ยิ่งเข้าใกล้วัง ถนนยิ่งกว้างขึ้นเรื่อยๆ ขบวนเดินทางแต่ละขบวนเดินเรียงกันเป็หนึ่งแถว เข้าไปยังประตูวังตามลำดับ
บนพรมแดงถูกโรยไว้ด้วยดอกไม้หลากสี เหล่านางข้าหลวงสวมชุดกระโปรงยาวสีชมพูดูรื่นเริง ทุกคนต่างยิ้มแย้มแจ่มใส ราวกับจะเพิ่มโอกาสแอบแฝงอื่นๆ ให้ตนในงานพระราชสมภพนี้ บนถาดอันประณีตเรียงรายไปด้วยขนมจนเต็ม พวกนางเดินไปมาท่ามกลางกลุ่มคนราวกับกำลังเต้นระบำ รูปร่างอ้อนแอ้นอรชรงดงามดุจบุปผา
เมื่อมองไปอีกด้านหนึ่ง คุณหนูจำนวนไม่น้อยจับกลุ่มกันนั่งเรียบร้อยแล้ว เกิดเสียงหัวเราะใสราวกระดิ่งดังขึ้นเป็ระยะ พวกนางชอบงานเช่นนี้เป็ที่สุด ในความคิดของพวกนาง สตรีเกิดมาก็ควรจะแข่งกันงาม งานรื่นเริงเช่นนี้ก็เปรียบดั่งโต๊ะเครื่องแป้งชนิดหนึ่ง
เมื่ออวิ๋นซูลงจากรถม้าพลันมีสายตานับไม่ถ้วนมองมา ทุกคนตกตะลึงกับการแต่งกายของนางในวันนี้ ทั้งยังเริ่มกระซิบกระซาบกันขึ้น กระทั่งวันสำคัญเช่นงานพระราชสมภพของไทเฮาก็ยังพาบุตรีอนุภรรยาเข้าวัง จวนชางหรงโหวเห็นนางเป็หยกไปแล้วหรืออย่างไร? อย่างไรก็ตามคราวที่แล้ว ความประทับใจที่อวิ๋นซูมอบไว้ให้กับทุกคนนั้นลึกล้ำยิ่งนัก เมื่อย้อนคิดกลับไป บุตรีอนุภรรยาผู้นี้ช่างโดดเด่นเหนือผู้อื่นอย่างยิ่งยวด หากเปลี่ยนเป็พวกนางก็ไม่แน่ว่าจะสามารถวางเดิมพันได้มากเช่นนั้น
“อวิ๋นเฟิง!” อู๋ฉางจวินพบพี่น้องของเขาท่ามกลางผู้คนได้ในทันทีจึงเข้ามาหา สายตาตกอยู่บนร่างของอวิ๋นซูอย่างตกตะลึง ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดจึงรู้สึกว่าด้านหลังของสตรีผู้นี้มีดอกไม้ประดับอยู่นับไม่ถ้วน เขามองจนเหม่อลอยหลงใหล หลิ่วอวิ๋นเฟิงสังเกตเห็นถึงความผิดปกติของเขาจึงรีบแค่นเสียงเย็น “ฉางจวิน? ฉางจวิน? อู๋ฉางจวิน!”
“อา...อ๋า? ฮ่าๆ โทษที ข้าเหม่อไปหน่อย แม่นางท่านนี้คือ...”
“เ้าคงยังไม่เคยเจอ นี่คือน้องหกของข้า” น้ำเสียงของหลิ่วอวิ๋นเฟิงปิดซ่อนความภาคภูมิใจไว้ไม่มิด บุรุษตรงหน้าแม้จะดูเหมือนเหลาะแหละ แต่อวิ๋นซูกลับพบว่าสายตาของเขากระจ่างใส บางทีคนผู้นี้ก็มีนิสัยเช่นนี้อยู่แล้ว ตอนนี้ไม่ควรจะทำให้หลิ่วอวิ๋นเฟิงขายหน้า นางจึงพยักหน้าให้อู๋ฉางจวินเบาๆ
บุรุษตรงหน้าท่าทางฉลาดเฉียบแหลม แม้จะไม่นับว่าหล่อเหลามากนัก แต่ก็มีบรรยากาศที่ทำให้ผู้อื่นอยากเข้าใกล้ มุมปากของเขาดูราวกับว่าจะมีรอยยิ้มเป็มิตรแขวนอยู่ตลอดจนเผยฟันขาวสะอาดออกมาให้เห็น
“อา...เ้าก็คือคุณหนูหกที่เป็จุดสนใจในวันงานพระราชพิธีเฉลิมฉลองผู้นั้นนี่เอง! ชื่นชมมานานแล้ว!” อู๋ฉางจวินยิ้ม มือทั้งสองประสานหมัดเบื้องหน้าค้อมกายคารวะ หลิ่วอวิ๋นเฟิงเห็นท่าทางเช่นนี้ของเขาก็ทราบว่าอีกฝ่ายกำลังหยอกล้ออวิ๋นซูอย่างเบิกบานใจ จึงทำได้เพียงทอดถอนใจอย่างอับจนหนทาง
“ดูสิ นั่นคุณชายรองจวนชางหย่วนโหว! ได้ยินว่ากลับมาเมืองหลวงได้สักพักแล้ว!”
“โอ้โห นอกจากเป็ผู้มีความสามารถโดดเด่น ได้ข่าวยังมิได้แต่งภรรยาด้วย!”
ข้างหูมีเสียงวิจารณ์อย่างกระตือรือร้นดังมาเป็ระยะ มีเหล่าคุณหนูจำนวนไม่น้อยปรายตามองมาด้วยแววตาที่แสดงออกถึงความชื่นชม อย่างไรก็ตาม บนใบหน้าของอู๋ฉางจวินยังคงประดับรอยยิ้มท่ามกลางสายตาสนใจของผู้คน เพียงแต่แววตาเ่าั้มองสลับไปมาระหว่างเขาและอวิ๋นซู ั้แ่งานพระราชพิธีเฉลิมฉลอง อวิ๋นซูก็กลายเป็หนามแทงใจของเหล่าคุณหนูจำนวนไม่น้อย พวกนางไม่เข้าใจว่าเหตุใดบุตรีอนุภรรยาที่ไร้ความสำคัญผู้หนึ่ง จึงได้มีบุรุษห้อมล้อมมากมายถึงเพียงนั้น นางใช้วิธีการที่มีลับลมคมในอะไรกันแน่
“เวลาไม่เช้าแล้ว คุณหนูหก พวกเราไปนั่งด้านโน้นกันเถิด...” อู๋ฉางจวินเข้ามาใกล้อย่างสนิทสนม ท่าทางเช่นนั้นราวกับทั้งสองเป็สหายที่ไม่ได้พบกันนานหลายปี
หลิ่วอวิ๋นเฟิงรีบขวางระหว่างทั้งสองคนเอาไว้ “ฉางจวิน ที่นั่งของจวนชางหย่วนโหวอยู่อีกด้านหนึ่ง” เขาเลิกคิ้วเบาๆ หางตามีรอยยิ้มวาบผ่านราวกับ้าเตือนให้เขาสนใจมารยาทด้วย หากคิดจะเข้าใกล้น้องสาวของเขา แน่นอนว่าต้องผ่านด่านเขาไปก่อน!
อวิ๋นซูย่อมไม่เห็นาย่อมๆ ระหว่างบุรุษทั้งสองอยู่ในสายตา นางเคลื่อนเท้าเดินไปข้างๆ ไม่คิดว่าเงาร่างในชุดสีม่วงจะวิ่งออกมาจากในมุม ชั่วพริบตาเดียวก็กอดเอวของนางไว้ “พี่ซู!”
เมื่อก้มหน้ามอง ก็พบใบหน้าเล็กๆ อันสดใสของคุณหนูเฟิ่งหลิง ดวงตาไร้เดียงสาทั้งสองยังคงไร้กังวลเช่นเคย ทำให้ผู้คนมองแล้วรู้สึกได้รับความสุขจากนาง
“เฟิ่งอวี่? ไม่ได้พบกันนาน...” ดูเหมือนว่าอู๋ฉางจวินจะคุ้นเคยกับทุกคน เขากางมือทั้งสองกอดบุรุษหล่อเหลาที่ตามหลังเฟิ่งหลิงมาอย่างเป็มิตร “เอ๋? นี่คือหลิงเอ๋อร์หรือ? เด็กขี้แยที่คอยตามหลังข้าต้อยๆ เมื่อปีนั้น?”
เด็กขี้แย?! เฟิ่งหลิงชะงักค้าง หันไปมองอู๋ฉางจวินเงียบๆ กวาดตามองสำรวจบุรุษตรงหน้าที่ปากไม่มีหูรูดั้แ่หัวจรดเท้า
“ยังจำข้าได้หรือไม่? ข้าคือพี่จวิน...โอ๊ย!”
อู๋ฉางจวินเดินเข้าไปใกล้ ยื่นมือไปตบลงบนศีรษะเฟิ่งหลิ่งเบาๆ อย่างคาดไม่ถึง การกระทำเช่นนี้ในสายตาของดรุณีน้อย ดูคล้ายกับกำลังเยาะเย้ยร่างกายเล็กๆ ของนาง จึงเตะข้อเท้าของอู๋ฉางจวินอย่างแรง บุรุษผู้นั้นหน้าเปลี่ยนสี “เ้า...”
ทว่าเฟิ่งหลิงจูงมืออวิ๋นซูเดินผ่านฝูงชนไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงกลุ่มคนที่มีสีหน้ากระอักกระอ่วน
“อืม หลิงเอ๋อร์ไม่ใช่เด็กขี้แยเหมือนเมื่อก่อนแล้ว” เฟิ่งอวี่ซ่อนรอยยิ้มกล่าวเสริมขึ้นประโยคหนึ่ง “ตอนนี้นางเป็ปีศาจน้อยของจวนชางติ้งโหวของพวกเรา”
“...” อู๋ฉางจวินขมวดคิ้วกะพริบตาปริบๆ ท่าทางเช่นนั้นราวกับกำลังกล่าวว่า เหตุใดจึงไม่เตือนให้เร็วกว่านี้หน่อยเล่า?
สถานที่จัดงานคึกคักเหนือธรรมดา เสียงประทัดเสียงดนตรีดังไปถึงในตำหนักหงส์
“รัชทายาทเตรียมของขวัญอะไรไว้?” บริเวณรั้วหิน ฮองเฮาที่ทรงเครื่องฉลองพระองค์เรียบร้อยแล้วทอดพระเนตรไปยังตงฟางซวี่ที่ยืนริมรั้วหิน ท่าทางดูเหม่อลอย ทรงพระสรวลออกมาเบาๆ
อีกฝ่ายชะงัก รีบดึงสติกลับมา “เป็ลูกประคำตงไห่เส้นหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ เสด็จย่าทรงดำรัสถึงอยู่หลายครั้ง ลูกจึงสั่งให้คนไปหามาใช้เวลาไปครึ่งปี”
ฮองเฮาพยักพระพักตร์อย่างพึงพอใจ พระเนตรสว่างวาบ “วันนี้คุณหนูทุกคนที่มีฐานะมีความประพฤติดีล้วนอยู่ที่นี่หมด รัชทายาท เ้าค่อยๆ ดูไปเถิด ไม่แน่ว่าอาจจะเจอสตรีที่ต้องใจก็เป็ได้” เมื่อทรงตรัสเช่นนี้ พระองค์ทรงสังเกตสีหน้าของตงฟางซวี่
เขายังคงมีท่าทางเรียบเฉย ราวกับไม่ได้ยินพระดำรัสของพระองค์ ดวงตาทั้งสองทอดมองไปยังท้องฟ้าสีคราม
ฮองเฮาทรงใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง ทุกครั้งที่ตรัสถึงเื่คัดเลือกพระชายา รัชทายาทจะมีท่าทางเช่นนี้เสมอ “วันนี้คุณหนูหกจวนชางหรงโหวก็มาด้วย”
อะไรนะ? บุรุษหล่อเหลาได้สติคืนมาอย่างประหลาดใจ มองไปยังดวงเนตรจนใจของฮองเฮา “เสด็จแม่ทรงทราบได้อย่างไร?”
พระพัตร์สง่างามประดับไปด้วยรอยสรวล “เป็แม่เชิญนางมาเอง รัชทายาทไม่ชอบหรือ?”
“เสด็จแม่...” ดวงตาของตงฟางซวี่เต็มไปด้วยความตกตะลึง เขายื่นมือออกไปกุมพระหัตถ์ของฮองเฮา ความหมายของเสด็จแม่คือทรงไม่รู้สึกขัดพระทัยกับฐานะของคุณหนูหกแล้ว?
“แน่นอน แม่ยังยืนยันคำเดิม รัชทายาทต้องพิจารณาดีให้ดี แม้คุณหนูหกจะฉลาดเหนือผู้อื่น แต่วันหน้านางจะสามารถช่วยรัชทายาทได้หรือไม่ก็ยังเป็สิ่งที่ไม่มีใครรู้ ยิ่งไปกว่านั้น คนที่จะตัดสินใจคัดเลือกพระชายารัชทายาทก็ไม่ได้มีเพียงแม่คนเดียว...” เพียงพริบตาเดียว ลมเย็นพัดผ่านมา บุรุษรูปงามที่เดิมทียังอยู่ข้างพระวรกาย ไม่ทราบว่าวิ่งห่างไปไกลแค่ไหนแล้ว “เสด็จแม่ ได้เวลาเข้าประจำที่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“...” เมื่อทรงเห็นเงาร่างที่มีท่าทางแย้มยิ้มอย่างทนไม่ไหว ท่าทางอดใจรอไม่ได้นั้น ฮองเฮาทรงทอดถอนใจเบาๆ อีกครั้ง
ภายในกลุ่มคน สตรีในชุดสีชมพูตั้งตารอคอย วันนี้หลิ่วอวิ๋นฮว๋าทำให้คนไม่น้อยมองจนตาค้าง ราวกับดอกท้อที่เบ่งบานใน่เวลาพิเศษ ทำให้ผู้คนรู้สึกถึงเสน่ห์ที่แตกต่าง
“คุณหนูหลิ่ว!”
พริบตาเดียว คุณหนูจวนเ้ากรมและจวนผู้ตรวจการห้อมล้อมเข้ามา หลิ่วอวิ๋นฮว๋ารู้สึกตื่นตะลึงเนื่องจากได้รับความสนใจ ทว่าเมื่อย้อนคิดกลับไป ใบหน้าของตนโดดเด่นกว่าคุณหนูจำนวนไม่น้อย ย่อมควรได้รับความสนใจเป็ธรรมดา นางพยายามสงบอารมณ์ของตน ทุกท่วงท่ากิริยาแสดงถึงการได้รับการอบรมสั่งสอนอย่างผู้สูงศักดิ์
เหลยซื่อที่อยู่ไกลๆ สังเกตเห็นถึงสถานการณ์เช่นนี้จึงแย้มยิ้มอย่างพออกพอใจ
หลิ่วอวิ๋นฮว๋าเบนสายตาขึ้นสบกับมารดาของตนพลางยิ้ม ทั้งสองราวกับมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นไม่น้อย วันนี้จะต้องไม่ผิดพลาดแน่!
ความหรูหราฟุ่มเฟือยในครั้งนี้ยิ่งใหญ่กว่าวันงานพระราชพิธีเฉลิมฉลอง ทุกคนพากันเข้าสู่ที่นั่ง อากาศฟุ้งกระจายไปด้วยกลิ่นหอมของเหล้า และบรรดากลิ่นเครื่องอบของสตรี ร่างงดงามราวดอกท้อเข้าสู่สถานที่จัดงานท่ามกลางผู้คน ริมฝีปากที่ทาชาดสีชมพูของหลิ่วอวิ๋นฮว๋าแย้มยิ้ม สายตาของนางตกอยู่บนร่างงดงามในชุดสีม่วงที่อยู่ไกลๆ พลันแววตาเปลี่ยนไป
“คุณหนูหลิ่ว เป็อะไรไปหรือ?” บุตรสาวเ้ากรมข้างกายมองหลิ่วอวิ๋นฮว๋าที่ยิ้มค้างอย่างสงสัย ทุกคนได้ยินดังนั้นก็หันมามอง “นั่นคุณหนูเจ็ดจวนชางติ้งโหว การรำดาบครั้งที่แล้วทำให้ผู้คนจดจำได้แม่นยำนัก”
“เดี๋ยวก่อน พวกเ้าดูสิว่าข้างกายนางคือผู้ใด?” ยามที่บุตรสาวผู้ตรวจการกล่าวประโยคนี้ นางยิ้มอย่างอดทนพลางมองสำรวจไปยังสีหน้าของหลิ่วอวิ๋นฮว๋า มิน่าเล่าคุณหนูหลิ่วถึงได้ยิ้มน่าเกลียดถึงเพียงนั้น งานใหญ่ขนาดนี้ถึงกับมีบุตรีอนุภรรยาที่ไร้ค่าคนหนึ่งมาเข้าร่วม มิใช่เป็การมองข้ามฐานะบุตรีภรรยาเอกของจวนโหวหรอกหรือ?
มือในแขนเสื้อของหลิ่วอวิ๋นฮว๋าสั่นระริก แต่นางไม่อาจปล่อยให้ตนเองแสดงท่าทางไม่พอใจได้แม้เพียงครึ่งส่วน นี่เป็ประสบการณ์ที่นางได้รับหลังจากผ่านการเรียนรู้มาหลายครั้ง ผิดพลาดครั้งหนึ่ง เรียนรู้ครั้งหนึ่ง นางคือบุตรภรรยาเอกที่มีหน้ามีตาและมีชื่อเสียง ต่อให้ในใจโกรธแค้น ต่อหน้าผู้อื่นนางก็ยังต้องไว้หน้าหลิ่วอวิ๋นซู
“พี่ซู อีกสักครู่หลิงเอ๋อร์จะพาองค์หญิงหย่งหนิงมา พวกเราเล่นด้วนนะ!” ดรุณีน้อยไร้เดียงสานั่งข้างกายหลิ่วอวิ๋นซู ขบวนคนที่เข้ามาจากที่ไกลๆ อย่างเชื่องช้าทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของเฟิ่งหลิงเปลี่ยนไป “เหตุใดไปที่ไหนก็เจอแต่หลิ่วอวิ๋นฮว๋า? น่ารำคาญใจยิ่ง”
เฟิ่งหลิงยังคงเหมือนเดิม ไม่ว่าจะชอบหรือเกลียดล้วนแสดงออกมาบนใบหน้า หลิ่วอวิ๋นฮว๋าที่เข้ามาใกล้ได้ยินคำพูดของนาง ในใจถูกทิ่มแทงทว่าหน้ากลับไม่เปลี่ยนสี เข้าไปยังที่นั่งของตนกับคุณหนูคนอื่นๆ
เพียงแต่ไม่มีใครทราบว่า ตำแหน่งที่หลิ่วอวิ๋นฮว๋านั่ง เป็ตำแหน่งของจวนแม่ทัพเวยหย่วน ส่วนทางฝั่งของชางหรงโหว ตำแหน่งที่เดิมทีเป็ของหลิ่วอวิ๋นฮว๋ากลับมีเฟิ่งหลิงนั่งอยู่ นั่งข้างกายหลิ่วอวิ๋นซูประดุจพี่สาวน้องสาว
เสียงดนตรีไพเราะรื่นหูดังขึ้น บนที่นั่งประธาน จักรพรรดิเฉินและฮองเฮาเสด็จเข้างานมาพร้อมกัน รัชทายาทที่รูปงามดั่งดวงจันทราตามหลังมาติดๆ พลันดึงดูดสายตาของสตรีนับไม่ถ้วน ดวงตางดงามดุจดวงดารานั้นกลับมองหาร่างโดดเด่นท่ามกลางผู้คนนั้นจนพบในเวลาไม่นาน
ในความยินดียังมีความแปลกใจอยู่เล็กน้อย ไม่ว่าสวมชุดบุรุษหรือชุดสตรี ทุกครั้งที่พบนางมักจะทำให้ตนเองรู้สึกแตกต่างเสมอ ราวกับสีสันใดๆ เมื่ออยู่บนร่างของนาง ล้วนแสดงลักษณะพิเศษออกมาได้แตกต่างกัน ตงฟางซวี่คิดว่าตนเองหลงเสน่ห์นางเข้าแล้ว สายตามิอาจละจากนางได้
พระเนตรของฮองเฮาทรงทอดไปยังรัชทายาทที่มองอย่างเหม่อลอยไปบริเวณหนึ่ง เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรตามไป ทิศทางของจวนชางหรงโหวราวกับมีดอกกล้วยไม้กำลังเบ่งบาน กระทั่งพระองค์เองก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชม
ร่างในชุดสีทองปรากฏกาย เหล่าขุนนางข้าราชบริพารลุกขึ้นยืน “ขอไทเฮาทรงพระเกษมสำราญดั่งทะเลตงไห่ พระชนมายุยืนยาวดุจขุนเขาหนานซาน!”
เสียงดังก้องไปในอากาศ ดังกังวานเป็พิเศษ
