ทันทีที่นักเล่าหนังสือโยนปัญหาออกมาข้างล่างเวทีต่างพากันอภิปรายทันที
“ฮ่องเต้ไม่ทรงดำริทำาหรือ? ”
“ฮ่องเต้ไม่กล้ารบกับแคว้นฉี? ”
“หรือว่าเป็แคว้นซ่งของเราไร้คนมีฝีมือแล้ว? ”
“ถุย ใครว่าแคว้นซ่งของเราไร้คนมีฝีมือแล้วเ้านักเล่าหนังสือนี้สมควรตายจริงๆ ถึงกับกล้าสร้างข่าวลือเท็จในเมืองหลวง ดูสิว่าวันนี้ข้าจะไม่ฟันเ้า”
ก็เป็เวลานี้ หนุ่มใหญ่นายหนึ่งตัวล่ำหน้าดำใบหน้าเต็มไปด้วยเคราดกครึ้ม จู่ๆ ก็ถือดาบะโออกมา
ข่มขู่จนฝูงชนที่ฟังนักเล่าหนังสือรีบหนีแยกย้ายกันไปนักเล่าหนังสือยิ่งเปลี่ยนสีหน้าไป เขารีบอ้อนวอนขอความเมตตา “นายท่านผู้นี้ ข้าก็เป็เพียงนักเล่าหนังสือที่ยากจนคนหนึ่ง พึ่งพาอาศัยรอยยิ้มคนฟังคราหนึ่ง หาเงินเล็กๆ น้อยๆ เลี้ยงชีพหากมีที่กล่าวผิดพลาดขอท่านโปรดอภัย”
“ขอโปรดอภัยอย่างใจกว้างกับผายลมอันใด ข้าไม่เข้าใจ” กล่าวจบ หนุ่มใหญ่ขวางดาบไว้บนลำคอของนักเล่าหนังสือ“เ้าว่า ทำไมฮ่องเต้ยังคงทรงรักษาท่าทีนิ่งเงียบ กล่าวออกมาอย่างถี่ถ้วน พูดผิดอย่าโทษดาบของข้าไม่ยั้งไมตรี”
“คุณหนู คนคนนี้ทำไมช่างไร้เหตุผลเช่นนั้นเ้าคะ ทุกคนออกมาฟังนักเล่าหนังสือต่างเพราะอยากจะสนุก เขากลับหาเื่คนอื่นเช่นนี้ ตนเองจริงจังก็แล้วไปเถิด ตอนนี้ยังคิดสังหารคนอีก”จือฉินไม่พอใจเป็เดือดเป็ร้อนแทนนักเล่าหนังสือ
ซูเฟยซื่อกลับหยักริมฝีปากอย่างเฉยเมย“นี่เป็เื่ธรรมดา เขาเป็แม่ทัพฝูไหลฝูที่เลื่องลือในเื่อารมณ์ร้อนดุจไฟะเิไหนเลยจะสามารถทนให้คนอื่นบอกว่าแคว้นซ่งไร้คนมีความสามารถได้? ”
“อา? เขาเป็แม่ทัพคนหนึ่งหรือเ้าคะ?”จือฉินอ้าปากด้วยความประหลาดใจ
มองดูหนุ่มใหญ่อีกครา เห็นร่างเขากำยำบึกบึนหว่างคิ้วแฝงความกล้าหาญ นางจึงฝืนเชื่อ
“ที่แท้บุรุษท่านนี้ก็เป็ถึงแม่ทัพฝู ชื่อเสียงของเขาบ่าวได้ยินมานาน แต่น่าเสียดายที่แม่ทัพฝูนำทัพอยู่ข้างนอกแรมปี ไม่ค่อยได้เปิดเผยใบหน้าในเมืองหลวงดังนั้นบ่าวไม่เคยมีโอกาสได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของเขา ตอนนี้ได้เห็น ตามที่คาดไว้ เขาอารมณ์ร้อนแรงตรงไปตรงมาเหมือนกับที่ได้ยินคำร่ำลือจริงๆ เ้าค่ะ” ซางจื่อมองดูแม่ทัพฝูไหลฝูด้วยความชื่นชมเห็นได้ชัดว่าความประทับใจที่มีต่อเขานั้นไม่เลวเลย
แม้แต่ซูเฟยซื่อก็พยักหน้าเห็นด้วย “แม่ทัพฝูไหลฝูเป็คนดีคนหนึ่งจริงๆแม้ว่านิสัยจะค่อนข้างมุทะลุไปบ้าง เขาทำาต่อสู้มากมาย แต่กลับไม่เลอะเลือนสักนิด เป็ขุนนางที่ซื่อสัตย์ เป็ขุนพลที่ดีคนหนึ่งแน่นอน”
“ในเมื่อเป็เช่นนี้ ทำไมเขาถึงได้ปรากฏตัวในเมืองหลวงตอนนี้ ทั้งยังมีเวลาว่างที่จะฟังนักเล่าหนังสือในโรงน้ำชาเช่นนี้? แคว้นฉีไม่ใช่ได้ตีมาถึงประตูแล้วหรือเ้าคะ? ” จือฉินไม่ได้รู้มากกว่าซางจื่อขนาดนั้นทั่วทั้งหน้าดูสับสนงงงวย
“บ่าวได้ยินว่าั้แ่ตระกูลกู้ถูกล้มล้างทั้งตระกูล แม่ทัพฝูก็ได้ถูกเรียกตัวกลับมายังเมืองหลวงมองดูคงเป็การเลื่อนตำแหน่ง แต่ความจริงเป็การลดขั้น หลายคนต่างบอกว่านี่เป็เพราะขณะที่ตระกูลกู้ถูกตัดสินลงโทษล้มล้างตระกูลแม่ทัพฝูเคยยืนหยัดกล่าวว่าทั้งตระกูลกู้ไร้ความผิด เป็ถูกคนใส่ไคล้ให้ร้าย อีกทั้งยังได้คุกเข่าหน้าประตูห้องทรงพระอักษรหนึ่งวันหนึ่งคืนเพราะเื่นี้แต่น่าเสียดาย...ทุกเื่ไม่เป็ไปตามความปรารถนาของผู้คนเ้าค่ะ” ซางจื่อถอนหายใจพลางกล่าวอธิบาย
ซูเฟยซื่อฟังจบ อดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วแล้ว
นางรู้ว่าแม่ทัพฝูมีความสัมพันธ์ที่ดีกับตระกูลกู้ยังสามารถเดาได้ว่าเหตุที่แม่ทัพฝูถูกเรียกตัวย้ายกลับเมืองหลวงคงเป็เพราะตระกูลกู้
แต่คิดไม่ถึงว่าแม่ทัพฝูจะเป็คนยึดถือคุณธรรมเช่นนี้ถึงกับคุกเข่าหน้าประตูห้องทรงพระอักษรหนึ่งวันหนึ่งคืนเพื่อตระกูลกู้
คนเช่นนี้ ไม่แปลกใจลยว่าทำไมซ่งหลิงซิวถึงไม่กล้าให้อำนาจทางทหารแก่เขา
กลัวว่ามีสักวันหากแม่ทัพฝูรู้ความจริงเื่ตระกูลกู้ถูกล้มล้างทั้งตระกูล เขาจะนำทหารลุกฮือขึ้นเป็ฏแก้แค้นให้กับตระกูลกู้สินะ
ทั้งนี้ด้วยอารมณ์ที่ะเิรุนแรงของแม่ทัพฝูมีความเป็ไปได้ที่จะทำเื่เช่นนี้ออกมาจริงๆ
“มิอาจตัดสินคนด้วยรูปลักษณ์ภายนอกจริงๆดูไม่ออกจริงๆ ว่าแม่ทัพฝูถึงกับเป็คนที่มีความรักและความชอบธรรมขนาดนี้นะเ้าค่ะ”หลังจากได้ยินวาจาของซางจื่อ ความรู้สึกดีๆ ที่จือฉินมีต่อแม่ทัพฝูไหลฟู่อดไม่ได้ที่จะเพิ่มมากขึ้นหลายส่วนแล้ว
ทันทีที่เสียงของนางเพิ่งจบลง ไม่ทันมีเวลาได้ตอบสนองซูเฟยซื่อได้ลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องหรูแล้วกล่าวเสียงดัง “แม่ทัพฝูท่านก็อย่าได้ทำให้นักเล่าหนังสือคนนี้ลำบากใจเลย ปัญหาเมื่อครู่ของท่าน ข้าคนนี้สามารถให้คำตอบที่น่าพอใจแก่ท่านไม่ทราบว่าท่านจะให้เกียรติขึ้นมาดื่มชากับข้าสักถ้วยไหม? ”
คิดไม่ถึงว่ายังมีสตรีที่กล้าพูดจาเช่นนี้กับเขาในเวลาแบบนี้ความสนใจของแม่ทัพฝูถูกซูเฟยซื่อดึงไปในทันที
ไม่เพียงแต่เขา แม้กระทั่งคนเล่าหนังสือกับคนอื่นๆที่กำลังดูเื่สนุกต่างมองไปที่ซูเฟยซื่อเป็เวลาเดียวกัน
เพียงเห็นซูเฟยซื่อในชุดพู่กระโปรงยาวสีฟ้าอ่อน ทรงผมใช้เพียงริบบิ้นสีเดียวกันผูกไว้ เรียบง่ายสบายๆ แต่ยังให้ความสง่างามจางๆ ที่ไม่สามารถอธิบายได้ชนิดหนึ่งแก่ผู้คน
นอกจากนี้นางยืนอยู่ที่สูงบนชั้นสอง มือทั้งสองไพล่ไว้ข้างหลังใบหน้าขาวราวกับหยก แววตาเป็ประกายสีสันสาดส่องหลั่งริน
งาม แต่ไม่ใช่ความงามดุจหญิงสาวบอบบางอ่อนโยนเช่นกิ่งหลิว ท่าทางเป็ความงามที่มีความโอหังอวดดีตามธรรมชาติ กระทั่งผู้ชายต่างยากที่เทียบเทียม
“เ้าเป็ใคร? รู้จักข้าด้วยหรือ? ”แม่ทัพฝูเป็ชายผู้เฒ่าหยาบคายคนหนึ่งนอกจากการต่อสู้และศึกา เขารู้จักเพียงการดื่มสุรากินเนื้อสัตว์
ดังนั้นแม้เผชิญหน้ากับซูเฟยซื่อที่งามสง่าระดับนี้น้ำเสียงยังคงแฝงความคุกรุ่นอยู่เหมือนเดิม
กล่าวไปสำหรับเขา ผู้หญิงยิ่งงามยิ่งเป็บ่อเกิดแห่งความหายนะ
“แม่ทัพฝูมีชื่อเสียงโด่งดังใครบ้างที่จำไม่ได้? ใครบ้างที่ไม่รู้จัก? ” ซูเฟยซื่อไม่กลัวเกรงเขาสักนิด ตอบอย่างเฉยเมย
“ฮึ่ม อย่าคิดว่าเ้าสวมหมวกสูงให้ข้าก็สามารถแอบผ่านด่านของข้าไปได้ข้านำทัพสู้ศึกทำาอยู่ข้างนอกตลอดทั้งปี ในเมืองหลวงรู้จักข้าจริงๆ ไม่กี่คน แม้แต่ลูกชายข้าเห็นข้าแล้วต่างพูดว่าลุงคนนี้เป็ใครทำอย่างไรเ้าจึงสามารถจำข้าได้? ” แม่ทัพฝูกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ
ฝูงชนกลับถูกความตรงไปตรงมาของเขากระเซ้าแหย่จนสนุกไปด้วยแล้ว
ซูเฟยซื่อกระดกริมฝีปากยิ้มทันที“ในเมื่อแม่ทัพฝูกล่าวมาเช่นนี้แล้ว หากข้าคนนี้ไม่รายงานตระกูลของตนอีกไยมิใช่ถูกกล่าวหาเป็คนตระหนี่หรือ”
“สตรีทุกคนไม่ได้เป็คนตระหนี่อยู่แล้วหรอกหรือ”แม่ทัพฝูไหลฝูส่งเสียงในลำคออย่างดูิ่
ซูเฟยซื่อไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเขา แต่กลับโค้งคำนับให้เกียรติอย่างสุภาพ “ซูเฟยซื่อ คุณหนูสามจวนอัครมหาเสนาบดีเ้าค่ะ”
“ที่แท้เ้าก็คือคุณหนูสามแห่งจวนอัครมหาเสนาบดี”
“เมื่อครู่ที่ข้าเห็น ดูเหมือนว่านอกจากคุณหนูสามแห่งจวนอัครมหาเสนาบดีแล้ว ใครจะยังมีเค้าความงามและคุณสมบัติเช่นนี้ได้อีก”
ตำแหน่งของซูเฟยซื่อที่อยู่ในจิตใจของผู้คนสูงมาก
ดังนั้นก็ต่อให้มีคนที่ไม่รู้จักนางเมื่อนางประกาศนามออกมา ทุกคนต่างต้องร้องอ่อ
เกี่ยวกับเื่ของนาง แม่ทัพฝูได้ยินมาบ้าง วันนี้ได้เห็นกับตา อดไม่ได้ที่จะเหยียดหยามจากก้นบึ้งของหัวใจ “ที่แท้เป็บุตรีของอัครมหาเสนาบดีซูข้างนอกลือกันอย่างอัศจรรย์ราวกับเ้าเป็เทพเ้า ข้ายังคิดว่าเป็คนที่น่าทึ่งมาก วันนี้ได้เห็นกลับธรรมดาเพียงเท่านี้ ด้อยกว่าอดีตฮองเฮากู้ชิง ข้ากับท่านพ่อของเ้าได้พบหน้ากันในราชสำนักบ่อย ไอ้ท่าวางมาดของเขาแบบนั้น ข้าผู้เฒ่าก็เห็นจนเอียนแล้วความสามารถครึ่งถังน้ำนี้ที่เ้าได้เรียนรู้จากเขา ก็อย่ามาทำขายหน้าต่อหน้าข้าเลย”
“เ้า...เ้าคนนี้เป็อะไรกัน คุณหนูบ้านข้าพูดจาดีๆกับเ้า ทำไมเ้าถึงเริ่มด่าคนขึ้นมาแทน เ้า...” จือฉินทนดูต่อไปไม่ไหวรีบส่งเสียงปกป้องซูเฟยซื่อ แต่กลับถูกซูเฟยซื่อยกมือยับยั้งไว้
ไม่คิดว่าวันหนึ่งนางจะถูกคนนำมาเปรียบเทียบกับตนเอง ความรู้สึกชนิดนี้ทำให้คนร้องไห้ไม่ออกหัวเราะไม่ได้จริงๆ
แต่เวลานี้ยังมีคนกล้าที่จะสรรเสริญกู้ชิงต่อหน้าสาธารณชนทั่วเมืองหลวงนอกจากอวี้เสวียนจีกับแม่ทัพฝู กลัวว่าก็หาไม่พบคนที่สามแล้ว
คนที่ซื่อสัตย์และจริงใจขนาดนี้วาจาน้ำใสใจจริงขนาดนี้ มีความผิดตรงไหนกัน?
ในขณะที่ทุกคนต่างคิดว่าซูเฟยซื่อจะโกรธนางกลับตบมือขึ้นมาแทน “พูดได้ดี เพียงแต่แม่ทัพฝูมีวาสนาพบหน้าข้าเพียงครั้งเดียวรู้ได้อย่างไรว่าข้าได้เรียนรู้ความสามารถครึ่งถังน้ำจากท่านพ่อของข้า?เ้าพูดแบบนี้ช่างเผด็จการตัดบทเกินไปหน่อยไหม”
