คำพูดของเหลียงปิ่งอันกำลังเพิ่มเติมเสริมแต่งแทนเหลียงฮวนและหลิวฟาง
เหลียงปิ่งอันคิดว่าหลิวฟางอยู่ดีไม่ว่าดี เธอ้าให้เงินเอง เขาจึงเอ่ยปากว่าจะมอบให้สองพันหยวนก็เพื่อรักษาหน้าของหลิวฟางขณะอยู่บ้านแม่ แต่พอพูดออกไปแล้ว คนที่ทำลายคือหลิวฟางและเหลียงฮวนเช่นกันเงินก็ต้องจ่าย ทั้งยังไม่ได้ความซาบซึ้งของคนอื่นอีกเหลียงปิ่งอันแค่คิดว่าจัดการเช่นนี้ช่างโง่เง่าเหลือเกิน
“ไม่ต้องไม่ต้อง...”
หลิวเฟินปัดป่ายมืออย่างเอาเป็เอาตาย
เธอเองไม่คิดจะให้น้องสาวและน้องเขยช่วยเหลือ หลายปีก่อนหลิวฟางไม่ได้ไปมาหาสู่กับบ้านแม่ด้วยซ้ำหลิวเฟินก็ไร้น้ำยา ตอนอยู่ตระกูลเซี่ยไม่มีอิสระทางการเงินเซี่ยต้าจวินไม่มีทางไปเขตหลินเป็เพื่อนเธอแน่ เธอจึงแอบสะสมไข่ไก่ไว้สองหนและไหว้วานคนส่งไปให้ครอบครัวน้องสาวนอกจากนี้ก็ไม่มีการติดต่ออื่นใดอีก
ปีนี้หลิวฟางอุตส่าห์พาครอบครัวกลับบ้านแม่ทะเลาะกันในวันตรุษจีนไม่เป็มงคลเอาเสียเลย
หลิวเฟิน้าให้ครอบครัวปรองดอง ทว่าหลิวหย่งโมโหแล้ว
“หลิวฟาง เธอพูดให้มันชัดเจน ทำไมเสี่ยวหลานสวมเสื้อผ้าใหม่ไม่ได้? มีแค่เหลียงฮวนของเธอที่เป็อัญมณี ลูกสาวคนอื่นเป็หญ้าหรือ!”
เหลียงปิ่งอันยังมองเธออยู่ หลิวฟางจึงไม่สุมไฟต่อไปเหลียงฮวนค่อนข้างเกรงกลัวบิดาของเธอ แต่ก็รู้สึกว่าลุงหลิวหย่งลำเอียง นิสัย ‘วาจาโผงผาง’ ของเธอเหมือนหลิวฟางทุกกระเบียดนิ้ว
“ลุง พวกเราได้ยินคนเขาพูดกันหมดแล้วป้ากับลุงเขยหย่ากันเพราะเื่ของพี่เสี่ยวหลาน ป้าพาพี่มาอาศัยบ้านลุง...พวกเราแค่้าช่วยน้ารอง แม่ฉันถึงบอกว่าจะกลับมาแต่เห็นพี่ไม่สงสารลุงและป้าสักนิดเดียวเมื่อครู่ฉันไม่ควรพูดแบบนั้นต่อหน้าคนอื่นก็จริง แต่ว่าฉันเพียงรู้สึกสงสัย...”
ถ้าไม่ยืนเทียบกับเซี่ยเสี่ยวหลาน เหลียงฮวนก็เป็สาวน้อยรูปร่างอรชรอ้อนแอ้น
ดวงหน้าของเธอได้รูป หลิวฟางไม่เคยให้เธอทำงานบ้าน และยินดีจะให้เธอใช้จ่ายเงินกับเสื้อผ้าเหลียงฮวนคือหญิงสาวในเมืองผู้จิ้มลิ้มพริ้มเพราคนหนึ่ง
สุดท้ายหลิวหย่งก็ไม่อยากโกรธเคืองหลานสาว จึงอธิบายอย่างจริงจัง
“เสื้อผ้าของพี่หลานน่ะลุงไม่ใช่คนซื้อ และป้าก็ไม่ใช่คนซื้อด้วยเหมือนกันเป็เงินที่พี่เขาหาเองทั้งนั้น”
หลิวหย่งไม่ได้เื่ก็จริง แต่เหลียงปิ่งอันรู้ดีว่าลุงคนนี้ไม่เคยให้ค่ากับการโกหก
เขารีบเอ่ยปากก่อนเหลียงฮวนจะสงสัย “เสี่ยวหลานมีงานทำแล้วหรือ?”
ไม่รับรู้ความเป็ไปของบ้านแม่หลิวฟางมานานหลายปีนอกจากได้ยินว่าหลิวเฟินและเซี่ยต้าจวินหย่ากันเหลียงปิ่งอันก็ไม่ค่อยแจ่มแจ้งเกี่ยวกับสถานการณ์ของเซี่ยเสี่ยวหลานนักในเมื่อริเริ่มหาเงินแล้ว นั่นแปลว่ามีอาชีพ โอกาสรับเข้าทำงานที่มีต่อคนทะเบียนบ้านชนบทน้อยมากเซี่ยเสี่ยวหลานอาจทันจังหวะดี บวกกับความได้เปรียบด้านรูปลักษณ์ภายนอกของตนเอง...เหลียงปิ่งอันคาดเดางานของเซี่ยเสี่ยวหลานคงเป็ประเภทเดียวกับพนักงานขายในห้างสรรพสินค้า
สิ่งนี้สามารถอธิบายความเปลี่ยนแปลงของเซี่ยเสี่ยวหลานได้การทำงานในห้างสรรพสินค้าย่อมทันสมัยกว่าคนทั่วไปเป็ธรรมดา
แต่อย่างไรก็มีงานหนึ่งที่ดีกว่า
เหลียงปิ่งอันพึงพอใจยิ่งนัก เซี่ยเสี่ยวหลานมีโอกาสพูดจนได้ “น้าเขย ฉันไม่ได้เข้าทำงานค่ะ ฉันกำลังทำธุรกิจส่วนตัว”
หา ทำธุรกิจส่วนตัว?
เหลียงปิ่งอันนึกไม่ถึง หลิวฟางได้แผดเสียงโพล่งออกมาตามสัญชาตญาณ “เธอไปทำธุรกิจส่วนตัวได้อย่างไร? อายคนเขาตายเลย! ถ้าคนอื่นรู้ว่าเธอเป็หลานสาวของน้า น้าจะมีหน้าออกจากบ้านได้อย่างไร!”
ดีจริงๆ พอหลิวฟางอ้าปาก เซี่ยเสี่ยวหลาน หลี่เฟิ่งเหมย หลิวหย่งและหลิวเฟิน โดนเธอทำให้ขุ่นเคืองกันหมดแล้ว
เพราะทั้งสี่คนล้วนทำธุรกิจอิสระน่ะสิ
เซี่ยเสี่ยวหลานเตือนอย่างจริงจังตั้งใจ “น้าน้าวางใจเถอะ เดิมทีคนอื่นก็ไม่รู้ว่าฉันเป็หลานสาวน้า อีกหน่อยพบกันบนถนนหนทางฉันก็จะหลบหลีกอยู่ไกลๆ”
6 ปีพบหน้าแค่หนเดียวเซี่ยเสี่ยวหลานไม่คิดว่าเธอจะทำให้หลิวฟางอับอายใครได้
เหลียงปิ่งอันเคืองมาก วันนี้ถูกหลิวฟางแย่งพูดตลอดแต่งงานกับผู้หญิงมีดีเพียงหน้าตาก็เป็เสียอย่างนี้หลายปีมานี้ไม่อนุเคราะห์ต่ออาชีพการงานของเขาเลยไม่เป็ภาระแก่เขาก็ถือว่าบุญท่วมหัวแล้ว
“นี่คุณเหมือนคนเป็น้าหรือ? เสี่ยวหลานกับพี่รองกำลังตกอยู่ในภาวะคับขันทำธุรกิจอิสระเพื่อแก้ไขความลำบากในชีวิตประจำวันตอนแรกคุณกับผมก็ไม่รู้สถานการณ์ของพวกเธอแม่ลูก วันนี้รู้แล้วย่อมต้องช่วยเหลือเธอยังต้องไปทำธุรกิจส่วนตัวอีกหรือ?”
ไม่เสียแรงที่เหลียงปิ่งอันมีสถานะเป็ข้าราชการสามารถไกล่เกลี่ยแทนหลิวฟางได้เสมอ
พูดไม่กี่ประโยคทุกคนก็รู้สึกสบายใจเซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่าน้าเขยผู้นี้มีแต่บทสนทนาตามมารยาททว่าเมื่ออีกฝ่ายมีมารยาทแล้วก็ต้องน้อมรับไว้ เธอไม่ถือสาที่จะสุภาพต่อน้าเขยเหมือนกัน
“น้าเขย ฉันคิดว่าทำธุรกิจส่วนตัวไม่เลวเลย...”
“เอ้อ เสี่ยวหลาน เธอจบมัธยมปลายหรือยัง? ฉันจะลองดูให้ว่ามีโอกาสเข้าทำงานไหมแต่เธอต้องไปทำงานที่บ้านน้าในเขตเหอตง ไม่รู้ว่าเธอยินดีหรือเปล่า?”
เหลียงปิ่งอันขัดการบ่ายเบี่ยงของเซี่ยเสี่ยวหลานเซี่ยเสี่ยวหลานจับจุดความตั้งใจของน้าเขยไม่แม่นยำเท่าไรนัก
ก่อนหน้านี้เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ไปมาหาสู่กันแล้ว อยู่ดีๆ กลับปรากฏตัวออกมาทั้งจะสนับสนุนเงินสร้างบ้าน ทั้งจะจัดหางานให้เธอ ตกลงมีความตั้งใจอะไรกันแน่?
ถ้าบอกว่าหลิวฟางสงสารเห็นใจพวกเธอแม่ลูกก็อาจไม่เป็เช่นนั้นบ้านเหลียงฐานะดี ชีวิตของตระกูลเซี่ยลำบากยากเย็นแถมหลิวเฟินคือชนชั้นต่ำต้อยของตระกูลเซี่ย ชีวิตครอบครัวของหลิวหย่งอยู่ในขอบเขตกินอิ่มนอนอุ่นไม่ว่าเขาต้องลักขโมยหรือไม่ เขาจะเจียดเงินมาเกื้อกูลหลิวเฟินและลูกสาวแน่
หลิวฟางเล่า?
ทะเลาะเบาะแว้งกับหลิวหย่ง แล้งไมตรีไม่ติดต่อนานหลายปี และไม่เคยเป็ห่วงว่าพี่รองของเธอมีชีวิตในตระกูลเซี่ยอย่างไร
เซี่ยเสี่ยวหลานตัดสินใจสังเกตท่าทีที่จะเปลี่ยนแปลงไปด้วยความสงบนิ่ง
“น้าเขย ฉันจบมัธยมต้น”
จบการศึกษามัธยมต้น ตอนนี้เรียนมัธยมปลายปีสามส่วนเื่เดือนกรกฎาคมจะร่วมสอบเกาเข่านั้นเธอไม่ได้บอก
เหลียงปิ่งอันสีหน้าเคร่งเครียดเล็กน้อยเหลียงฮวนไม่ปิดบังท่าทีเหยียดหยามของตัวเองด้วยซ้ำ เรียกแค่มัธยมต้นหรือ? มัธยมต้นมีประโยชน์อะไร คนจบการศึกษามัธยมต้นในเมืองมากมายต่างหางานไม่ได้ไม่ขอให้เรียนจงจวน ทว่าควรเรียนมัธยมปลายหรือเปล่า?
“มัธยมต้นหรือ ก็ลองดูได้นะ แต่ต้องหาโอกาส...”
หากเหลียงปิ่งอันจะจัดหางานให้ก็ยังทำได้ แต่เขากลับไม่รับปากเป็มั่นเป็เหมาะถ้าตกลงโดยง่ายดาย ก็แสดงถึงความประเสริฐของน้ำใจจากเขาผู้นี้ไม่ชัดเจนน่ะสิ
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่อยากอ้อมค้อมกับน้าเขยข้าราชการ [1] อีกแล้ว
หลิวฟางกระวนกระวายยิ่งกว่า “พี่รองฉันบอกพี่ตรงๆ นะ ฉันกลับมาวันนี้นอกจากมาเพื่อปรับความเข้าใจกับพี่ใหญ่ เหตุผลอีกอย่างก็เพราะได้ยินคนบอกว่าพี่หย่ากับพ่อเสี่ยวหลานพวกพี่สองคนโดนตระกูลเซี่ยขับไล่ออกมา ฉันกลัวชีวิตพวกพี่จะไปต่อไม่ไหวนึกไม่ถึงว่าทางหมู่บ้านจะแบ่งที่ดินปลูกบ้านและไร่นาให้พวกพี่แล้วแต่พวกพี่ก็เป็หญิงทั้งคู่ ในบ้านไม่มีแรงงานชายสักคนไร่นาที่หมู่บ้านแบ่งมาพวกพี่จะเพาะปลูกเองหรือ? พี่รู้ดีว่าฉันพูดจาแบบนี้อย่างไรเสียฉันก็หวังดีนะพ่อฮวนฮวนพูดว่าจะสนับสนุนเงินสองพันแก่พวกพี่สำหรับสร้างบ้านฉันเห็นด้วยอยู่แล้ว... ถ้ายังไม่เพียงพอ ฉันค่อยเพิ่มให้พวกพี่อีกสองพันเองเงินส่วนนี้พวกพี่ไม่จำเป็ต้องคืน พี่เอาไปก็ใช้อย่างสบายใจเถอะ”
หลายคนในเหตุการณ์คาดไม่ถึงว่าหลิวฟางสามารถกล่าวคำพูดที่เห็นใจคนอื่นเช่นนี้
หลิวฟางเป็แบบนี้มาั้แ่แรก มิใช่ว่าเธอใช้วาจาเสนาะหูไม่เป็แค่ดูว่าเธอยินดีพูดหรือไม่
ไม่เสียดายที่จะควักเงิน 4000 หยวนมาช่วยพี่สาวสร้างบ้านในปี 84 แถมแสดงตัวว่าไม่้าการชดใช้คืนไม่ว่าสถานการณ์ทางการเงินของบ้านเหลียงจะดีขนาดไหน เงินจำนวนนี้ก็เผื่อแผ่มากแล้วถ้าหลิวฟางปรากฏตัวเร็วกว่านี้สักสองสามเดือนร่วงหล่นลงมาจาก์ใน่เวลายากลำบากที่สุดของพวกเซี่ยเสี่ยวหลานต้องเป็การส่งถ่านร้อนกลางหิมะแน่นอน
ตอนนี้ช้าไปสองสามเดือน กลับกลายเป็การปักดอกไม้บนผ้าทอ [2] หลิวเฟินไม่้าเงินก้อนนี้ ทว่าไม่สามารถทำให้ความซาบซึ้งที่มีต่อน้องสาวของเธอลดน้อยลงได้เลย
“เสี่ยวฟาง เงินสร้างบ้านไม่จำเป็จริงๆ นะ พวกเราจะสร้างหลังเดือนกรกฎาคมถึงเวลาคงเก็บเงินพอแล้ว...”
อันที่จริงเริ่มงานตอนนี้เลยก็ยังได้ สองแม่ลูกไม่ได้ไม่มีเงินสร้างบ้านแต่หาเวลาไม่ได้ต่างหาก
หลิวฟางไม่ยอมรับ “พี่น่ะปากหนักจิตใจแน่วแน่กินแทนข้าวได้หรือ? สร้างบ้านอิฐแดงไม่กี่ห้องก็ต้องใช้เงินหลายพันอยู่ดีเสี่ยวหลานไม่ใช่แค่ตั้งแผงทำธุรกิจส่วนตัวหรือ จะหาเงินได้เท่าไรกันเชียว? อีกอย่างเหล่าเหลียงจะช่วยเสี่ยวหลานหางาน ทำธุรกิจส่วนตัวต่อไปไม่ได้แล้วมีงานที่สบายไม่ต้องอายใครอยู่ แต่เงินเดือนเดือนหนึ่งก็เท่านั้นต้องเก็บเงินถึงเมื่อไรกว่าจะสร้างบ้านได้พี่และเสี่ยวหลานคงไม่อาศัยบ้านพี่ใหญ่ไปตลอดหรอกนะ?”
เื่นี้ลามมาถึงศีรษะของตนเองแล้ว หลี่เฟิ่งเหมยรีบแสดงความคิดเห็นทันที
“พวกเธอสองคนอาศัยไปตลอดได้แน่นอน เสี่ยวฟาง เธอกลับมาก็ยุแยงตะแคงรั่วอ้าปากก็ให้เงิน ตกลงมีความคิดอะไรกันแน่?”
เชิงอรรถ
[1]ในที่นี้หมายถึง คนทัศนคติแคบไม่รู้จักทำความเข้าใจกับความเป็จริง ทำอะไรโดยไม่ใส่ใจ ดีแต่ออกคำสั่ง
[2]锦上添花 ปักดอกไม้บนผ้าทอ ในที่นี้มีความหมายว่าทำในสิ่งที่ไม่จำเป็หรือปรนเปรอผู้อื่นทั้งที่เขามีพร้อมแล้ว
