ฉินหยีหนิงรีบวิ่งกลับไปอยู่ข้างๆ ซุนซื่อซึ่งกำลังคุกเข่าร้องไห้ นางคล้องแขนมารดาพยุงให้ลุกขึ้นมา “ท่านแม่ ท่านกลับบ้านก่อนนะเ้าคะ”
“ข้าจะไปฟ้องศาล ข้ากำลังจะไปที่คุก พวกเขามีสิทธิ์อะไร มีสิทธิ์อะไร...” ซุนซื่อร้องไห้สะอึกสะอื้น พลางส่ายศีรษะไปด้วย
“มีสิทธิ์เพราะนั่นคือพระบรมราชโองการของฮ่องเต้! ท่านไปฟ้องใครที่ศาล!?” มือทั้งสองของฉินหยีหนิงจับที่ไหล่ของซุนซื่อ มือของนางใช้แรงเล็กน้อย พร้อมกับลดเสียงลง ทุกคำที่พูดออกมานั้นดูเหมือนจะถูกบังคับให้ลอดผ่านไรฟัน
“ท่านแม่ พระราชโองการของฮ่องเต้ออกมาแล้ว ก็เอาคืนกลับไปไม่ได้อีก พวกเราเป็ผู้หญิงเท่านั้นและพวกเรายังเป็สมาชิกของครอบครัวฉินอีกด้วย การกระทำของพวกเราจะส่งผลกระทบต่อชีวิต และความตายของตระกูลฉินอีกด้วยนะท่านแม่ ท่าน้าให้ทุกคนในตระกูลฉินถูกฝังไปพร้อมๆ กับท่านตาหรือไม่?!”
“ทำไมเ้าถึงได้เป็คนเืเย็นเช่นนี้เล่า” ซุนซื่อมองฉินหยีหนิงอย่างไม่เชื่อสายตา นางผลักบุตรสาวออกด้วยมือทั้งสอง “เ้า้าให้ข้าดูท่านตาของเ้าตายไปต่อหน้าต่อตาหรือ?”
คราวนี้ฉินหยีหนิงยืนขึ้นและยืนหยัดอย่างมั่นคง ไม่เหมือนกับครั้งก่อนๆ ที่นางมักจะปล่อยมือไปตามที่ซุนซื่อ้า นางจับไหล่ของมารดาแน่น ออกแรงกดทำให้มารดาเ็ปจนต้องคิ้วขมวด ลืมแม้กระทั่งการหลั่งน้ำตา
“ใช่ อาจเพราะข้าเป็คนเืเย็น แม้ว่าข้าจะเติบโตขึ้นมาบนูเาเป็เวลาหลายปี แต่ข้ายังเคยอยู่ในชนบทเพื่อความอยู่รอด เมื่อข้ายังเป็เด็ก ข้าเคยประสบกับความเป็ความตายมาอย่างจริงจัง ได้เห็นด้านที่ดีของมนุษย์ ที่มากกว่านั้น ข้าได้เห็นด้านที่น่าเกลียดของมนุษย์ด้วยเช่นกัน
ใน่เวลาวิกฤตเช่นนี้ ถึงแม้ว่าท่านพ่อจะยินดีช่วยเหลือจวนติ้งกั๋วกง แต่หวงช่างเป็คนที่ฟังการตักเตือนจากผู้อื่นหรือไม่? ท่านแม่คิดดูดีๆ ว่า ท่านพ่อก็เป็เสาหลักของครอบครัวหนึ่งเช่นกัน เขาจะละเมิดพระบัญชาของฮ่องเต้ พร้อมวางครอบครัวของเขาลงบนกองไฟหรือไม่?
ท่านพ่อเป็ไท่ซือแห่งราชวงศ์นี้ ก็ยังทำอะไรไม่ได้เลย แล้วนับประสาอะไรกับท่านแม่ที่เป็ผู้หญิงในบ้าน จะทำอย่างไรได้?
หากท่านเคลื่อนไหวใดๆ ในตอนนี้ ก็แค่นำพาตระกูลฉินเข้ามาด้วยก็เท่านั้น!”
ซุนซื่อจ้องมองฉินหยีหนิงด้วยั์ตาว่างเปล่า ก่อนน้ำตาจะหลั่งไหลออกมาอีกหน “ถ้าอย่างนั้น พวกเราก็ทำได้แค่เฝ้าดูท่านตาของเ้า ท่านลุงของเ้าและลูกพี่ลูกน้องของเ้าถูกตัดหัวหรือ? ลูกของพี่สามของเ้าอายุเพียงแค่ห้าขวบเท่านั้นนะ!”
ในสายตาของฉินหยีหนิงเองก็มีน้ำตาด้วยเช่นกัน “ท่านแม่ นี่คือความจริง ท่านฟังข้า กลับไปที่บ้านตอนนี้และบอกว่าตนเองเจ็บป่วย ไม่พบใครทั้งนั้น ถ้าล่าวไท่จุนอยากเห็นท่านมาก ท่านก็อย่าต่อปากต่อคำกับล่าวไท่จุน ท่านแม่ ท่านต้องยอมรับความจริง ท่านจะไม่มีบ้านท่านพ่อ ท่านแม่ของท่านอีกต่อไปแล้วนะเ้าคะ”
ไม่มีบ้านพ่อแม่แล้ว
ไม่มีูเาสูงใหญ่ให้พึ่งพิงอีกแล้ว
ความภาคภูมิใจและความไว้วางใจของครอบครัวซุนซื่อใน่หลายปีมานี้ เมื่อมีเื่ทะเลาะกับล่าวไท่จุนหรือฉินหวยหยวน นางก็จะกลับไปยังบ้านพ่อแม่ของตัวเอง
ั้แ่นี้ต่อไป จะไม่มีใครสนับสนุนนางอีกแล้ว
ครอบครัวพ่อแม่ของนางล้มลงแล้ว
ฉินหยีหนิงเห็นว่าซุนซื่อเหม่อลอย และรู้ว่าคำพูดของนางมีบทบาทมากเพียงใด นางจึงสั่งแม่นมจินอย่างรวดเร็ว
“ดูแลฮูหยินกลับไปที่บ้านก่อนเถิด พยายามตักเตือนฮูหยินว่าอย่าไปขัดแย้งกับล่าวไท่จุนหรือใครก็ตามเป็อันขาด เราจะหารือทุกอย่างเมื่อข้ากลับไปที่บ้าน เื่ของตระกูลซุนจะเป็ที่รู้กันทั่วในไม่ช้า ท้องฟ้าของตระกูลฉินก็จะเปลี่ยนไปในไม่ช้าเช่นกัน”
“เ้าค่ะ คุณหนูสี่” แม่นมจินพยักหน้าอย่างหนัก เป็ครั้งแรกที่นางรู้สึกอย่างลึกซึ้งว่า ถึงแม้จะไม่มีความรักของนายท่านที่มีต่อฮูหยิน และแม้ว่าฮูหยินจะสูญเสียการสนับสนุนจากครอบครัวของนาง ตราบใดที่มีคุณหนูสี่อยู่ด้วย พวกนางก็ยังมีกระดูกสันหลังอยู่
ฉินหยีหนิงสั่งให้คนขับรื้อม้าดึงออกมาแล้วหันหลังกลับ “ข้าจะไปหาหัวหน้าจง บางทีอาจจะกลับไปสายหน่อย พวกเ้ากลับไปแล้ว ก็ช่วยข้ารับมือหน่อยเถิด”
ปิงถางพยักหน้า “เ้าค่ะ คุณหนูวางใจได้ ฮูหยินข้าจะดูแลเอง”
ฉินหยีหนิงสะบัดบังเหียน แล้วควบม้าออกไปอย่างรวดเร็ว
เด็กสาวไม่ได้เรียนรู้ทักษะการขี่ม้า แต่นางเคยใช้ชีวิตอยู่กับม้าป่า และเคยขี่ม้าป่าด้วย ดังนั้นการควบคุมม้าที่ได้รับการฝึกฝนเช่นนี้ จึงง่ายดายกว่ามากและนางก็มาถึงบ้านของหัวหน้าจงโดยใช้เวลาเพียงไม่นาน
หัวหน้าจงไม่ได้อยู่บ้าน
ทว่าเมื่อเห็นฉินหยีหนิง เสี่ยวซือก็รีบวิ่งไปที่โรงเตี๊ยมเยว่เชิงเพื่อไปตามหัวหน้าจงให้กลับมา
ในเวลานั้นหัวหน้าจงได้รู้ข่าวของจวนติ้งกั๋วกงแล้ว หลังจากได้ยินเสี่ยวซือรายงาน เขาจึงรีบกลับบ้านด้วยม้าเร็ว โดยที่ฉินหยีหนิงไม่ต้องพูดอะไร เขารู้ในทันทีว่านาง้าสิ่งใด
“ตงเจียวางใจได้ขอรับ ตอนนี้ข้าจะไปจัดการเื่เงินสด ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องไปที่คุมประพฤติเพื่อเช่าตงเจียคนเก่าและสมาชิกผู้หญิงทั้งหลายออกมาให้ได้ขอรับ”
ฉินหยีหนิงเห็นใบหน้าที่จริงใจของหัวหน้าจง เขาไม่เกรงกลัวว่าเื่ดังกล่าวจะสร้างปัญหาให้ตนแต่อย่างใด ทำให้นางรู้สึกสบายใจและรู้สึกขอบคุณอย่างซาบซึ้ง
“ถ้าเช่นนั้นก็รบกวนหัวหน้าจงด้วย แม้ว่าเื่เช่าคนจะเป็เื่เร่งด่วน แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือหาแพทย์และหมอตำแยไปที่คุมประพฤติได้หรือไม่ ภรรยาของพี่ชายห้าก็ใกล้จะคลอดลูกแล้ว ลูกของพี่ชายแปดก็จะคลอดออกมาแล้วด้วย”
เมื่อหัวหน้าจงได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกประหลาดใจและรีบพยักหน้า “ได้ ได้ขอรับ จ้าวหยุนซือของพวกเรา ไม่พูดถึงอย่างอื่น แต่การเชื่อมโยงความสัมพันธ์นั้นมากมายนัก ข้าจะไปจัดการเดี๋ยวนี้เลยขอรับ ิเจี้ยอยู่ที่นี่และคอยฟังคำสั่งของตงเจีย การช่วยชีวิตผู้คนดุจไฟไหม้ ต้องรีบจัดการอย่างเร่งด่วน ข้าจะไปไกล่เกลี่ยความสัมพันธ์ก่อน”
“ดี ทุกอย่างนี้ขอฝากกับหัวหน้าจงด้วยนะ” ฉินหยีหนิงกล่าวขอบคุณเขาเป็ครั้งแรก
หัวหน้าจงโบกมือพร้อมเดินออกไปอย่างเร่งรีบ
ฉินหยีหนิงส่งหัวหน้าจงที่หน้าประตู เฝ้าดูเขาค่อยๆ ห่างออกไปไกล จากนั้นนางก็นั่งลงพร้อมกับทำหน้านิ่วคิ้วขมวด
ชายในวัยสามสิบต้นๆ ยืนตัวตรง ในเวลานั้นฉินหยีหนิงเพิ่งจะมีเวลามองเขา
รูปร่างปานกลาง สวมชุดยาวผ้าฝ้ายเนื้อดี สวมหมวกหกเหลี่ยม มีใบหน้าซื่อสัตย์และดวงตาที่ฉลาดหลักแหลม
เขาสังเกตเห็นการกวาดสายตามองสำรวจของฉินหยีหนิง ชายคนนั้นจึงค้อมศีรษะคำนับ “คำนับตงเจีย ข้าน้อยมีนามว่าจิ่งิเจี้ย ท่านแม่ของข้าน้อยทำงานอยู่ในครัวของจวนฉินน่ะขอรับ”
ที่แท้ก็เป็เขา!
ตอนที่ฉินหยีหนิงถูกกักบริเวณอยู่ในห้องโถงบรรพบุรุษนั้น เป็แม่เฒ่าจิ่งที่มาส่งอาหารและส่งข่าวมาให้ เวลาต่อมาแม่เฒ่าจิ่งก็ได้ส่งข่าวมาถึงนางอีกครั้ง ยามนั้นแม่เฒ่าเคยบอกกับฉินหยีหนิงว่ามีลูกชายหนึ่งคน ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของหัวหน้าจง เป็เหรัญญิกระดับสาม
“ที่แท้ก็เป็เหรัญญิกจิ่งนี่เอง”
“ไม่กล้า ไม่กล้าขอรับ ขอบคุณคุณหนูตงเจียที่คอยดูแล ทำให้ข้าสามารถอยู่เคียงข้างหัวหน้าจง และได้เรียนรู้งานจากหัวหน้าจงด้วยขอรับ” จิ่งิเจี้ยคำนับ
ฉินหยีหนิงรู้ดีว่าหัวหน้าจงเป็คนดีมีขอบเขต สามารถจัดคนให้รับใช้นางนั้น แน่นอนว่าจะต้องเป็คนที่ไว้ใจได้มาก
ฉินหยีหนิงพูดอย่างตรงไปตรงมาอย่างไม่ต้องสงสัยเลยว่า “แต่เดิมจ้าวหยุนซือมีโรงโสเภณีอยู่สองแห่ง หนึ่งในนั้นถูกดัดแปลงเป็ร้านอาหารและอีกตึกหนึ่งยังว่างอยู่ตอนนี้ ได้ใช้ทำประโยชน์อะไรหรือไม่”
“ตอบตงเจีย ตึกนั่นไม่ได้ใช้ทำประโยชน์อันใดเลย แต่มีคนคอยดูแลอยู่ขอรับ”
ฉินหยีหนิงคำนวณจำนวนสมาชิกผู้หญิงในจวนติ้งกั๋วกงแล้ว และคำนึงถึงขนาดของโรงเตี๊ยมสองแห่งซึ่งเป็สาขาของจ้าวหยุนซือ มันไม่เหมาะสมที่จะจัดให้ผู้คนอาศัยอยู่ในโรงเตี๊ยม
หนึ่งคือโรงเตี๊ยมไม่สามารถอยู่ได้ เพราะโรงเตี๊ยมมีคนไปมาอาจจะไม่ปลอดภัยอีกด้วย
เด็กสาว้าเช่าคนมาที่นี่ และจะต้องมีสถานที่สำหรับเป็ที่พำนักแห่งใหม่ให้กับครอบครัวของท่านยายที่ไม่มีผู้ชายคอยดูแลคุ้มครองแล้ว ดังนั้นพวกนางจะแยกจากกันไม่ได้
เมื่อครุ่นคิดแล้ว อาคารที่ว่างอยู่ของจ้าวหยุนซือซึ่งจะจัดเตรียมเป็ที่พักให้กับสมาชิกครอบครัวซุน ก็มีเพียงตึกที่แต่เดิมเคยใช้เป็โรงโสเภณีเท่านั้น
“เหรัญญิกจิ่ง รบกวนท่านช่วยจัดคนทำความสะอาดห้องให้เรียบร้อยด้วย จัดผ้านวม เสื้อผ้าและสิ่งจำเป็ในชีวิตประจำวันอื่นๆ ให้ด้วย ค่าใช้จ่ายให้จดลงในบัญชีและรายงานต่อหัวหน้าจงได้เลย”
จิ่งิเจี้ยเข้าใจความหมายของฉินหยีหนิงและพูดว่า “ตงเจีย้าจัดสมาชิกของครอบครัวซุนให้อาศัยอยู่ที่นั่นหรือขอรับ? ตึกหลังนั้นได้รับการจัดระเบียบใหม่เหมาะสมที่สุดที่จะทำเป็ที่อยู่อาศัย แต่ว่ายังต้องจัดให้มีผู้เฝ้าประตูเพื่อรักษาความปลอดภัยด้วยนะขอรับ ตงเจียไม่ต้องกังวล ข้าจะสั่งให้เดี๋ยวนี้เลยขอรับ”
ฉินหยีหนิงพยักหน้าและปล่อยให้จิ่งิเจี้ยออกไปจัดการ ในขณะตนเองนั่งรอข่าวอยู่ที่ห้องทำงานภายในบ้านของหัวหน้าจง
หัวหน้าจงไม่ได้กลับมาจนท้องฟ้ามืด เขาเข้ามาแล้วก็พูดว่า “ดีมากที่พวกเราไปทันเวลา ถ้าช้ากว่านี้หน่อยนายท่านนั้นก็คงจะเสียชีวิตไปทั้งสองคนแล้ว ตอนนี้เพิ่งคลอดทารก บอกว่าเป็ลูกสาว แม่และลูกสาวปลอดภัย ส่วนเื่เช่าคนจากที่คุมประพฤติข้าได้จัดการเรียบร้อยแล้ว พรุ่งนี้ก็พาคนมาที่นี่ได้เลยขอรับ”
ในที่สุดหัวใจที่เหมือนแขวนอยู่ของฉินหยีหนิงนั้นก็ได้ถูกปล่อยวางลง นางค้อมศีรษะให้อีกฝ่ายอยู่หลายรอบ พลางเอ่ยขึ้นด้วยความซาบซึ้ง “ขอบคุณหัวหน้าแล้ว”
“ตงเจียพูดอะไรกันขอรับ ชีวิตของคนในครอบครัวทั้งครอบครัวของข้าเป็เพราะตงเจียเป็คนช่วยเหลือ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าตงเจียคนเก่านั้นได้ปฏิบัติต่อข้าอย่างดีในอดีต ตงเจียทำเพื่อความชอบธรรมและเป็วีรสตรีในบรรดาผู้หญิง ที่ท่านทำนั้นล้วนทำในสิ่งที่มีคุณธรรม ข้าไม่มีเหตุผลที่จะมองดูโดยไม่ทำอะไรเลยขอรับ”
ฉินหยีหนิงยืนขึ้นและคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ความสัมพันธ์ของจ้าวหยุนซือนั้นกว้างขวาง สามารถไปพูดในกรมเรือนจำได้หรือไม่? หากพูดได้ ถ้าอย่างนั้นจะได้ส่งข่าวไปให้ท่านตาของข้า เพื่อส่งข้อความแจ้งพวกเขาว่าพี่สะใภ้ห้านั้นปลอดภัยและได้คลอดลูกผู้หญิงหนึ่งคน”
เมื่อพูดถึงตอนนี้ ฉินหยีหนิงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาวๆ “เป็ทารกหญิงก็ดีเหมือนกัน หากคลอดลูกชาย...” เกรงว่าฮ่องเต้คงไม่ปล่อยแม้กระทั่งเด็กแรกเกิด
หัวหน้าจงถอนหายใจหลังจากได้ยินเช่นนั้น “เื่ที่เกิดขึ้นกับจวนติ้งกั๋วกงได้กระจายไปทั่วเมืองหลวงแล้ว ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าครอบครัวติ้งกั๋วกงถูกใส่ร้าย บัณฑิตหลายคนที่ชื่นชมในความสามารถของหลานชายคนโตของติ้งกั๋วกงเริ่มเขียนจดหมายด้วยความปรารถนา หวังว่าหวงช่างจะฟังเสียงของผู้คนและลดโทษให้เบาลง”
“หวังว่าจะเป็เช่นนั้น” ฉินหยีหนิงเริ่มมีความหวังไว้ในใจ แต่นึกถึงสิ่งที่ฉาวกั๋วจ้างได้พูดไว้อย่างละเอียดแล้ว และเมื่อมาวิเคราะห์อุปนิสัยของฮ่องเต้ ความหวังของนางก็แทบดับหาย
“แค่กลัวว่าหวงช่างจะรู้สึกว่าครอบครัวติ้งกั๋วกงปลุกเร้าประชาชน และความกลัวนั้นจะหนักกว่าเดิม...”
ใบหน้าของหัวหน้าจงตกตะลึง และหัวใจของเขาก็เหมือนถูกแขวนอยู่
ฉินหยีหนิงได้จัดการสิ่งต่างๆ อย่างชัดเจน นางได้บอกหัวหน้าจงว่าได้สั่งให้จิ่งิเจี้ยไปจัดการเื่ทำความสะอาดบ้านให้สมาชิกผู้หญิงของครอบครัวซุนเพื่ออยู่อาศัย และจะกลับไปที่บ้านแล้ว
วันนั้นนางออกมาข้างนอกหนึ่งวันและท่านแม่ก็กลับบ้านไปล่วงหน้า ไม่รู้ว่าการเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หนนี้ จะสร้างปัญหาอะไรขึ้นมาบ้าง
นอกจากนั้น ฉินหยีหนิงยังรู้ว่าล่าวไท่จุนเป็ผู้หนึ่งที่มักจะหลีกเลี่ยงข้อเสียและชอบผลประโยชน์ ในอดีตนางมีความอดทนมากกับซุนซื่อ ส่วนใหญ่เป็เพราะซุนซื่อได้รับการสนับสนุนจากจวนติ้งกั๋วกง
ทว่าในยามที่จวนติ้งกั๋วกงกำลังมีความผิด ล่าวไท่จุนอาจจะกลัวและเกลียดทุกคนที่เกี่ยวข้องกับจวนติ้งกั๋วกง โดยหวาดหวั่นว่าจะนำภัยพิบัติมาสู่ตระกูลฉิน
อาจกล่าวได้ว่า สถานะของซุนซื่อในตระกูลฉินจะลดต่ำลงมาอย่างมาก
แม้แต่นางที่เป็หลานสาวผู้ซึ่งได้รับกิจการของตระกูลซุน เกรงว่าอาจจะถูกล่าวไท่จุนหวาดกลัวไปแล้วก็เป็ได้ ยิ่งไม่พูดถึงเื่ที่นางเช่าสมาชิกในครอบครัวของตระกูลซุนออกมาเลี้ยงดูด้วย
ในอดีตนางพยายามอย่างหนักเพื่อทำให้ล่าวไท่จุนโปรดปราน และเป็ไปได้ที่มันจะหมดไปในชั่วข้ามคืนเพราะเื่นี้
ถึงกระนั้นนางก็ไม่เสียใจ และไม่รู้สึกเสียดายแต่อย่างใด
หากล่าวไท่จุนจะเบื่อนางแล้ว นางก็ยังสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ แต่นางไม่สามารถทำเพื่อเอาใจล่าวไท่จุน โดยไม่สนใจชีวิตของสมาชิกผู้หญิงของจวนติ้งกั๋วกง นางเช่าคนออกมา ไม่ใช่เพราะ้าสั่งสมบุญ แต่เพื่อช่วยท่านแม่ นางกตัญญูต่อมารดาแต่ยังทำเพื่อความรักของจวนติ้งกั๋วกงที่มีต่อนาง
ฉินหยีหนิงกลับมายังจวนแล้ว
ทันทีที่เท้าผ่านเข้าประตู ก็ถูกฉี่ไท่ซึ่งรออยู่ที่ประตูบ้านร้องเรียกให้หยุด
“คุณหนูสี่กลับมาแล้ว ล่าวแหย่ได้สั่งให้บ่าวมารอคุณหนูสี่ที่นี่ ล่าวแหย่บอกว่าถ้าท่านกลับมาถึงจวนแล้ว ก็ให้ไปที่ห้องสมุดในทันที บอกว่ามีเื่ที่จะพูดคุยกับท่านขอรับ”
