คิดหลีกเลี่ยงความสนใจของทุกคน?
ทำไมหรือ?
หญิงสาวที่เข้าวังไม่ใช่เพราะว่าอยากได้รับความโปรดปรานจากเขาหรือ?
ซูเฟยซื่อ ที่แท้แล้วเ้ากำลังคิดอะไรอยู่?
สังเกตถึงแววตาร้อนแรงของซ่งหลิงซิวซูเฟยซื่ออดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว ก้มศีรษะให้แล้วก็รีบเดินจากไป
อยู่ๆ เสียงของซูจิ้งโหยวก็ดังมาที่ด้านหลัง“น้องสามนั่งกับพระชายาซีอ๋องดีกว่าหรือไม่ พวกเ้าสองพี่น้องไม่ได้เจอกันมานานแล้วด้วยยากที่จะได้พบหน้า สมาคมกันดีๆ ”
“ได้...ได้ค่ะ น้องสามก็นั่งข้างๆหม่อมฉันเถิดนะเพคะ” ซูจิ้งเซียงกล่าวต่อไปอย่างค่อนข้างสำรวม น้ำเสียงของนางเห็นได้ชัดว่าไม่เต็มใจ
แต่สิ่งที่แปลกที่สุดคือเสียงของนางแหบแห้งเหมือนหญิงชรา
ถ้าไม่ใช่นางยังเรียกซูเฟยซื่อว่าน้องสามคำหนึ่งซูเฟยซื่ออาจจะจำนางไม่ได้อย่างสิ้นเชิง
เกิดเื่อะไรขึ้น?
ซูเฟยซื่อมองตามเสียงนางไปมองครานี้ นางใสะดุ้งทันทีอย่างอดไม่ได้
เพียงเห็นซูจิ้งเซียงสวมใส่เสื้อคลุมชุดดอกโบตั๋นสีแดงสดใสทั้งชุดมองผาดๆ อาจยังรู้สึกว่านางมีความมั่งคั่งมากขึ้นกว่าก่อนที่นางสมรสไป แต่มองอย่างพินิจพิจารณาอย่างละเอียดก็จะรู้สึกหวาดผวา
เสื้อคลุมไหมสีสันสดใสหลวมโพรก คลุมร่างผอมเล็กของนางไว้แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนกับตุ๊กตาผี
แต่นางไม่ได้มีท่าทีหยิ่งยโสราวเพลิงเผาดั่งวันเวลาที่อยู่ในจวนอัครมหาเสนาบดี นางยิ่งเหมือนหญิงสาวผู้โดดเดี่ยวอ้างว้างที่ประสบความหนาวเย็นท่ามกลางโลกมนุษย์ แม้แต่แววตาที่มองดูผู้คนต่างมีท่าทีหลบเลี่ยงละอายตน
ซูจิ้งเซียงไม่ได้ใช้ชีวิตผ่านไปอย่างดีในพระตำหนักซีอ๋องนางก็เดาได้แต่แรก เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าเป็ไปได้ถึงขนาดนี้
อย่างไรก็ตามนางเคยได้เตือนสติซูจิ้งเซียงไปก่อนแล้วนี่เป็ทางที่ซูจิ้งเซียงเลือกเอง ไม่เกี่ยวกับคนอื่น
ซูเฟยซื่อถอนหายใจเล็กน้อย นางเดินไปยังที่นั่งข้างๆซูจิ้งเซียงและนั่งลง
ทันทีที่นางนั่งลงก็เท่ากับซูจิ้งเซียงถูกสองคนหนีบไว้ตรงกลางแล้วทันที
ด้านซ้ายซูจิ้งเถียนประทินโฉมปะแป้งหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูใบหน้าน้อยๆ ราวกับสามารถบิดน้ำออกมาได้
ซูเฟยซื่อที่ด้านขวาแม้ว่าแต่งตัวเป็ปกติ ทว่าด้วยท่วงท่าอารมณ์ระหว่างคิ้วอันโดดเด่นแป็นเอกลักษณ์กลับทำให้ผู้คนมิอาจถอนสายตาไปได้
ด้วยการเปรียบเทียบซ้ายและขวาเช่นนี้ซูจิ้งเซียงยิ่งกระอักกระอ่วนอย่างชัดแจ้ง เกือบกลายเป็ตัวตลกให้ทุกคนหัวเราะไปแล้ว
ซูเฟยซื่อแอบสังเกตทุกสิ่งทั้งหมดนี้ในใจอดไม่ได้ที่จะเพิ่มความสงสัยขึ้นหลายส่วน
กล่าวตามเหตุผลที่ซูจิ้งโหยวจัดเลี้ยงงานฉลองครั้งนี้คนที่จะจัดการควรเป็นางกับพระสนมหวิน แต่ทำไมถึงเชิญซูจิ้งเซียงมาเป็พิเศษ อีกยังจงใจโหดร้ายกับนางเช่นนี้
ด้วยประวัติง่ายๆ ด้านประสบการณ์การจัดการเื่ต่างๆในพระตำหนักของซูจิ้งโหยว เป็ไปไม่ได้ที่จะไม่ได้คิดถึงจุดนี้
ดังนั้นการจัดเตรียมการเหล่านี้ต้องมีที่หมายและมีเจตนาแอบแฝงอย่างแน่นอน
เจตนา...
อยู่ๆ ซูเฟยซื่อก็คิดถึงหลัวฉีลี่ที่เสียชีวิตอย่างอนาถก่อนหน้านี้ขึ้นมาได้ หัวใจพลันสยองหวาดกลัวขึ้นมาทันที หรือว่าซูจิ้งโหยวคิดหลอกใช้ซูจิ้งเซียงทำอะไรอีก?
“พี่รองสบายดีหรือไม่? ”ฉวยโอกาสที่งานเลี้ยงฉลองเพิ่งจะเริ่มขึ้น ดนตรีบรรเลงเสียงดัง ซูเฟยซื่อกระซิบถามเบาๆ
นางเคยสัญญาแม่น้ารองมาก่อนว่าขอเพียงซูจิ้งเซียงไม่ทำร้ายชีวิตนางนางจะไม่เป็ศัตรูอย่างแท้จริงกับซูจิ้งเซียง
ถึงแม้ไม่รู้ว่าทำไมซูจิ้งเซียงถึงยอมเดินออกจากพระตำหนักซีอ๋อง เพื่อมาเป็พันธมิตรกับซูจิ้งโหยวแต่นางยังคิดให้โอกาสครั้งสุดท้ายแก่ซูจิ้งเซียง
ถ้าซูจิ้งเซียงไม่ฉวยโอกาสครั้งสุดท้ายนี้ไว้ดีๆ ยังคิดทำการตามอำเภอใจเหมือนเดิมถ้าเช่นนั้นนางก็สิ้นไมตรีหมดเยื่อใยต่อนางแล้ว
รอยยิ้มบนใบหน้าของซูจิ้งเซียงแข็งทื่อทันที“สบายดี ขอบคุณในความห่วงใยของน้องสาว”
“งั้นหรือ? ในเมื่อยังสบายดีถ้าเช่นนั้นพี่รองควรถนอมหวงแหนความสุขตรงหน้าไว้ อย่าให้ประโยชน์น้อยนิดทำให้ต้องสูญเสียสิ่งที่มีค่ากว่าเด็ดขาดเื่บางอย่างถ้าเดินผิดไปก็ล้วนเป็หายนะอย่างใหญ่หลวง ไม่สามารถกอบกู้คืนได้” ซูเฟยซื่อดูเหมือนจะยิ้มเล็กน้อยแต่น้ำเสียงกลับจริงจังมากหาใดเสมอเหมือน
ซูจิ้งเซียงชะงักอย่างแรงทันที ความใกลัวที่ก้นบึ้งสายตาแวบผ่านไปอย่างโดยเร็วกลับกลายเป็รอยยิ้มขมขื่นขึ้นในชั่วพริบตา “เ้าพูดไม่ผิด เื่บางอย่างถ้าเดินผิดไปก็ถือเป็หายนะอย่างใหญ่หลวงไม่สามารถกอบกู้คืนได้เพียงแต่...ชะตาชีวิตข้า ชั่วชีวิตล้วนถูกผู้คนควบคุมไว้ ไหนเลยเคยลิ้มลองทางเลือกอื่นได้อีก”
“ถ้าไม่มี ไยเ้าต้องเลือกเป็พระชายาซีอ๋องเส้นทางนี้เ้าไม่ได้เลือกด้วยตัวของเ้าเองหรอกหรือ? ” ซูเฟยซื่อเลิกคิ้วแล้วถามกลับ
“เส้นทางนี้เป็ทางเลือกของข้าเองจริงแต่ข้ายังมีตัวเลือกอื่นๆ ั้แ่เริ่มแรกหรือไม่? ในพระตำหนักของซีอ๋องยังถูกผู้คนทรมานในจวนอัครมหาเสนาบดีก็ถูกผู้คนทารุณเช่นกัน ในพระตำหนักของซีอ๋องอย่างน้อยข้าได้ชื่อว่าเป็พระชายาของซีอ๋อง แต่ในจวนอัครมหาเสนาบดี ข้ากลับเป็ได้แค่คนที่ถูกผู้คนรังเกียจถ่มน้ำลายใส่ลูกสาวอนุที่ทั้งเหม็นทั้งขึ้นเชื้อราไปตลอดกาล” ซูจิ้งเซียงเ็ปจนกำกำปั้นไว้แน่น
ความจริงเื่มาถึงตอนนี้ นางมิอาจแยกแยะได้อย่างชัดเจนว่าที่แท้การเลือกในตอนเริ่มแรกนั้นถูกหรือผิด
“ชื่อเสียงกับผลประโยชน์สำคัญมากในสายตาของเ้าอย่างนั้นหรือ?”มองดูลักษณะของซูจิ้งเซียง ซูเฟยซื่อเพียงรู้สึกหนาวจับใจ
เป็ลูกสาวอนุเหมือนกัน โชคชะตาชีวิตของทั้งสองถึงกับแตกต่างกันมากขนาดนี้
บ่อยครั้งที่โชคชะตาไม่ได้ให้เ้าเลือกแต่เป็เ้าเองที่ไม่ได้เลือกให้ตนเอง
“ใช่ มีแต่ชื่อเสียงเงินทองจึงสามารถทำให้ข้าใช้ชีวิตได้ดียิ่งกว่า”ซูจิ้งเซียงกัดฟันกล่าวพลาง
“ถ้าเช่นนั้นข้าก็อวยพรให้เ้าสมปรารถนาในเร็ววันเถิด” ได้ยินอย่างนั้นซูเฟยซื่อก็ไม่ยินดีอยากจะพูดมากเปลืองน้ำลายกับนางอีกต่อไปแล้ว
คุยไม่ถูกคอ ครึ่งคำก็มากเกินคนที่คิดตายจริงๆ อย่างเ้า ล้วนไม่มีวันลากกลับมาได้
“สมปรารถนา...” ซูจิ้งเซียงยกจอกสุราขึ้นก็ดื่มหมดในคำเดียวดวงตาแดงเรื่อหันมามองสบ “น้องสาม ข้าดื่มสุราไม่เก่งไปบ้างเ้าไปเดินเป็เพื่อนกับข้าเถิด”
แม้กล่าวว่าขณะที่พวกนางสนทนากัน ซูจิ้งเซียงได้ดื่มสุราไปไม่กี่จอก แต่กลับบอกว่าดื่มสุราไม่เก่ง...
กลัวว่าในใจซูจิ้งเซียงได้มีการตัดสินใจไว้แล้วจะเคลื่อนไหวแล้วสินะ
ตามที่คาดคนที่น่าสงสารต้องมีส่วนที่ให้คนต้องแค้นเคืองแน่นอน ในเมื่อเป็เช่นนี้ นางก็จะไม่ใจอ่อนอีกต่อไปแล้ว
ซูเฟยซื่อพยักหน้า คิดจะลุกขึ้นเดินตามซูจิ้งเซียงไปแต่บังเอิญหางตาเหลือบกวาดไปยังตำแหน่งของพระสนมหวิน
เกิดเื่อะไรขึ้น?
พระสนมหวินล่ะ?
งานเลี้ยงฉลองนี้จัดเพื่อพระสนมหวินแต่ตอนนี้ตัวละครหลักกลับหายไปแล้ว
ชั่วขณะซูเฟยซื่อคิดไม่ออกถึงเหตุผลดังนั้นนางจึงต้องวางปัญหาลง ได้แต่เดินออกไปกับซูจิ้งเซียง
“น้องสามยังจำตำหนักเย็นหลังนั้นที่ข้าได้ถูกทำลายความบริสุทธิ์ไปหรือไม่?”ซูจิ้งเซียงเดินนำหน้า ราวกับกลัวว่าซูเฟยซื่อจะวิ่งหนีไป ถึงกับจับมือนางไว้แน่น
“จำได้ พี่รองคงไม่ใช่อยากไปที่นั่นหรอกกระมั่ง?สถานที่เลวร้ายชนิดนั้นอย่าไปเถิด” ซูเฟยซื่อแกล้งทำเป็กลัวบ้าง
“ทำไมจึงเป็สถานที่เลวร้ายล่ะ? ถ้าไม่ใช่เป็ที่นั่นข้าจะได้เป็พระชายาซีอ๋องได้อย่างไร? แต่ข้าไม่ได้คิดไปที่นั่น เพียงแต่ได้ยินว่ามีป่าผืนที่อยู่ใกล้ที่นั่นสภาพแวดล้อมดีอยากไปดูๆ เท่านั้นเอง” ซูจิ้งเซียงฝืนยิ้มออกมาคราหนึ่ง
ป่าใกล้ตำหนักเย็น?
ซูเฟยซื่ออาศัยความทรงจำในชาติที่แล้วในที่สุดนึกถึงสถานที่นั้นขึ้นมาได้แล้ว
เปล่าเปลี่ยววังเวง บวกกับเวลานี้ไม่มีใครไปที่นั่นอย่างสิ้นเชิงเป็สถานที่ที่ดีในการลงมือจริงๆ
ก็ไม่รู้ว่าครั้งนี้พวกนางคิดจะลงมืออย่างไรอีกถ้าคิดใส่ร้าย ที่นั่นอาจจะถูกผู้คนพบเห็นได้ไม่ง่าย
ในป่าต้นไม้ปกคลุมหนาแน่น ต้นไม้ใหญ่ปกคลุมท้องฟ้าแยกที่นี่จากโลกภายนอกราวกับเป็สถานที่แห่งหนึ่งซึ่งถูกทั่วโลกลืมเลือนไป
เพราะแสงแดดส่องไม่ถึงตลอดทั้งปี อุณหภูมิในป่าก็เย็นกว่าข้างนอกมาก ทำให้ขณะที่คนเริ่มเดินเข้ามาอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้าน
ก็ในขณะที่ซูเฟยซื่อกำลังสังเกตดูสภาพแวดล้อมรอบด้านอย่างถี่ถ้วนซูจิ้งเซียงที่จูงมือนางไว้ตลอด จู่ๆ ก็ปล่อยมือ
เพียงเห็นใบหน้าดวงน้อยของนางยับยู่ยี่สองมือกุมท้อง ราวกับทนรับความเ็ปอันยิ่งใหญ่อยู่ “น้องสาม อยู่ๆข้ารู้สึกปวดท้อง เ้ารอข้าอยู่ที่นี่ ข้าไปสักพัก เดี๋ยวจะกลับมา”
