แม้ซูเหลียนหรูจะสั่งดังนั้น แต่เมื่อซูจื่อฉินปรายตามองลูกสมุนทั้งหลายเพียงแวบเดียว คนเ่าั้ก็ไม่กล้าขยับร่างกายอีก
เฟิ่งสือจิ่นเก็บกริชขึ้นมาจากพื้น นางจับมันเอาไว้ แล้วเดินเข้าไปหาหลิวอวิ๋นชู ประคองเขาขึ้นมาจากพื้นเรือแล้วจึงเชิดคางขึ้นสูง มองไปยังซูจื่อฉินอย่างเย่อหยิ่งและดื้อรั้น แววตาเต็มไปด้วยความระแวงและไม่ไว้ใจ หากอีกฝ่ายกล้าลงมืออีกครั้ง นางเองก็ไม่มีอะไรต้องกลัวแล้วเช่นกัน
ซูจื่อฉินโอบซูเหลียนหรูเอาไว้ พลางตบหลังนางเบาๆ อย่างรักใคร่ เขาพูดปลอบ “เอาล่ะ เลิกร้องไห้ได้แล้ว เ้าบอกข้าว่าแค่ข้ามมาดูสถานการณ์ทางนี้ไม่ใช่หรือ ทำไมถึงได้ลงไม้ลงมือกับท่านชายหลิวและสหายเช่นนี้” พูดจบก็ปรายตามองเฟิ่งสือจิ่นอย่างอดไม่ได้ ใบหน้าหล่อเหลาประกายความกะล่อนออกมาให้เห็น “ในหมู่สตรี การมีปากเสียงจนถึงขั้นตบตีถือเป็เื่ธรรมดา แต่หากถึงขั้นที่ต้องเืตกยางออกกันเช่นนี้ก็ดูจะไม่สมควรสักเท่าใด” เขาเบนสายตาไปมองหลิวอวิ๋นชูที่มีแผลถลอกอยู่บนใบหน้าพลางถามขึ้น “ท่านชายหลิว แผลของท่านชายหนักหนาหรือไม่?”
หลิวอวิ๋นชูยกมือขึ้นไปจับรอยแผล ก่อนจะส่งเสียงซี๊ดออกมาด้วยความเ็ป เขาบอก “ที่ข้าเป็เช่นนี้ก็เพราะนางคนเดียว”
ซูจื่อฉินหันไปมองงานที่ทั้งรื่นเริงและครึกครื้นเื้ั “วันนี้ เราต่างก็ออกมาเที่ยวเล่นเพื่อหาความสำราญ ไยต้องลงไม้ลงมือกันจนได้รับาเ็เช่นนี้ด้วย โชคยังดีที่ไม่ได้เกิดเื่ร้ายแรงอะไรขึ้น” เขาหันกลับมามองเฟิ่งสือจิ่นอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่าเื่ร้ายแรงที่ว่า คือเื่ที่เฟิ่งสือจิ่นพยายามใช้กริชแทงซูเหลียนหรูนั่นเอง
แต่ฟังจากน้ำเสียง ดูเหมือนเขาอยากจะทำเื่ใหญ่ให้เป็เื่เล็ก และสิ้นสุดเื่ราวทั้งหมดลงเพียงเท่านี้ ซึ่งซูเหลียนหรูไม่ยอมแน่ นางพูดขึ้น “จะไม่มีเื่ร้ายแรงเกิดขึ้นได้อย่างไร เมื่อครู่นางกำลังจะฆ่าข้าเชียวนะ เื่นี้ยังไม่ใหญ่พออีกหรือ? พรุ่งนี้ ข้าจะนำเื่นี้ไปกราบทูลต่อเสด็จพ่อ ต่อให้นางเป็ศิษย์ของราชครู นางก็ต้องถูกปะาอยู่ดี!”
ซูจื่อฉินส่งสัญญาณแทนคำสั่ง ลูกสมุนทั้งหลายจึงพากันกลับไปที่เรืออีกลำ มีเพียงซูเหลียนหรูที่ไม่ยอมจากไป นางตามกัดไม่ปล่อย “พี่รอง นางทำให้คนของเราาเ็ตั้งหลายคน จะปล่อยเื่นี้ไปไม่ได้เด็ดขาด!”
ซูจื่อฉินกล่าว “เ้าไม่เห็นกริชในมือนางหรือ? เ้ากลัว พี่รองก็กลัวเหมือนกัน”
ซูเหลียนหรูโกรธจนพูดไม่ออก พี่รองสามารถต้านกริชของเฟิ่งสือจิ่นได้ด้วยดอกกุหลาบเพียงดอกเดียว มีหรือจะหวาดกลัว นี่มันข้ออ้างชัดๆ แต่ไม่ว่าอย่างไรซูเหลียนหรูก็ไม่ยอมจบเื่นี้ง่ายๆ แน่ นางถือว่ามีซูจื่อฉินคอยหนุนหลัง จึงปรี่เข้าไปหาเฟิ่งสือจิ่นอย่างบ้าบิ่น
ในที่สุดซูจื่อฉินก็เริ่มรู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมา คิ้วที่สวยได้รูปขมวดขึ้นเบาๆ ท่าทางของเขาทำให้ใบหน้าที่เคยนุ่มนวลแลดูดุดันมากยิ่งขึ้น “เหลียนหรู”
ซูเหลียนหรูชะงักฝีเท้าลง ก่อนจะหันไปพูดออดอ้อนพี่ชายอย่างน่าสงสาร “พี่รอง!”
ซูจื่อฉินยืนอยู่ข้างซูเหลียนหรู เขาพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ “หากเ้าดึงดันจะอาละวาดต่อไปก็ย่อมได้ แต่เท่าที่ข้าเห็น ไม่ว่าเ้าจะอาละวาดหรือเอาเื่อย่างไร เ้าเองก็ต้องเดือดร้อนไปด้วยอยู่ดี อย่าลืมสิว่าแผลบนร่างของท่านชายหลิวเกิดขึ้นได้อย่างไร ต่อให้เ้าจะนำเื่นี้ไปกราบทูลต่อเสด็จพ่อ เื่ที่เ้ามาเที่ยวเล่นที่ริมแม่น้ำฉินฉู่ในวันนี้ก็ทำให้เ้าเดือดร้อนได้เช่นกัน” ซูเหลียนหรูชะงักนิ่งลง ซูจื่อฉินเห็นดังนั้นจึงพูดขึ้นอีก “ก่อนจะมาที่นี่ เ้ารับปากข้าว่าอย่างไร แล้วตอนนี้ล่ะ เ้ากำลังทำอะไรอยู่? เสด็จพ่ออาจจะไม่ลงโทษเ้าก็ได้ แต่ข้าต้องถูกเข้าใจผิดแน่ หรือเ้าอยากให้ขุนนางทั้งหลายออกมากล่าวโทษและตำหนิที่ข้าออกมาเที่ยวเล่นในสถานเริงรมย์เช่นนี้ หากเป็เช่นนั้นจริง เสด็จพ่อกับเสด็จแม่จะไม่ผิดหวังหรือ?”
ซูเหลียนหรูคิดถึงแต่ตัวเอง ทว่าลืมคำนึงถึงผลกระทบของเื่นี้ไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อซูจื่อฉินพูดจบ นางก็เงียบลงชั่วขณะ แม้จะรู้สึกผิด แต่ความโกรธและแค้นใจที่มีก็ช่างมากมายจนยากจะเก็บกลั้น
ซูจื่อฉินโอบไหล่นางเบาๆ “อย่างไรเสียเ้าก็ไม่ได้เสียหายอะไร ให้เื่มันจบลงเพียงเท่านี้เถิด อีกเดี๋ยวข้าจะพาเ้ากลับวังพร้อมกัน” ซูเหลียนหรูยังมีทีท่าว่าจะไม่ยอมจบ เขาจึงพูดอย่างจนปัญญา “หากเ้าไม่ยอมเชื่อฟัง เช่นนั้นครั้งหน้า ข้าคงไม่พาเ้าออกมาเที่ยวเล่นด้วยกันอีกแล้ว”
สุดท้ายซูเหลียนหรูก็กระทืบเท้าแรงๆ แล้วมองเขม่นเฟิ่งสือจิ่นกับหลิวอวิ๋นชูอย่างโกรธแค้น นางกัดฟันกรอด “ฝากไว้ก่อนเถอะ!” พูดจบก็เดินกลับไปที่เรือของตน
ซูจื่อฉินประกายรอยยิ้มออกมาอย่างเป็มิตร เขาก้าวเข้ามาใกล้เฟิ่งสือจิ่นสองก้าวก่อนจะพูดขึ้น “ข้าไม่รู้ว่าพวกเ้ากับเหลียนหรูมีเื่อะไรกัน แต่ปล่อยให้เื่นี้จบลงเพียงเท่านี้เถิด ตกลงหรือไม่? หากท่านชายหลิวกับแม่นางท่านนี้ไม่เอาเื่ที่องค์หญิงเจ็ดมาเที่ยวเล่นที่นี่ และมีเื่มีราวกับพวกเ้าออกไปพูด เช่นนั้นเื่ที่... อืม... เื่ที่แม่นางท่านนี้พยายามปองร้ายองค์หญิงเจ็ดก็จะจบลงเพียงเท่านี้เช่นกัน พวกเราทั้งสองฝ่ายไม่ต้องพูดถึงเื่นี้อีก ถือเสียว่าเื่นี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”
หลิวอวิ๋นชูหันไปมองเฟิ่งสือจิ่นแวบหนึ่ง ยังไม่ทันที่นางจะได้ตอบอะไรเขาก็ชิงพูดขึ้นก่อน “ได้ ตกลงตามนั้น” อาการาเ็ของเขาไม่ได้หนักหนาอะไร แต่การที่เฟิ่งสือจิ่นคิดจะปองร้ายซูเหลียนหรูถือเป็โทษหนัก อีกฝ่ายไม่เอาความ ถือเป็เื่ที่ดีต่อพวกเขามากที่สุดแล้ว เพราะเกรงว่าองค์ชายสองจะเปลี่ยนใจ หลิวอวิ๋นชูจึงรีบตอบตกลงทันที
ซูจื่อฉินพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะหมุนตัวแล้วเดินกลับออกไป ทว่าเดินไปได้แค่ไม่กี่ก้าวก็หยุดฝีเท้าลง แล้วหันกลับมาถามด้วยเจตนาดี “ท่านชายหลิวาเ็หนักหรือไม่ ข้าสั่งให้คนส่งท่านชายกลับจวนดีหรือไม่?”
หลิวอวิ๋นชูตอบ “ไม่ดีกว่า ขอบพระทัยองค์ชายสองที่หวังดี”
โซ่ที่คล้องเรือทั้งสองลำเข้าด้วยกันถูกดึงกลับไป เรือลำที่ซูเหลียนหรูกับเฟิ่งสือจาวโดยสารอยู่ค่อยๆ เคลื่อนห่างออกไปช้าๆ เรือของเฟิ่งสือจิ่นกับหลิวอวิ๋นชูกลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง เพียงแต่คนแจวเรือกับหญิงรับใช้บนเรือต่างก็ใจนหน้าถอดสีไปหมด แถมรอบๆ เรือยังยุ่งเหยิง มีร่องรอยของการต่อสู้ประทับอยู่ทุกแห่ง
่เวลาจากนั้น จวบจนการประกวดยอดบุปผาจบสิ้นลง เรือของพวกเขาก็เหลือเพียงความสงบเท่านั้น หลิวอวิ๋นชูไม่ใส่ใจเลยสักนิดว่าท้ายที่สุดแล้ว แม่นางคนใดได้เป็ยอดบุปผาของฤดูนี้กันแน่ เขากับเฟิ่งสือจิ่นต่างก็ได้รับาเ็ทั้งหนักและเบาแตกต่างกันไป เฟิ่งสือจิ่นไม่พูดไม่จา เอาแต่รินสุราเข้าปากท่าเดียว หลิวอวิ๋นชูเห็นดังนั้นก็ไม่ยอมน้อยหน้า เขากลั้นใจยกสุราขึ้นมาดื่มอึกใหญ่ ราวกับว่าเพียงดื่มสุราจนมึนเมา ความเ็ปบนร่างกายก็จะหายไปเช่นนั้น
ซึ่งความจริงก็เป็เช่นนั้น เมื่อดื่มสุราเข้าไป หลิวอวิ๋นชูก็รู้สึกว่าความเ็ปบนร่างกายลดลงแล้ว แสงไฟริบหรี่ส่องเข้ามาในเรือ หลิวอวิ๋นชูมองเห็นอย่างเลือนรางว่าเฟิ่งสือจิ่นจับกริชเล่มนั้นเอาไว้แน่น กำลังใช้สุราล้างคราบเืบนกริชอย่างตั้งใจ ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าภาพเบื้องหน้าช่างระคายตาอะไรเช่นนี้ พลันหัวใจก็เจ็บแปลบขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ เขาปรี่เข้าไปจับมือของเฟิ่งสือจิ่นเอาไว้อย่างกะทันหันพลางพึมพำขึ้นเบาๆ “อย่ากลัวไปเลย มีข้าอยู่ทั้งคน ต่อไป คนพวกนั้นไม่กล้ารังแกเ้าอีกแน่”
ขนตาที่เรียงเป็แพของเฟิ่งสือจิ่นกระเพื่อมขึ้นเบาๆ ฝ่ามือก็สั่นเทาขึ้นเล็กน้อย ความทรงจำที่ฝังลึกอยู่ในสมองบอกกับนางว่า ในอดีต ใครอีกคนก็เคยบอกนางแบบเดียวกัน คนผู้นั้นก็เป็เหมือนหลิวอวิ๋นชู เขาจับมือของเฟิ่งสือจิ่นเอาไว้ แล้วสัญญาว่าจะปกป้องนางให้ดี
แต่คนผู้นั้นเป็ใครกันแน่?
ต้องเป็เพราะคืนนี้เฟิ่งสือจาวเอาแต่พูดชื่อของซูกู้เหยียนต่อหน้านางซ้ำแล้วซ้ำอีก เมื่อปิดตาลง ร่างที่แสนคุ้นเคยของซูกู้เหยียนจึงผุดขึ้นมาในหัวอย่างไม่อาจควบคุมเช่นนี้
ภาพในหัวเป็เื่ราวั้แ่ตอนที่คนผู้นั้นยังเป็เด็กหนุ่มชุดขาว ค่อยๆ เติบโตขึ้นไปเป็ชายหนุ่มที่ทั้งสง่างามและอ่อนโยน จากนั้นก็แต่งงาน มีอนาคตที่งดงาม และมีภรรยาแสนสวยอยู่เคียงข้าง... ต่อมา เมื่อการประกวดยอดบุปผาจบลง ฝูงคนที่เที่ยวเล่นจนหนำใจก็กลับบ้านไปในที่สุด เรือสำราญบนแม่น้ำฉินฉู่ค่อยๆ แยกย้ายกันออกไป คุณชายกับคุณหนูชั้นสูงทั้งหลายขึ้นฝั่งและทยอยกลับไปที่จวนของตนเอง เรือสำราญที่ประดับตกแต่งอย่างงดงามจุดไฟสีสันสดใส และจอดเรียงรายอยู่ที่ริมฝั่งอย่างเป็ระเบียบ
หลิวอวิ๋นชูกับเฟิ่งสือจิ่นเมาจนไม่ได้สติ คนแจวเรือเองก็กลุ้มใจไม่น้อย เขาไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไรต่อไปดี เรือลำนี้จึงยังลอยอยู่กลางสายน้ำเพียงลำพัง
ซูเหลียนหรูกับพวกกลับขึ้นฝั่ง นางหันกลับไปมอง พบว่านอกจากเรือของหลิวอวิ๋นชูกับเฟิ่งสือจิ่นแล้ว ยังมีเรืออีกลำลอยอยู่กลางแม่น้ำ ซึ่งเรือลำนั้นก็กำลังเคลื่อนเข้าใกล้เรือของหลิวอวิ๋นชูช้าๆ
