ซูจิ้งเถียนฟังจบ ก็เกือบกระอักเืคำหนึ่งออกมา
พิการแล้ว?
ใครบอกว่านางพิการแล้ว!
นางไม่ได้พิการ นางไม่ได้พิการ!
ต้องโทษซูเฟยซื่อเมื่อครู่ ต้องเป็เจตนาของนางแน่ๆ
ซูจิ้งเถียนจ้องถลึงไปยังซูเฟยซื่ออย่างอำมหิตแทบฆ่านางให้ตายั้แ่ตอนนี้
“อาการาเ็ที่ขาของน้องสี่ยังไม่หายดีจริงๆหมอบอกแล้วว่าอย่างน้อยยังต้องใช้เวลาหลายวัน” ซูจิ้งโหยวที่นิ่งเงียบมาตลอดจู่ๆ ก็เอ่ยปากอย่างเฉยเมย ส่งสายตาเป็สัญญาณไปให้ซูจิ้งเถียน บอกใบ้ให้นางรีบกลับไปยังที่นั่ง
มีคำพูดประโยคนี้ของซูจิ้งโหยวแล้วซูจิ้งเถียนก็นับว่าโล่งใจ
ยังไม่ดีกับมิอาจดีได้เป็แิสองแบบที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ยังไม่ดีหมายความว่านางยังมีความหวังมิอาจดี ถ้าเช่นนั้นนางก็ถูกทำลายถึงที่สุดแล้ว
ถึงแม้ว่าขาของนางไม่อาจดีได้จริงๆแล้ว แต่แค่ว่าคนอื่นไม่รู้เื่นี้ นางก็ยังมีโอกาสพลิกขึ้นมาสู้
“โอ้?ก็หมายความว่าขาของคุณหนูสี่ยังมีความหวังให้หายสนิทได้? ” อวี้เสวียนจีย่อมรู้ว่าที่ซูจิ้งโหยวเล่นเป็เกมของคำ จึงจงใจสอบถามลึกถึงแก่น
ซูจิ้งโหยวกลับชาญฉลาดมากกว่านั้น นางไม่เอ่ยตอบเพื่อบ่งบอกชัดเจน เพียงยิ้มแย้มพลางพยักหน้า เบนสายตาไปยังร่างของซูเฟยซื่อ“คราวที่แล้วฮ่องเต้ทรงเสด็จเยือนจวนอัครมหาเสนาบดีพอดี ตอนนั้นสายกู่ฉินของน้องสี่ขาดสะบั้นหม่อมฉันจำได้ว่าบทเพลงด้านหลังเป็น้องสามช่วยน้องสี่ดีดถวายจนจบ ฉากความรักฉันพี่น้องที่ลึกซึ้งนั่นหม่อมฉันยากที่จะลืมได้จนถึงวันนี้ครั้งนี้ก็เชิญน้องสามช่วยน้องสี่ร่ายรำต่อในส่วนที่ไม่จบให้จบสมบูรณ์ดีไหมเพคะนับว่าให้การร่ายรำชุดนี้จบบริบูรณ์ด้วย ไม่ทราบว่าฝ่าาทรงดำริว่าอย่างไรเพคะ?”
ให้ซูเฟยซื่อร่ายรำส่วนที่ซูจิ้งเถียนร่ายรำไม่จบ ให้จบบริบูรณ์?
ในสมองของซ่งหลิงซิวปรากฏภาพที่ซูเฟยซื่อเล่นกู่ฉินในจวนอัครมหาเสนาบดีวันนั้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
พลังรังสีสังหารพุ่งทะยานมหาศาล
เหมือนคนนั้นมากจริงๆ
เริ่มแรกคนคนนั้นเป็สายลับเพื่อเขาจึงได้ฝึกฝนท่วงท่าการร่ายรำอย่างหนักเป็เวลานานโดยเฉพาะไม่รู้ว่าซูเฟยซื่อร่ายรำเป็ได้อย่างไร
คิดมาถึงตรงนี้ซ่งหลิงซิวรีบเอ่ยปากทันที “ความคิดนี้ดีมาก”
รู้จักซ่งหลิงซิวมานานสิ่งที่เก็บเกี่ยวมากที่สุดก็คือความเข้าใจในตัวเขา
เพียงได้เห็นการแสดงออกของเขาอย่างหนึ่งนางก็สามารถรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
นอกจากนี้แววตาของเขาเมื่อครู่...
ซูเฟยซื่ออดไม่ได้ที่จะหัวใจสั่นสะท้านขึ้นมาทันทีซูจิ้งโหยวจงใจ คิดทำให้นางกับซูจิ้งเถียนได้เสียหน้าด้วยกัน
แต่ซ่งหลิงซิวกลับมีเจตนาอื่นแอบแฝงกลัวว่าเขาคิดยืมการร่ายรำมาวิเคราะห์เดาถึงตัวตนของนาง
ดังนั้นการร่ายรำนี้ไม่สามารถร่ายรำได้อย่างเด็ดขาด
“หม่อมฉันเห็นว่าวันนี้คุณหนูสามดื่มสุราไปไม่น้อยกลัวว่า...” พระสนมหวินใช้นิ้วหัวแม่โป้งเท้าตรองก็รู้ว่าซูจิ้งโหยวเจตนาให้ซูเฟยซื่อขายหน้าแต่เป็เช่นนี้ก็เท่ากับว่านางกำลังเผชิญหน้าต่อกรกับซูจิ้งโหยว
เดิมคิดว่าพระสนมหวินช่วยนางเจรจาเื่นี้ก็หลบเลี่ยงผ่านไปได้ ไม่คิดว่าจู่ๆเสียงอันแปลกพิสดารสยองลึกลับของอวี้เสวียนจีกลับดังขึ้นมา“คุณหนูสามเป็ยอดสตรีผู้กล้าท่ามกลางหญิงสาว ควรหรือที่จะถูกสุราจอกเล็กไม่กี่จอกทำเอาเมาแอ้”
อวี้เสวียนจี!
ซูเฟยซื่อกัดฟันแน่น เกือบอดกลั้นไม่ไว้ด่าคำผรุสวาทสวนออกไป
เงยหน้าขึ้นมองกลับพอดีสบดวงตาดำขลับคู่นั้นของอวี้เสวียนจีที่เต็มไปด้วยแววหยอกล้อชั่วร้ายแววตาดวงนั้นกำลังพูดว่า ร่ายรำเร็ว ข้าอุปราชรอคอยรอชมอยู่
รอคอยกับผีบ้าน่ะสิ
ในใจซูเฟยซื่อแอบด่าแต่นางไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว คงไม่สามารถขัดใจอวี้เสวียนจีต่อหน้าคนมากมายขนาดนั้นได้?
“ในเมื่อพระสนมหวินกับน้องสี่ต่างได้ร่ายรำไปแล้วหม่อมฉันยืมใช้อารมณ์เคลิ้มที่เกือบจะเมาถวายแด่ฮ่องเต้กับท่านอ๋อง ซึ่งต่างไปสัก่ดีไหมเพคะ”ซูเฟยซื่อครุ่นคิดสักพักก็ลุกขึ้นชักกระบี่หว่างเอวขององครักษ์ออกมา
ประกายกระบี่วาบผ่านทันทีทำเอารอบด้านใจนสะดุ้ง
นี่...ชักกระบี่ต่อหน้าพระที่นั่งเป็การไม่เคารพอย่างยิ่งยวดหรอกหรือ ซูเฟยซื่อคิดจะทำอะไร?
แต่อวี้เสวียนจีกับซ่งหลิงซิวกลับถูกการเคลื่อนไหวอย่างฉับพลันของนางครั้งนี้ดึงดูดเอาไว้ต่างตั้งใจดูการแสดงถัดมาของนาง ไม่พูดเื่การร่ายรำอีก
ตามที่นางได้คาดไว้ขอเพียงแค่สามารถกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของพวกเขาขึ้นมาได้ เื่นี้ก็สามารถทำให้มันแล้วกันไป
แต่นี่เป็กลยุทธ์ที่อันตรายแผนหนึ่ง การชักกระบี่ต่อหน้าพระที่นั่งมีความเป็ไปได้ที่จะเร้าความโกรธของซ่งหลิงซิวขึ้นมาได้ทุกเมื่อ
คิดถึงเื่นี้ซูเฟยซื่อสูดลมหายใจลึกๆ ทันที ตะเบ็งเสียงขึ้นกล่าวว่า “ขอนักดนตรีถวายเพลงสู้ศึกเพคะ”
เพลงสู้ศึก?
นักดนตรีต่างแปลกใจระคนใกันบ้างทว่าไม่กล้ารีรอล่าช้า เสียงของเครื่องดนตรีนานาชนิดก็ดังขึ้น
เพียงเห็นซูเฟยซื่อค่อยๆแกว่งกระบี่ล้ำค่า ราวกับเมาสุราแต่ไม่เมามาย ดุจนุ่มนวลอีกทั้งยังแข็งแกร่ง
ประกายแสงสีเงินของกระบี่ล้ำค่าถูกร่ายรำกลางอากาศจนตาลาย แพรวพราวทว่าว้าวุ่น เหมือนงูสีเงินที่กำลังเต้นรำอย่างบ้าคลั่ง เหมือนนางฟ้าที่กำลังโปรยดอกไม้
ทุกคนต่างอดไม่ได้ต้องกลั้นหายใจเอาไว้อากาศราวกับถูกทำให้หยุดนิ่ง
สวยงามมากเป็ครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นหญิงสาวที่สามารถร่ายรำกระบี่ได้น่าดูขนาดนี้ แทบทำให้ผู้คนยลชมจนพอใจ จนทึ่งสุดๆ ตามไปกันหมด
ซ่งหลิงซิวยิ่งตื่นตระหนกจนอ้าปากหวอหุบปากไม่ลงแล้วนี่...นี่หรือว่าเป็...
อวี้เสวียนจีเลิกคิ้วในดวงตาอดที่จะซ่อนสีสันตื่นตระหนกเอาไว้ไม่ได้ “กระบวนท่าแรกเรียงแถวเดียวเป็อสรพิษตัวยาว ดุจรุ้งกินน้ำวิ่งพาดผ่านทินกรกระบวนท่าที่สองัพรวดทะยานขึ้นจากน้ำ อุ้งเท้ากรงเล็บคู่ประสานจับ กระบวนท่าที่สามไตรภพเทพไท่อี้สองเท้าตั้งมั่น กระบวนท่าที่สี่ สี่สภาพลั่วเหอ จตุรทิศปราณสับสน กระบวนท่าที่ห้าฝูงพยัคฆ์ล่าแกะจัดกลุ่มดาหน้าเข้าพร้อมกัน กระบวนท่าที่หกประสานเชื่อมหกด้าน ครอบทั่วจักรวาลกระบวนท่าที่เจ็ดดาวเหนือทั้งเจ็ดประจัญบาน ไท่อี้จุติ กระบวนท่าที่แปดค่ายกลพยุหะอัฏฐทิศกระบวนทัพแปดประตูกุญแจทองแปดเทพเยือนโลกีย์ กระบวนท่าที่เก้าลำนำแม่น้ำหวาง ทรายบินกลืนชีวิต กระบวนท่าที่สิบซุ่มโจมตีครบถ้วนล้วนทั้งสิบด้านปลิดิญญาวีรบุรุษ”
ไม่เพียงรู้จักค่ายกลโบราณขนาดใหญ่ถึงสิบประเภทยังสามารถใช้กระบี่ร่ายรำรูปร่างลักษณะแต่ละประเภทของพวกมันออกมาได้ ไม่เสียทีเป็คนที่ข้าอุปราชหมายมั่นต้องตาไว้
ได้ยินเสียงของอวี้เสวียนจีซูเฟยซื่ออดไม่ได้ที่จะขยับริมฝีปากเบาๆ
ไม่ผิดนี่ก็เป็ค่ายกลโบราณขนาดใหญ่ทั้งสิบประเภท
ชาติที่แล้วนางเคยใช้กระบี่เป็เครื่องมือในการสังหารมนุษย์มาตลอดดังนั้นนางไม่เคยใช้กระบี่ร่ายรำต่อหน้าซ่งหลิงซิวกับอวี้เสวียนจีมาก่อนคิดไม่ถึงว่าตอนนี้ กระบวนท่าเหล่านี้จะสามารถช่วยนางได้พอดี
“เยี่ยม! ”ซ่งหลิงซิวยากที่จะปกปิดความตื่นเต้นในใจได้ เขาตบมืออย่างดุดันะโทันที
คิดไม่ถึงว่าวันนี้ถึงกับได้เห็นการแสดงที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้แทบทำให้เขาเปิดหูเปิดตาอย่างมาก
หลังจากที่คนคนนั้นเสียชีวิตเขาก็ไม่เคยเห็นหญิงสาวคนใดมีวิชากระบี่ที่สง่างามหมดจดเช่นนี้มาก่อน
ซูเฟยซื่อ ที่แท้แล้วเ้าเป็ผู้ใดกันแน่?
เพราะวันนี้เป็วันงานเลี้ยงฉลองวันสมภพของพระสนมหวินคนที่มาล้วนเป็ญาติฝ่ายหญิงของตระกูลขุนนาง ดังนั้นคนที่ดูเข้าใจจริงๆ มีเพียงซ่งหลิงซิวกับอวี้เสวียนจีสองคนเพียงเท่านั้น
แต่ถึงแม้ว่าพวกนางจะดูไม่เข้าใจแต่สามารถเห็นได้จากสีหน้าของซ่งหลิงซิวกับอวี้เสวียนจีว่าการร่ายรำกระบี่นี้ไม่ธรรมดาอดไม่ไหวที่จะกระซิบนินทาขึ้นมาแล้ว
ซูจิ้งโหยวเห็นแบบนี้โกรธจนเส้นเืบนมือปูดเขียวขึ้นมา
ญาติฝ่ายหญิงของตระกูลขุนนางเหล่านี้ยามว่างมักชอบรวมหัวจับกลุ่มนินทากันมากที่สุด ชอบอภิปรายเื่ใหม่ๆ เหล่านี้
รอจนพวกนางกลับออกไปจากตำหนักต้องกลายเป็เื่ป่าวประกาศให้ซูเฟยซื่อแน่ๆ
ถึงเวลานั้น...
เกรงว่าซูเฟยซื่อจะได้เป็จุดเด่นอย่างใหญ่หลวงในเมืองหลวงอีกครั้งแล้ว
บ้าจริง ที่แท้ซูเฟยซื่อได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมายขนาดนั้นั้แ่เมื่อไรกัน ทำไมนางถึงไม่รู้เื่อะไรสักนิดเลย
เทั้งขี่ม้าทั้งการร่ายรำกระบี่
ดูจนก้นบึ้งดวงตาของซ่งหลิงซิวมิอาจปิดบังความชื่นชมไว้ได้สักนิดขืนเป็เช่นนี้ต่อไปตำแหน่งฮองเฮาของนางก็มิอาจรักษาไว้ได้แล้ว!
“หม่อมฉันถวายความลำบากแล้วเพคะ”หลังจากกระบวนท่าทั้งสิบจบลง ซูเฟยซื่อได้คาดกระบี่ไว้ที่แผ่นหลังอย่างสวยงามหมดจด นางคุกเข่าลงถวายคำนับโขกศีรษะให้กับซ่งหลิงซิวคราหนึ่ง“หม่อมฉันชักกระบี่ต่อหน้าพระที่นั่งเป็การไม่ให้ความเคารพยังขอฝ่าาทรงลงอาญาเพคะ”
ซูจิ้งโหยวกับซูจิ้งเถียนย่อมไม่ปล่อยเื่ที่นางชักกระบี่ต่อหน้าพระที่นั่งนี้ผ่านไปแน่ๆ ...
แทนที่จะรอให้คนอื่นมาวิจารณ์หาเื่ตามหลังมิสู้นางเสนอตนดาหน้าเข้าไปก่อน
เมื่อครู่ขณะที่นางร่ายรำกระบี่ได้สังเกตสีหน้าของซ่งหลิงซิวแล้วคราหนึ่ง
ด้วยสภาพอารมณ์ในปัจจุบันของเขาแม้ว่าจะลงอาญาก็เป็การเตือนเล็กน้อย ไม่ถึงกับตักเตือนขนาดใหญ่
“ฮ่าๆๆ มีโทษสถานใดกัน? การร่ายรำกระบี่ชุดนี้ของคุณหนูสามทำให้ข้าตื่นเต้นยินดีจริงๆเพียงแต่ข้าแปลกใจอยู่บ้าง กระบวนท่าค่ายกลโบราณขนาดใหญ่สิบประเภทนี้ที่แท้ใครสอนเ้า?” ประกายตาซ่งหลิงซิวหลิงคมกริบดูเหมือนอยากมองดูซูเฟยซื่อให้ผ่านทะลุไปถึงความคิดนาง
