนกระปรี้กระเปร่าขึ้นอย่างฉับพลัน เขาเอ่ยต่อว่า “ไท่ซือเป็คนวางแผนที่เยี่ยมยอดเกินคนจริงๆ ทันทีที่ท่านพูด หยวนิอาจนึกถึงขั้นนี้ก่อนแล้วก็เป็ได้ มิฉะนั้นเขาจะไม่เลือกวิธีที่ดุร้ายเช่นนี้ เื่นี้ข้าจะพูดกับฟู่หวงให้ และคิดว่ามีการนองเืเล็กน้อย ก็มักจะทำให้บุรุษได้รับแรงจูงใจขึ้นมา”
ฉินหวยหยวนยิ้มและพยักหน้า แต่จิตใจของเขาไม่ได้มองโลกในแง่ดีเท่ากับองค์ชายรัชทายาท
เพราะหากฮ่องเต้มีหัวใจเป็เช่นนั้นจริงๆ เขาจะไม่อ่อนน้อมต่อราชทูตของต้าโจว ความเป็ฮ่องเต้ที่พึงมีนั้นไม่ต้องพูดถึง ในยามนี้ฮ่องเต้ไม่ได้แค่เพียงเกรงกลัวต่อต้าโจวเท่านั้น แต่เขากลับไม่ได้พิจารณาถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีกด้วย
ต้องรู้ว่าซุนหยวนิสร้างชื่อให้ตัวเองด้วยบทกลอนบนกระดาษแผ่นหนึ่ง ในตอนแรกฮ่องเต้ถูกผู้คนดุด่า แต่ซุนหยวนิเป็บุคคลตัวอย่างที่ยืนหยัด
ผู้กล้าหาญที่มีความเข้มแข็งเช่นนี้ กลับต้องมาเสียสละชีวิตเพราะความอ่อนแอขี้กลัวของฮ่องเต้ เพื่อประจบสอพลอไท่โฮ่วของแคว้นศัตรู ทำให้ผู้มีพร์ในแผ่นดินนี้โวยวายไม่พอใจก็ไม่น้อยเลย ทหารและราษฎรที่เป็ทุกข์เสียใจมีจำนวนเท่าใดแล้ว?
ฉินหวยหยวนไม่คิดว่าหมอของต้าโจวได้สั่งยาให้กินสมองจริงๆ ฮ่องเต้แห่งต้าโจวมักจะมีกลอุบายและแผนการอยู่เสมอ คราวนี้เกรงว่าเขาจงใจทำมันเพื่อให้ขุนนางในต้าเยี่ยนแตกแยกกัน
ฝ่ายศัตรูขุดหลุมเอาไว้แล้ว ซ้ำร้ายฮ่องเต้ก็ะโลงไปโดยไม่ลังเล พวกเขาในฐานะข้าราชสำนักจะไปทำอะไรได้?
ถึงเวลานี้ข้าราชสำนักเฝ้าดูว่ากีบเหล็กของต้าโจวได้เหยียบเข้ามาในเมืองซีฮวาแล้ว ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าทุกคนนั้นกำลังตกอยู่ในอันตราย เพราะกลัวว่าเมืองจะถูกตีแตกและกลัวว่าพวกเขาจะเป็เป้าหมายต่อไปที่จะต้องเสียสละ
องค์ชายรัชทายาทกับฉินหวยหยวนพูดคุยกันถึงวิธีการจูงใจฮ่องเต้และหลังจากจดจำในสิ่งที่ฉินหวยหยวนพูดแล้ว พวกเขาก็รีบกลับไป
ฉินหวยหยวนส่ายศีรษะในขณะที่มองดูองค์ชายรัชทายาทซึ่งคล้ายมีชีวิตชีวากลับมาอีกครั้ง
องค์ชายรัชทายาทเป็คนใจดีและมีคุณธรรม มิหนำซ้ำความสำเร็จในการประดิษฐ์ตัวอักษรกับภาพวาดของเขาก็ลึกซึ้งมากเช่นกัน อุปนิสัยเช่นนี้ ถ้าเขาเป็บุตรชายของเศรษฐีสามัญหรือลูกชายคนที่สองของครอบครัวชายผู้มีเกียรติ เขาจะไม่มีแรงกดดันใดๆ น่าเสียดายที่เขาเกิดมาเป็องค์ชายรัชทายาท
ฉินหวยหยวนสามารถคาดเดาได้แล้วว่า ความหวังที่ฮ่องเต้จะรับฟังคำโน้มน้าวขององค์ชายรัชาทายาทมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ถึงกระนั้นแม้พวกเขาจะไม่มีความหวังมากนัก พวกเขายังคงต้องพยายามให้ดีที่สุด พวกเขาที่เป็ขุนนางล้วนไม่กล้าพูด ต่างจากองค์ชายรัชทายาทซึ่งเป็โอรสเพียงคนเดียวของฮ่องเต้ แม้ฮ่องเต้จะโกรธมาก ทว่าอย่างมากที่สุดฮ่องเต้ก็แค่ตำหนิไปสองสามคำเท่านั้น ไม่มีทางที่ฮ่องเต้จะลงโทษองค์ชายรัชทายาทด้วยการตัดศีรษะอย่างแน่นอน
ฉินหวยหยวนเรียกฉี่ไท่ “เ้าไปสั่งคนให้ไปสังเกตการเคลื่อนไหวในวัง หลังจากองค์ชายรัชทายาทได้พูดคุยกับฮ่องเต้ ให้ดูว่าฮ่องเต้มีท่าทีเป็เช่นไร”
ฉี่ไท่พยักหน้าตอบรับและก้าวถอยหลังออกไปอย่างรวดเร็ว
ฉินหวยหยวนกลับไปที่เรือนซิ่งหนิง
ในเรือนซิ่งหนิง
ซุนซื่อเพิ่งพบแพทย์และคำวินิจฉัยของแพทย์เหมือนกับที่ปิงถางได้บอกไว้ไม่มีผิด ในตอนนั้นฉินหยีหนิงถึงโล่งใจ นางช่วยประคองซุนซื่อให้นอนลงเพื่อพักผ่อนพร้อมพูดว่า “ท่านแม่อย่าโกรธง่ายๆ เลยเ้าค่ะ เพราะการโกรธมากนั้นจะทำให้ร่างกายแย่ลง ร่างกายของท่านสำคัญกว่าหรือว่าการโกรธผู้คนนั้นสำคัญกว่ากันเ้าคะ?”
ซุนซื่อพูดออกมาด้วยความอ่อนแรง “ข้าไม่ใช่คนเ้าคารม มีวาจาคมคาย ซ้ำร้ายไม่เคยมีความได้เปรียบในเหตุการณ์ที่สำคัญ ถึงอย่างไรข้าก็เป็ทุกข์จากความผิดหวังอย่างมากแล้ว”
ฉินหยีหนิงยิ้มและเอ่ยขึ้น “ท่านอย่าคิดเื่นี้ให้มากเลย ท่านอาศัยอยู่กับท่านพ่อและไม่ได้อยู่กับคนอื่นเสียหน่อย ตราบใดที่ท่านพ่อจริงใจต่อท่าน เท่านั้นก็เพียงพอแล้วไม่ใช่หรือ ท่านลองคิดดูว่าหลายวันมานี้ ท่านพ่อช่วยเหลืองานของพี่ชายใหญ่และให้ความช่วยเหลือจวนติ้งกั๋วกงมากเท่าใดแล้ว? ท่านยายกับท่านตาต่างก็เจ็บป่วย เื่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้พี่ชายห้ากับพี่ชายแปดต่างก็ไม่มีความคิดในการตัดสินใจ ยังไม่ใช่เพราะท่านพ่อที่คอยชี้นำและให้การสนับสนุนหรอกหรือเ้าคะ? ท่านพ่อเต็มใจทำสิ่งนี้เพื่อจวนติ้งกั๋วกง ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะทำเพื่อท่านแม่หรอกหรือเ้าคะ?”
คำพูดเ่าั้ทำให้ซุนซื่อสบายใจขึ้นมาก ริมฝีปากของนางเผยยิ้มออกมา “เ้าพูดจริงๆ หรือ?”
“แน่นอนว่าเป็เื่จริง” ฉินหยีหนิงพยักหน้าอย่างจริงจัง และรับเอาโจ๊กรังนกมาจากแม่นมจิน จากนั้นก็ใช้โอกาสที่กำลังพูดอยู่นั้นป้อนโจ๊กรังนกให้กับซุนซื่อ ปากของนางยังไม่หยุดที่จะเอ่ย
“ท่านพ่อกับท่านแม่เป็สามีภรรยากันั้แ่อายุน้อย และรักกันมาหลายปีแล้ว ที่เคยเผชิญกับความลำบากนั้นยังน้อยไปหรือเ้าคะ? แม้ว่าข้าจะกลับมาที่บ้านแค่ระยะเวลาสั้นๆ แต่กลับมองออกว่าท่านพ่อเอาใจใส่และมีความเคารพต่อท่านมาก”
ซุนซื่อเพิ่งทานยาไปและไม่อยากอาหารด้วย แต่หลังจากที่ได้ฟังคำพูดของฉินหยีหนิงแล้ว นางทานโจ๊กรังนกในชามมากกว่าครึ่งชาม แม้แต่ผิวหน้าซึ่งเคยหมองคล้ำยังค่อยๆ จางหายไป
แม่นมจินมองดูอยู่ นางยิ้มเห็นฟันเกือบทุกซี่พลางคิดอยู่ในใจว่า คงเป็เพราะลูกแท้ๆ จึงสนิทสนมและรู้ใจมากกว่า รู้จักคิดทำเพื่อแม่แท้ๆ นางจึงกล่าวสมทบเกลี้ยกล่อมตามไปด้วย “คุณหนูสี่พูดถูกที่สุดเ้าค่ะ เป็เพราะฮูหยินโกรธอยู่พักหนึ่งจึงไม่ได้คิดถึงเื่นี้ ความจริงแล้วก็เป็เช่นนั้นแหละเ้าค่ะ ฮูหยินกับนายท่านใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน นายท่านยินดีที่จะรักและให้คุณค่ากับท่าน ส่วนคนข้างๆ นั้นสำคัญเสียที่ไหนเล่าเ้าคะ”
ซุนซื่อพยักหน้า หลังจมอยู่ในภาวะซึมเศร้าและหดหู่มาอย่างยาวนาน ในที่สุดความคิดหม่นหมองทั้งหมดก็ได้จางหายไปแล้ว ใบหน้าของนางเปี่ยมล้นไปด้วยรอยยิ้มยามแตะที่จมูกของฉินหยีหนิงหนึ่งที
“ก็ไม่แปลกว่าทำไมท่านยายของเ้าถึงบอกว่าเ้ามองสิ่งใดได้ชัดเจนทะลุปรุโปร่ง มันก็เป็เช่นนั้นจริงๆ นี่นา พวกเรากลับไปด้วยกัน ท่านยายของเ้ารักแต่เ้าคนเดียว ไม่ยอมรักข้าแล้ว”
ฉินหยีหนิงหัวเราะขึ้นมา “เป็เพราะว่าท่านยายรักท่านมาก จึงได้รักข้าเช่นนี้ เพราะถ้าหากไม่มีท่าน จะมีความรักให้กับข้าได้อย่างไรเล่า?”
ซุนซื่ออดไม่ได้ที่จะปิดปากหัวเราะ สีหน้าของนางก็กลับมาเป็เหมือนปกติดั่งทุกวัน
ฉินหวยหยวนยืนอยู่ใต้ระเบียงและได้ฟังการสนทนาในห้องอย่างชัดเจน ใบหน้าของเขามีสีแดงก่ำอย่างทำตัวไม่ถูก หลังจากคิดเื่นี้แล้ว เขากลับไม่ได้เข้าไปในห้องและหันหลังออกไป
ฉ่ายจู๋วกับฉ่ายหลานซึ่งโดนสั่งห้ามจากฉินหวยหยวนไม่อนุญาตให้ออกเสียงใดๆ ต่างมองกันและกัน จากนั้นหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้
หลังจากซุนซื่อทานโจ๊กแล้วก็ล้างปาก ฉินหยีหนิงและแม่นมจินก็ดูแลนางให้นอนหลับ
เื่ที่ฉินฮุ่ยหนิงถูกฉินหยีหนิงตบจนฟันหลุด และยังถูกโยนลงในสระบัวที่สวนหลังบ้าน ซุนซื่อได้รู้ในวันรุ่งขึ้น
นางฟังเื่ราวจากแม่นมจิน ซุนซื่อกำลังมองตนเองในกระจกทองเหลืองเป็เวลานาน จากนั้นก็ได้ถอนหายใจออกมา
“ฮุ่ยเจี่ยร์ยังเป็เด็ก อีกสักพักเ้าไปเปิดห้องเก็บของ เลือกผ้าผืนใหม่และส่งให้นางสองชุด ส่งให้ฮุ่ยเจี่ยร์ นางจะได้มีเสื้อผ้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้น แล้วก็ช่วยเชิญแพทย์ให้ไปดูอาการของฮุ่ยเจี่ยร์ด้วย อากาศหนาวเช่นนี้ เด็กหญิงตัวน้อยอย่าให้ร่างกายต้องเป็อะไรเลยถึงจะดี”
“เ้าค่ะ” แม่นมจินยิ้มตอบรับ แต่ในใจนั้นกลับเห็นด้วยกับวิธีการของคุณหนูสี่ นางรู้สึกมีความสุขมาก
หมาป่าสีขาวที่เนรคุณเช่นนั้น เห็นได้ชัดว่าคอยแต่สร้างปัญหา ถ้าไม่ลงโทษสักครั้ง ไม่แน่ว่านางจะเป็รากเหง้าแห่งความโกลาหลในบ้านก็เป็ได้ และมีผู้เก่งกาจอย่างคุณหนูสี่เท่านั้นที่จะควบคุมนางได้
อีกทั้งไม่ว่าฉินฮุ่ยหนิงจะไม่สบายไม่สามารถลุกขึ้นได้ ล่าวไท่จุนกับซุนซื่อนั้นดูแลอย่างไร
เพียงแค่พูดได้ว่าในวันปีใหม่เล็ก ในขณะที่ทุกคนในครอบครัวกำลังมีความสุขและรื่นเริงอยู่นั้น องค์ชายรัชทายาทกลับถูกลงโทษโดยการคุกเข่านอกห้องสมุดเป็เวลาหนึ่งชั่วยาม เขาหนาวเหน็บจนเป็ลม ถึงจะได้รับอนุญาตจากฮ่องเต้ให้พาตัวกลับไปที่วังตง
ข่าวนั้นได้แพร่กระจายไปทั่วแคว้นอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ยังมีข่าวที่เผยแพร่ออกมาพร้อมๆ กับข่าวดังกล่าวคือ ฮ่องเต้แห่งต้าโจวหลีฉิเทียนได้ออกจดหมายทางการทูต
ก็ไม่รู้ว่าต้าโจวทำเช่นนั้นได้อย่างไร นึกไม่ถึงว่าจดหมายทางการทูตฉบับนั้น ทำได้เหมือนกับใบประกาศของฮ่องเต้ มันถูกติดในเมืองหลวงและเมืองใกล้เคียง ไม่ว่าจะบริเวณถนนใหญ่ หรือในตรอกซอยเล็กๆ เพียงชั่วข้ามคืน คำพูดที่ใช้แสนหยิ่งผยองและกล้าหาญ ตำหนิฮ่องเต้ราชวงศ์ต้าเยี่ยนที่คิดซ่อนเร้น ้าเพียงสมองของคนคนเดียวเพื่อมอบให้ไท่โฮ่วแห่งต้าโจวก็ไม่ยอมให้ ไม่มีความจริงใจที่จะสร้างสันติภาพโดยสิ้นเชิง ซ้ำร้ายยังขู่อีกว่า จะเข้ามารุกรานต้าเยี่ยน จับกุมฮ่องเต้ปะาชีวิตและสับเป็ชิ้นๆ
ผู้คนต่างก็หวาดกลัวและโกรธแค้นอย่างมาก ดุด่าทั้งฮ่องเต้สารเลวและดุด่าต้าโจว แถมความคิดของผู้คนยังหลากหลายแตกต่างกันไป
หลังจากฮ่องเต้ได้ทราบข่าวสีหน้ากลับซีดเซียวด้วยความหวาดกลัว เขาสั่งให้คนเขียนจดหมายเพื่อขอโทษต้าโจวอย่างระมัดระวัง และให้คนรีบนำมันไปส่งให้ถึงต้าโจวโดยเร็วที่สุด
นอกจากนั้นหลังจากครุ่นคิดอย่างรอบคอบ ก็ได้เรียกหวางต้าจ่งให้เข้ามาข้างใน “ออกพระบรมราชโองการว่า ให้ซุนไห่เฉิน ซุนไห่จิง และสมาชิกในครอบครัวทั้งหลายกลับมาที่เมืองหลวง และส่งแม่ทัพหวางฮุยเพื่อเข้ารับตำแหน่งปกป้องซีฮวาแทน”
