จวินเชียนจี้อุ้มเฟิ่งสือจิ่นไปนอนที่เตียง จากนั้นก็เช็ดตัวให้นางลวกๆ ด้วยชุดที่เขาใช้คลุมกายนางเป็การชั่วคราว แน่นอน เขาทำทั้งหมดโดยการคลำและคาดเดา ไม่กล้ามองแม้แต่น้อย สายตาของเขามองตรงไปด้านหน้า จึงเห็นเ้าสามมัดที่นั่งอยู่บนหน้าต่าง และกำลังหรี่ตามองเขาอย่างเยาะหยันได้อย่างชัดเจน
สายตาของเ้าสามมัดทำให้จวินเชียนจี้รู้สึกขบขันอย่างบอกไม่ถูก สายตาเช่นนี้ควรเป็ของเขาแท้ๆ แต่ตอนนี้กลับถูกเ้าสามมัดใช้เพื่อมองเหยียดเขาเสียนี่
จวินเชียนจี้พูดด้วยเสียงราบเรียบ “หากยังดูอีก พรุ่งนี้ ข้าจะจับเ้าไปย่างเลยคอยดู” พูดจบก็เชิดคางไปทางหน้าต่าง “ไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้”
เ้าสามมัดทนการข่มขู่ของจวินเชียนจี้ไม่ไหว จึงหมุนตัวแล้วะโลงจากหน้าต่างไป
จวินเชียนจี้เช็ดตัวเฟิ่งสือจิ่นจนแห้ง จากนั้นก็ดึงผ้าห่มมาคลุมปิดร่างของนางเอาไว้ เมื่อทำเสร็จจึงเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า เปิดมันออก แล้วหยิบเสื้อผ้าที่พับอยู่ในนั้นอย่างเป็ระเบียบออกมาอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะเดินกลับไปที่เตียง เตรียมจะสวมเสื้อผ้าให้เฟิ่งสือจิ่น
ตอนอยู่บนเขาจื่อหยาง ยามที่เฟิ่งสือจิ่นยังเป็เด็ก นางเคยไม่สบายเช่นกัน ในตอนที่นางป่วยจนนอนสะลึมสะลือ จวินเชียนจี้เคยสวมเสื้อผ้าให้นางหลายครั้ง เพียงแต่เฟิ่งสือจิ่นในตอนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว บัดนี้ ร่างของนางนุ่มนิ่มน่าัั แถมเขายังสวมเสื้อผ้าให้นางโดยการคลำ ไม่กล้ามองร่างกายของนางอีกด้วย ย่อมใช้เวลาในการสวมเสื้อผ้านานเป็ธรรมดา
เพิ่งสวมไปได้แค่ครึ่งเดียว เฟิ่งสือจิ่นก็ขมวดคิ้วขึ้นเบาๆ นางพูดละเมอออกมาอย่างคลุมเครือแล้วเริ่มดิ้นขัดขืน
ด้านหนึ่ง จวินเชียนจี้กำลังสวมเสื้อผ้าให้ อีกด้านนางก็กำลังถอดออกเช่นกัน แถมยังถีบผ้าห่มที่หนาจนชวนให้อบอ้าวออกไปไม่หยุด
จวินเชียนจี้พยายามดึงกลับมาหลายครั้งแต่ก็ไร้ประโยชน์ จึงจับข้อมือทั้งสองข้างของนางเอาไว้พลางพูดอย่างจนปัญญา “เลิกดื้อได้แล้ว สวมเสื้อผ้าเร็วเข้า”
เฟิ่งสือจิ่นเปิดตาขึ้นเล็กน้อย นางมองจวินเชียนจี้ผ่านช่องเล็กๆ ระหว่างเปลือกตา ความร้อนทำให้ใบหน้าของนางเปลี่ยนเป็สีแดงระเรื่อ ไอน้ำขับให้นางแลดูงดงามจนยากจะหาสิ่งใดมาเทียบเทียม สายตาของนางชวนให้ผู้มองรู้สึกหวั่นไหวได้อย่างง่ายดาย แววตาที่เต็มไปด้วยการออดอ้อนจ้องไปยังจวินเชียนจี้อย่างไม่วางตา นางพูดขึ้น “แต่ข้าร้อนเหลือเกิน...”
นางเป็ไข้สูง ทั้งที่ร่างกายหนาวเย็นมากแท้ๆ แต่นางกลับรู้สึกร้อนเหลือเกิน
จวินเชียนจี้ตระหนักได้แล้วว่าการเจรจากับนางนั้นไร้ประโยชน์สิ้นดี จึงไม่คิดจะเปลืองน้ำลายกับนางอีก เขาสวมเสื้อผ้าให้เฟิ่งสือจิ่นต่อด้วยการกระทำที่แข็งกระด้างและรุนแรงกว่าเดิม ทางด้านของเฟิ่งสือจิ่นเองก็ดิ้นขัดขืนรุนแรงยิ่งขึ้นเช่นกัน จวินเชียนจี้ไม่มีทางเลือกจึงจำต้องทอดสายตาไปที่นาง เขารู้ว่าตนไม่ควรมอง และรู้ว่าการกระทำเช่นนี้ไร้มารยาทเพียงใด แต่ก็จนปัญญาจริงๆ เขาไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นใดแล้ว เมื่อมองเห็น ก็สามารถสวมเสื้อผ้าให้นางได้อย่างคล่องแคล่วรวดเร็วยิ่งขึ้น อีกทั้งจวินเชียนจี้ยังระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการััิัของเฟิ่งสือจิ่นได้อย่างยอดเยี่ยม
เฟิ่งสือจิ่นสู้อีกฝ่ายไม่ได้ จึงมองหน้าเขา แล้วเริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมา
นิ้วของจวินเชียนจี้สั่นเทาขึ้นเบาๆ จึงััโดนผิวของเฟิ่งสือจิ่นโดยไม่ระวัง เขานึกโกรธตัวเองในใจ ขณะที่ปากก็ถามออกไปอย่างว้าวุ่น “เ้าร้องไห้ทำไม?”
เฟิ่งสือจิ่นพูดด้วยท่าทางเสียใจคล้ายถูกใครรังแกมา “ท่านรังแกข้า”
ใช่ว่าจวินเชียนจี้ไม่เคยเจอสถานการณ์เช่นนี้มาก่อนหรอกนะ ตอนที่เฟิ่งสือจิ่นยังอยู่บนเขาจื่อหยาง นางร่างกายแข็งแรงมาก จึงป่วยไข้เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น แต่ทุกครั้งที่มีไข้สูง นางมักจะติดเขาแจ แถมยังชอบออดอ้อนเป็พิเศษ เปลี่ยนไปจากเดิมคล้ายเป็คนละคนเลยทีเดียว เฟิ่งสือจิ่นในเวลานั้น แสดงความอ่อนแอและน่ารักในแบบของสตรีออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม
แต่เหตุการณ์เช่นนั้นก็เกิดขึ้นน้อยครั้งเหลือเกิน ตอนอยู่บนเขาจื่อหยาง นางเคยเป็เช่นนี้แค่สองหรือสามครั้งเท่านั้น แถมตอนนั้นนางยังมีอายุน้อย จวินเชียนจี้จึงยังพอจะรับมือได้ แต่ตอนนี้... จวินเชียนจี้ไม่ได้รับมือกับสถานการณ์เช่นนี้มาตั้งนานแล้ว จึงไม่รู้ว่าควรจะจัดการต่อไปอย่างไรดี
จวินเชียนจี้หยุดลงเพียงเท่านั้น เขาเริ่มพูดถกกับนาง “อาจารย์เพียงอยากจะสวมเสื้อผ้าให้เ้าเท่านั้น จะถือเป็การรังแกเ้าได้อย่างไร”
เฟิ่งสือจิ่นเถียงข้างๆ คูๆ “แต่ข้าก็บอกไปแล้วว่าร้อน ไม่อยากสวมเสื้อผ้า แต่ท่านก็ดันทุรังจะสวมให้อยู่ได้ แบบนี้ยังไม่เรียกว่ารังแกข้าอีกหรือ”
“ข้าคร้านจะเถียงกับเ้าเต็มทีแล้ว” จวินเชียนจี้ลงมือสวมเสื้อผ้าให้นางต่อ
เฟิ่งสือจิ่นพยายามขัดขืน นิ้วมือของจวินเชียนจี้เฉียดผ่านผิวเนียนที่หลังของนางหลายครั้ง เฟิ่งสือจิ่นรับรู้ได้ถึงความสบายที่เกิดจากการลูบผ่านของฝ่ามือใหญ่ จึงขยับร่างกายเข้าไปแนบชิดกับจวินเชียนจี้ แถมยังกอดเขาเอาไว้แน่นด้วยแขนทั้งสองข้าง นางใบหน้าแดงก่ำ “อาจารย์ ตัวท่านเย็นจังเลย” นางพูดอย่างพึงพอใจ
จวินเชียนจี้ร่างกายแข็งทื่อ ขณะที่เฟิ่งสือจิ่นก็เอาแต่คลอเคลียไม่หยุด เขาสวมแค่ชุดคลุมบางๆ เท่านั้น ส่วนเฟิ่งสือจิ่นก็อยู่ในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ย เส้นผมสีดำปล่อยสยายลงมาบดบังแผ่นหลังของนางเอาไว้ ทั้งยังกระจายกลิ่นหอมอ่อนๆ อันแสนเย้ายวน ซึ่งเป็เอกลักษณ์ของเด็กสาวออกมาไม่หยุด... เขารู้ว่าเฟิ่งสือจิ่นไม่รู้ตัวว่ากำลังทำสิ่งใดอยู่ แต่ถึงกระนั้นก็ยังพูดด้วยเสียงดุดัน “พอแล้ว สือจิ่น ปล่อยข้า”
หากคนอื่นมาเห็นพวกเขาในสภาพเช่นนี้ คิดภาพไม่ออกเลยว่าจะเป็เช่นไรต่อไป อีกอย่าง ต่อให้ไม่มีใครมาเห็น เขาก็ทำสิ่งที่ใกล้ชิดจนเกินสมควรเช่นนี้กับเฟิ่งสือจิ่นไม่ได้อยู่ดี ผิวกายของพวกเขาแนบชิดติดกัน ลมหายใจก็พันผสานเป็หนึ่ง
ร่างกายของนางเย็นมาก แต่เืในกายของจวินเชียนจี้กลับร้อนระอุ
เฟิ่งสือจิ่นกอดจวินเชียนจี้แน่น ไม่ยอมปล่อยมือ แม้จะพยายามดันไหล่ของนางออก แต่นางก็ยังไม่ยอมผละออกไปเสียที เฟิ่งสือจิ่นร้องสะอึกสะอื้น “ต่อให้ตายข้าก็ไม่ปล่อยมือจากอาจารย์แน่ อาจารย์เป็คนที่ล้ำค่าและน่าเคารพชื่นชมที่สุดในชีวิตข้า... อาจารย์ อย่าทิ้งข้าไป...”
อยู่ด้วยกันมานานถึงหกปี เขาจะตัดใจทิ้งนางลงได้อย่างไร
เฟิ่งสือจิ่นไม่มีสติแล้วแต่ก็ยังบอกความในใจออกมาจนหมด ต่อให้จวินเชียนจี้ใจแข็งราวกับก้อนหิน เมื่อได้ฟังดังนั้นก็อดใจอ่อนไม่ได้อยู่ดี แถมเขาก็ไม่ใช่คนใจแข็งอะไรมาั้แ่ต้นแล้ว จึงได้แต่ถอนหายใจเบาๆ อย่างจนปัญญา เขาตบหลังของเฟิ่งสือจิ่นเบาๆ พลางพูดกล่อมนาง “เด็กดี เชื่อฟังหน่อย เ้ากำลังเป็ไข้ จะปล่อยให้ร่างกายเย็นไม่ได้เด็ดขาด แถมยังต้องกินยาอีก หากเ้าไม่ยอมปล่อย ข้าจะออกไปปรุงยาให้เ้าได้อย่างไร?”
เฟิ่งสือจิ่นส่ายหน้าอย่างดื้อรั้น “ข้าไม่อยากดื่มยา ขอแค่อาจารย์อยู่ตรงนี้ ไม่ไปจากข้าก็พอ ท่านอยู่เป็เพื่อนข้าที่นี่เถอะ...”
เป็เวลานานกว่าจวินเชียนจี้จะลดมือลงมากอดตอบเฟิ่งสือจิ่นเบาๆ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย กำลังฝืนไม่ให้สองแขนกอดรัดนางแน่นๆ อย่างที่หัวใจกำลังเรียกร้อง เขาพูดขึ้น “ได้ อาจารย์จะไม่ไปไหน”
เขาประคองไหล่ทั้งสองข้างของเฟิ่งสือจิ่นเอาไว้ เส้นผมที่สยายยาวลูบผ่านฝ่ามือใหญ่ไปอย่างแ่เบา ช่างนุ่มลื่นเสียจริง เขาควบคุมกิริยาและการกระทำของตน รักษามารยาทระหว่างหญิงชายเอาไว้อย่างดี ไม่ทำสิ่งที่ถือเป็การล่วงเกินนางแม้แต่น้อย
เฟิ่งสือจิ่นรู้สึกวางใจอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน นางรู้ดีว่าคนที่กอดตนอยู่ก็คืออาจารย์ของตนนั่นเอง อาจารย์ที่คอยดูแล ให้ความอบอุ่น และให้ที่พึ่งพิงแก่นางมาโดยตลอด นางหลงใหลในกลิ่นกายของเขา จึงสูดดมมันอย่างละโมบและถวิลหา
ความร้อนจากร่างกายของจวินเชียนจี้แผ่เข้ามาโอบล้อม นางรู้สึกร้อนเหลือเกิน แต่ก็ทำใจปล่อยเขาไปไม่ได้เสียที ไม่ทันไรนางก็มีเหงื่อท่วมร่างแล้ว แถมสมองยังร้อนระอุและขาวโพลนไปหมด นางสับสนมึนงง ก่อนจะสะลึมสะลือและหลับลงช้าๆ อีกด้าน แม้จะอุ้มนางเอาไว้ แต่ร่างของนางกลับยังเย็นเฉียบ เป็เหมือนถุงน้ำเย็นในหน้าหนาว ที่ไม่ว่าจะโอบอุ้มเพียงใดก็ไม่อาจเปลี่ยนให้มันอุ่นได้เช่นนั้น ผิดกับหน้าผากที่ร้อนระอุราวกับไฟ จวินเชียนจี้เริ่มร้อนใจมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังฝืนใจ นั่งให้นางกอดอย่างสงบ เมื่อนางหลับสนิทแล้วจึงวางร่างบางลงบนเตียง สวมเสื้อผ้าให้นางจนเสร็จเรียบร้อย จากนั้นก็เริ่มปรุงยาให้นางต่อ
โชคยังดีที่จวนราชครูมียาสมุนไพรอย่างครบครัน แถมจวินเชียนจี้ก็ช่ำชองเื่การปรุงยาเป็อย่างดี เขาหายาจนครบ และเริ่มต้มยากลางดึก เมื่อเสร็จแล้วก็นำไปส่งให้เฟิ่งสือจิ่นถึงที่เตียง
เฟิ่งสือจิ่นไม่ยอมดื่มยา เอาแต่นอนกลิ้งไปกลิ้งมา พลิกไปพลิกมาไม่หยุด “ยาขม ข้าไม่ดื่ม”
จวินเชียนจี้อดทนเกลี้ยกล่อมต่อไป “ไม่ขม ไม่เชื่อก็ลองดื่มดูสักคำสิ”
เฟิ่งสือจิ่นพยายามลืมตาขึ้น นางลุกขึ้นนั่ง เสื้อผ้าข้างหนึ่งคล้อยตกลงไปจนถึงครึ่งไหล่ นางยกนิ้วชี้ขึ้นมา “ข้าดื่มแค่คำเดียวเท่านั้นนะ”
จวินเชียนจี้ยื่นมือไปดึงเสื้อให้นางพลางพยักหน้าเบาๆ “ได้ แค่คำเดียว”
ผลก็คือ เมื่อเฟิ่งสือจิ่นขยับริมฝีปากไปใกล้ขอบถ้วย จวินเชียนจี้ก็กดหลังหัวของนางเอาไว้ แล้วกรอกยาเข้าไปในปากของนางอึกใหญ่ เฟิ่งสือจิ่นย่นหน้าพลางพูดขึ้น “อาจารย์ ท่านหลอกข้า ยานี่ขมจะตาย!”
