“องค์หญิงหลานหลิง?” ทันทีที่วาจานี้ออกจากปากของเขา นอกจากซูเต๋อเหยียนที่รู้เื่ราวทั้งหมดแล้ว ทั้งซูเฟยซื่อกับซูจิ้งเถียนต่างก็ใโดยพลัน
องค์หญิงหลานหลิง?
เกิดเื่อะไรขึ้น?
ซูจิ้งเถียนมองไปที่ซูเฟยซื่อด้วยความสงสัย แต่ในใจซูเฟยซื่อกลับยิ่งมีความรู้สึกสังหรณ์ไม่ดีพลุ่งขึ้นมา
หลานหลิง หลานหลิง เป็เื่บังเอิญหรือ?
“ใช่แล้ว ประกาศพระราชโองการก่อนเถิด องค์หญิงหลานหลิงจะได้ไม่งุนงงสับสน” แม่ทัพฝูดึงเอาพระราชโองการออกมาจากอ้อมแขนของเขา เปลี่ยนเป็สีหน้าที่เข้มงวด กล่าวว่า “ขอเชิญคุณหนูสามจวนอัครมหาเสนาบดีคุกเข่ารับพระราชโองการ”
วาจาของเขาจบลง ซูเต๋อเหยียนรีบหัวเราะร่า ดึงซูจิ้งเถียนคุกเข่าลงทันที ราวกับว่าคนที่จะได้รับพระราชโองการเป็เขาอย่างนั้น
เห็นเช่นนี้ ซูเฟยซื่อได้แต่คุกเข่าลงด้วย “หม่อมฉันรับพระราชโองการเพคะ”
“ด้วยโองการแห่ง์ ฮ่องเต้จึงทรงมีพระราชโองการ คุณหนูสามจวนอัครมหาเสนาบดี จริยาดั่งบุปผาฮุ่ยหลัน ป่าดงพงพีแผ่นดินกว้างใหญ่ล้วนมีตา กำเนิดอัจฉริยะ ครานี้ได้ถวายแผนกลยุทธ์ช่วยทหารชายแดนจนมีชัยชนะอย่างใหญ่หลวง เป็เอกลักษณ์แบบอย่างให้กับลูกหลานแคว้นซ่งเรา ดังนั้นจึงโปรดเกล้าแต่งตั้งเป็องค์หญิงหลานหลิง เสพสุขรับสวัสดิภาพทุกอย่างตามที่องค์หญิงพึงได้รับ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ”
วาจาของแม่ทัพฝูเหมือนสายฟ้าสายหนึ่งฟาดลงกลางใจของซูเฟยซื่อ
ก่อนที่กู้ชิงจะเสียชีวิต ซ่งหลิงซิวเคยถามนางว่าคนที่นางชื่นชมมากที่สุดคือใคร
นางจำได้ว่าคำตอบของนางตอนนั้นคือ อ๋องหลานหลิง
อ๋องหลานหลิง องค์หญิงหลานหลิง
ซ่งหลิงซิวพระราชทานทินนามนี้แก่นาง ที่แท้มีความหมายอะไร?
เป็เื่บังเอิญหรือ?
หรือจงใจคิดเตือนอะไรแก่นาง?
ไม่รอให้นางได้คิดมาก ซูจิ้งเถียนก็ะโขึ้นมาแล้ว “แต่งตั้งซูเฟยซื่อเป็องค์หญิงหลานหลิงหรือ? ทำไม? มีสิทธิ์อะไร?”
เสียงของซูจิ้งเถียนจบลง ก็สังเกตได้ถึงประกายคมกริบที่ไม่พอใจสองสายทันที
แม่ทัพฝูกับซูเต๋อเหยียน
ซูเฟยซื่อได้รับการแต่งตั้งเป็องค์หญิงหลานหลิงเป็เื่มงคลมหาศาล ในฐานะที่เป็น้องสาวของนาง ท่าทีนี้ของซูจิ้งเถียนเป็เื่อะไรกัน?
ซูเต๋อเหยียนรู้ว่าซูจิ้งเถียนกับซูเฟยซื่อมีความรู้สึกฉันพี่น้องที่ไม่ดีนัก ซูจิ้งเถียนพูดจาแบบนี้ เขากลับไม่รู้สึกว่าอยู่นอกเหนือความคาดหมาย
แต่ตอนนี้ถึงกับพูดแบบนี้ต่อหน้าบุคคลภายนอก จะเอาหน้าเขากับจวนอัครมหาเสนาบดีไปไว้ที่ไหน?
ถูกแววตาของพวกเขาทั้งสองมองมาแบบนี้ ซูจิ้งเถียนก็ตระหนักได้ว่าตนเองกล่าววาจาผิดไปแล้ว จึงรีบเปลี่ยนคำพูด “ถ้ามีใครถามเช่นนี้ ข้าต้องตอบแน่นอน ก็พี่สามของข้า จริยาดั่งบุปผาฮุ่ยหลัน ป่าดงพงพีแผ่นดินกว้างใหญ่ล้วนมีตา กำเนิดอัจฉริยะ ”
ประกาศพระราชโองการออกมาหมดแล้ว ใครจะไม่รู้บ้างว่าเป็ซูเฟยซื่อ จริยาดั่งบุปผาฮุ่ยหลัน ป่าดงพงพีแผ่นดินกว้างใหญ่ล้วนมีตา กำเนิดอัจฉริยะ ต้องให้เ้าบอกด้วยหรือ?
แม่ทัพฝูเหลือกค้อนใส่ซูจิ้งเถียนอย่างดูิ่แล้วคราหนึ่ง เป็คุณหนูของจวนอัครมหาเสนาบดีเหมือนกัน ทำไมระดับสติปัญญาต่างกันมากขนาดนั้น
ซูจิ้งเถียนรู้ว่าคำอธิบายของตนแข็งกระด้างฝืดเฝื่อนมากเกินไป ได้แต่เปลี่ยนเื่ไปยังซูเฟยซื่อ “พี่สาม ทำไมท่านยังไม่รับพระราชโองการ หรือมิใช่ว่าไม่พอใจในพระราชโองการของฮ่องเต้หรอกนะ? ”
“น้องสี่พูดล้อเล่นน่ะ นี่เป็พระกรุณาธิคุณที่หลายคนคิดอยากได้แต่ก็มิอาจได้รับ ข้าจะไม่พอใจได้อย่างไร” ซูเฟยซื่อเอ่ยปากพูดเบาๆ แล้วจึงยื่นมือออกไป “หม่อมฉันน้อมรับพระราชโองการเพคะ”
นางไม่พอใจแล้วจะทำอย่างไรอีกได้?
ถึงกับมีพระราชโองการออกมา ไหนเลยจะมีเหตุผลเรียกเก็บคืน?
นอกจากรับพระราชโองการแล้ว นางก็ไม่มีทางเลือกอื่นทั้งสิ้น
แต่คำพูดประโยคนี้ของนางได้เยาะเย้ยซูจิ้งเถียนอย่างแรงไปคราหนึ่ง
สีหน้าของซูจิ้งเถียนเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่กลับไม่กล้าพูดอะไรมาก
“ขอแสดงความยินดีกับองค์หญิงหลานหลิง ฮ่องเต้ยังได้จัดงานฉลองนาวาบุปผาเป็พิเศษเพื่อเ้า ขุนนางฝ่ายบุ๋นฝ่ายบู๊ต่างจะเข้าร่วม นี่เป็เกียรติยศอันยิ่งใหญ่” แม่ทัพฝูกล่าวหัวเราะร่า
งานฉลองนาวาบุปผาหรือ?
ซ่งหลิงซิวคิดอยากเห็นปฏิกิริยาของนางหลังจากที่นางได้รับการแต่งตั้งเป็องค์หญิงหลานหลิงสินะ
นางคิดได้นานแล้วว่ายิ่งยืนสูงขึ้นไป สิ่งที่ต้องแบกรับไว้ก็ยิ่งมากขึ้น ถ้าไม่มีความสำนึกรู้แบบนี้ นางก็ไม่คู่ควรที่จะเดินมาถึงตรงนี้ได้
ในเมื่อซ่งหลิงซิวคิดใช้ตำแหน่งองค์หญิงหลานหลิงมาทดสอบนาง ถ้าเช่นนั้นนางก็จะรับกระบวนนี้ไว้ด้วยความยินดี
ซูเฟยซื่อยิ้มตอบทันที “ต้องขอบคุณแม่ทัพฝูที่ช่วยพูดแทนข้าน้อยต่อหน้าพระที่นั่ง”
“องค์หญิงหลานหลิงเกรงใจแล้ว แม้ว่ากระหม่อมไม่พูด แต่ในหมู่ประชาชนได้ร่ำลือกันเซ็งแซ่แล้ว ไม่ว่าช้าหรือเร็ว ฮ่องเต้ต้องได้รู้ กระหม่อมเพียงฉวยโอกาสทวงรางวัลให้เท่านั้นเอง ทั้งนี้ในเมื่อองค์หญิงหลานหลิงได้เป็องค์หญิง เป็คนที่ขาข้างหนึ่งได้ก้าวเข้าไปในราชนิกุลแล้ว วันข้างหน้าต่อหน้ากระหม่อมก็ไม่ต้องแทนตนเองว่าข้าน้อย แต่ควรแทนตนว่าข้าองค์หญิงจึงจะถูกพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพฝูกล่าวจบ ยังไม่ลืมมองซูจิ้งเถียนคราหนึ่ง
“คุณหนูสี่ แม้ว่าเ้าเป็น้องสาวขององค์หญิงหลานหลิง แต่ตอนนี้องค์หญิงมีฐานันดรศักดิ์แตกต่างไปแล้ว เ้าไม่สามารถทำตัวตามสบายเหมือนที่เคยเป็แบบนั้นได้อีก จะได้ไม่นำหายนะมาสู่ตนเอง”
วาจานี้เห็นชัดว่ากำลังเตือนให้ซูจิ้งเถียนต้องสุภาพกับซูเฟยซื่อบ้างในอนาคต
ดูเหมือนไม่คาดคิดว่าแม่ทัพฝูถึงกับจะช่วยพูดแทนซูเฟยซื่อ ร่างของซูจิ้งเถียนสั่นเทิ้มอย่างแรง ฝืนยอมทนความไม่เต็มใจในใจของนางไว้พลางพยักหน้า
ใบหน้ายอมจำนน แต่จิตใจไม่ยอมจำนน
แม้รู้ว่าซูจิ้งเถียนไม่ได้เป็คู่ต่อสู้ของซูเฟยซื่ออย่างสิ้นเชิง แต่แม่ทัพฝูยังไม่พอใจมากกับเื่นี้
เขาเบนสายตาไปมองซูเต๋อเหยียนให้รู้แล้วรู้รอด “อัครมหาเสนาบดีซู หายนะที่คุณหนูสี่ก่อขึ้นมามีไม่น้อย เด็กไม่รู้ความ ท่านในฐานะเป็ผู้หลักผู้ใหญ่ต้องสอนให้มีวินัยมากขึ้น คิดถึงตอนแรกตระกูลหลี่ชั่วชีวิตก็มีเกียรติภูมิอย่างยิ่ง ถ้าไม่ใช่เพราะหลี่ชิ่งเหยียนสอนลูกสาวไม่เป็ ไหนเลยตระกูลหลี่จะตกอยู่ในสภาพที่มีจุดจบเช่นนี้ได้? ”
เอ่ยถึงตระกูลหลี่ ซูเต๋อเหยียนก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
เื่ที่เกิดขึ้นครั้งนั้นเกือบทำให้จวนอัครมหาเสนาบดีประสบหายนะอย่างมิอาจกู้คืนได้ เขาจะลืมได้อย่างไร ยิ่งไม่ปล่อยให้เื่นี้เกิดซ้ำรอยขึ้นอีก
“แม่ทัพฝูวางใจเถิด ข้าต้องสอนเถียนเอ๋อร์ให้ดีๆ แน่นอน” กล่าวจบ ซูเต๋อเหยียนถลึงตาจ้องซูจิ้งเถียนแล้วทันที
ข่มขู่จนซูจิ้งเถียนรีบหดลำคอเข้าไปแล้ว
รู้ว่าแม่ทัพฝูกำลังสร้างบารมีให้นาง ซูเฟยซื่ออดไม่ได้ที่จะไหววูบในใจคราหนึ่ง กล่าวอย่างซาบซึ้ง “ขอบคุณแม่ทัพฝู”
“ถ้าเช่นนั้นกระหม่อมไม่รบกวนแล้ว ทหาร หามเงินทองและเครื่องประดับที่ฮ่องเต้ทรงพระราชทานเข้ามา หลังจากนั้นกลับวังสนองพระบัญชากับข้า” แม่ทัพฝูสั่งการ
มีคนหามหีบขนาดใหญ่สิบหีบเข้ามาทันที ตาทั้งสองของซูเต๋อเหยียนกับซูจิ้งเถียนมองจนค้างไปหมดแล้ว
แต่ซูเฟยซื่อแม้แต่จะมองก็ไม่มองสักแวบ
สิ่งที่นางคิดอยากได้ล้วนไม่ใช่สิ่งเหล่านี้ แต่เป็สิ่งที่ล้ำค่ายิ่งกว่าสิ่งเหล่านี้ร้อยเท่า
“องค์หญิงหลานหลิง? ว้าว คุณหนู ท่านกลายเป็องค์หญิงแล้วเ้าค่ะ” กลับไปที่สวนปี้หวิน จือฉินกล่าวอย่างตื่นเต้นทันที
แต่ซางจื่อกลับขมวดคิ้ว ไม่รู้กำลังคิดอะไร “คุณหนู ท่านทราบไหมว่าการเดินหมากก้าวนี้ของท่านจะนำมาซึ่งความเสี่ยงภัยอันตรายต่อตนเองมากเท่าไรเ้าคะ”
“วาจานี้ของพี่ซางจื่อหมายถึงอะไร? ” ถึงแม้ว่าความคิดความอ่านของจือฉินละเอียดอ่อนกว่าซางจื่อ แต่เื่ที่รู้กลับไม่ได้มากไปกว่าซางจื่อ ดังนั้นจึงงุนงงไปทั้งศีรษะ
“ไม้ใหญ่ล่อให้โดนพายุโค่น” ซูเฟยซื่อใช้คำสั้นๆ เหล่านี้ตอบคําถามของจือฉิน แล้วจึงมองไปยังซางจื่ออย่างจริงจัง “นี่เป็เพียงจุดเริ่มต้น ถ้ากลัวั้แ่ตอนนี้ จะเดินทางต่อไปในอนาคตได้อย่างไรอีก”
ตำแหน่งองค์หญิงเป็เพียงการเริ่มต้นหรือ?
ถ้าเช่นนั้นแท้จริงแล้วอะไรคือความ้าอันสูงสุดของซูเฟยซื่อ?
ฮองเฮาหรือ?
ไม่ ซูเฟยซื่อไม่ใช่คนที่โลภอยากได้ชื่อเสียงเกียรติยศ ยิ่งเป็ตำแหน่งฮองเฮาด้วยแล้ว
ถ้าไม่ใช่ ถ้าเช่นนั้น...ฮ่องเต้ล่ะ?
สิ่งที่ซูเฟยซื่อ้าคือใต้หล้าผืนนี้หรือ?
ในใจของซางจื่อตื่นตระหนกอย่างยิ่ง ไม่กล้าที่จะคิดต่อไปอีก
เห็นสีหน้าของซางจื่อเปลี่ยนแปลงไป ซูเฟยซื่ออดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว “ซางจื่อ เ้าต่างจากจือฉิน เ้าเคยติดตามอวี้เสวียนจีมาก่อน ย่อมรู้ความเกี่ยวข้องผลดีผลเสียในครั้งนี้ ดังนั้นบัดนี้ข้ามีทางเลือกหนึ่งให้เ้า จะไป ไม่รั้ง จะรั้งอยู่ ต้องรักษาถนอมไว้”
วาจานี้ของนางเท่ากับเป็การยอมรับความคิดในใจของซางจื่อแล้ว
