เฟิ่งสือจิ่นพูดลอยๆ “บนพื้นมีเืเต็มไปหมด มันไหลลงมาจากลานปะาด้วยบันไดดูเปียกแถมยังลื่นไปหมด ไส้ที่ทะลักออกมาก็ไหลลงมาพร้อมกันด้วยนะ...”
“แหวะ~” หลิวอวิ๋นชูทนไม่ไหวจึงปิดปากแล้ววิ่งหนีออกมาทันทีต้องรีบไปหาที่อาเจียนโดยด่วนเลย
เขารู้สึกหงุดหงิดใจเป็อย่างมากอย่างน้อยเขาก็เคยเป็ถึงอันธพาลประจำถิ่นเชียวนะ ทำไมถึงกลัวเื่แบบนี้ได้สู้เฟิ่งสือจิ่นที่เป็ผู้หญิงไม่ได้ด้วยซ้ำ...แต่เพียงพริบตาเดียวเขาก็รู้สึกดีขึ้นมามาก ถูกแล้วเฟิ่งสือจิ่นไม่ถือเป็ผู้หญิงเสียหน่อย
นางเป็แค่ผู้ชายที่หน้าตาเหมือนผู้หญิงเท่านั้น
เฟิ่งสือจิ่นนั่งยองๆอยู่เื้ัหลิวอวิ๋นชูและลูบหลังให้เขาอย่างเงียบงัน อีกด้านหลิวอวิ๋นชูอาเจียนทุกอย่างในท้องออกมาจนหมด เขาพูดขึ้นในภายหลัง “เฟิ่งสือจิ่นทำไมเ้าถึงไม่กลัวเลยล่ะ?”
เฟิ่งสือจิ่นหันไปมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะแสร้งทำเป็ขาสั่น “ตายแล้วข้ากลัวจังเลย~”
หลิวอวิ๋นชูมุมปากกระตุกเขามองเฟิ่งสือจิ่นที่เดินนำอยู่ข้างหน้าด้วยท่าทีนิ่งเรียบ เงาต้นหลิวที่อยู่สองข้างทางไหวสั่นขึ้นเบาๆชุดสีเขียวขุ่นบนร่างบางพลิ้วไสวไปกับสายลม เส้นผมที่ถูกเกล้าด้วยปิ่นไม้เพียงชิ้นเดียวแลดูกระฉับกระเฉงและให้ความรู้สึกสบายราวกับว่านางเป็สายลมเย็นๆ ในหน้าร้อนเช่นนั้น หลิวอวิ๋นชูมองเพลินจนลืมอาเจียนไปเสียสิ้นเฟิ่งสือจิ่นพูดขึ้น “พักจนหายเหนื่อยหรือยังถ้าหายเหนื่อยแล้วก็ไปหาความสุขกันเถอะ ครั้งนี้ ข้าจะเป็คนเลี้ยงเอง”
ก่อนหน้านี้ เขามักจะเป็คนจ่ายตลอดพอเฟิ่งสือจิ่นบอกว่าจะพาเขาไปเที่ยวเล่นโดยนางเป็คนจ่ายเช่นนี้เขากลับรู้สึกไม่คุ้นเอาเสียเลยแต่สิ่งที่มีมากกว่าความไม่คุ้นก็คือความตื่นเต้นและคาดหวัง ได้ยินมาว่าอาจารย์ของนางตั้งใจมอบเงินให้นางเป็พิเศษ เพื่อให้นางออกมาเที่ยวเล่นในเมืองให้หนำใจไปเลย
แน่นอน นี่เป็สิ่งที่เฟิ่งสือจิ่นบอกเขาเท่านั้น จนถึงตอนนี้หลิวอวิ๋นชูก็ยังกึ่งเชื่อกึ่งสงสัยอยู่เลย
เมื่อถึงจุดหมาย หลิวอวิ๋นชูก็เงยหน้าขึ้นไปมอง พบว่าป้ายหน้าร้านมีคำว่า ‘โรงดนตรีหลานเยว่’ ขนาดใหญ่สลักอยู่แม้ตัวอักษรจะไม่ได้ดูโอ่อ่า หรือยิ่งใหญ่จนเพียงเห็นก็รู้ว่าต้องรวยมากแน่ๆเหมือนกับร้านอื่น แต่ตัวอักษรบนนั้นก็ดูงามสง่าและเงียบสงบเป็อย่างมากหลิวอวิ๋นชูชอบไปเที่ยวตามสถานเริงรมย์ริมแม่น้ำฉินฉู่ แต่ยังไม่เคยมาที่แบบนี้มาก่อน
หลิวอวิ๋นชูพูดอย่างตกตะลึง “เ้ามั่นใจหรือว่ามาถูกที่เ้าจะเข้าไปฟังดนตรีในนั้นจริงๆ หรือ?”
เฟิ่งสือจิ่นพูด “ดูเหมือนเ้าไม่อยากเข้าไปสักเท่าไรนะ”
“ต้องไม่อยากอยู่แล้ว แม้ที่นี่จะเป็โรงดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงแต่ก็เป็สถานที่ที่ขุนนางและชนชั้นสูงในเมืองชอบมาเช่นกันลูกค้าหนึ่งในห้าของที่นี่ต้องเป็คนที่รู้จักข้า หรือข้ารู้จักอย่างแน่นอนข้าไม่อยากเจอพวกเขา ไม่งั้นกลับบ้านไป ข้าต้องถูกโบยอีกแน่...”
แม้หลิวอวิ๋นชูจะปฏิเสธเพียงใดสุดท้ายก็ยังถูกเฟิ่งสือจิ่นลากเข้าไปอยู่ดีสิ่งแรกที่เขาทำหลังจากเข้าไปในร้านก็คือหาห้องส่วนตัวเพื่อหลบหน้าลูกค้าคนอื่นๆด้วยเกรงว่าจะมีใครจำเขาได้นั่นเอง
ต้องยอมรับเลยว่าโรงดนตรีแห่งนี้งดงามมากจริงๆนักดนตรีที่ยกอาหารและน้ำชามาให้ก็แต่งกายเป็ระเบียบเรียบร้อยคือมักจะแต่งกายคล้ายกับบัณฑิต จึงดูสง่างามแถมยังดูมีความรู้อีกด้วย เฟิ่งสือจิ่นกับหลิวอวิ๋นชูเพิ่งนั่งประจำที่ก็มีนักดนตรีเข้ามาถามว่า้าน้ำชาหรือขนมหรือไม่และอยากฟังบทเพลงใด
เฟิ่งสือจิ่นยื่นผ้าเช็ดหน้าที่ได้มาจากอาจารย์ไปให้นักดนตรีคนนั้น“นำผ้าผืนนี้ไปมอบให้คุณชายหลานเยว่ เขาจะรู้ความหมายเอง”
นักดนตรีคนดังกล่าวรับผ้าเช็ดหน้าแล้วเดินกลับออกไปทันที
ไม่นานก็มีคนนำน้ำชาชั้นดีที่หอมสดชื่นหนึ่งกากับขนมที่ประณีตงดงามสองจานมาให้ถึงในห้อง ทั้งที่พวกเขายังไม่ได้สั่งอะไรเลยด้วยซ้ำหลิวอวิ๋นชูหยิบขนมเข้าปาก พลางกล่าวชมเชยไม่หยุด “อื้อ รสชาติไม่เลวเลย!”
ต่อมา มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นหน้าห้อง พร้อมกันนั้นยังมีเสียงอ่อนโยนไพเราะของชายคนหนึ่งดังขึ้น “ไม่ทราบว่าข้าเข้าไปได้หรือไม่?”
เฟิ่งสือจิ่นกับหลิวอวิ๋นชูมองหน้ากันแวบหนึ่ง “เชิญ”
เสียงของคนผู้นั้นไพเราะเป็อย่างมากน่าหลงใหลกว่าเสียงดนตรีที่บรรเลงอยู่ข้างนอกเสียอีก ในตอนนั้นเอง ประตูถูกเปิดออกชายในชุดสีฟ้าเดินเข้ามาด้านในด้วยท่าทางสง่างาม เขาถือพิณเอาไว้ในมือ มีสีหน้านิ่งเรียบทุกการเคลื่อนไหวมักจะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกกล้วยไม้โชยมาเสมอใบหน้าหล่อเหลางดงาม แววตาอ่อนละมุนราวกับสายน้ำสะกดสายตาผู้มองได้ั้แ่ครั้งแรก ทำให้อีกฝ่ายไม่อาจหลบเลี่ยงสายตาไปไหนได้เลย
อย่างน้อยหลิวอวิ๋นชูก็รู้สึกเช่นนั้น
แม้แต่เขาที่เป็ผู้ชายด้วยกันก็ยังรู้สึกว่าคนตรงหน้ารูปงามจนเกินหน้าเกินตาเลยสมแล้วที่เป็คุณชายอันดับหนึ่งของโรงดนตรีหลานเยว่อย่าเพิ่งพูดถึงเื่ความสามารถเลย ลำพังเพียงใบหน้าและรูปลักษณ์ของเขาหลิวอวิ๋นชูก็ไม่แปลกใจแล้วที่คนแห่มาฟังดนตรีที่นี่ทุกวัน
หลานเยว่เดินเข้ามาในห้อง เขาวางพิณลงบนโต๊ะพิณด้วยท่าทางใจเย็นและสง่างามจากนั้นจึงพูดด้วยเสียงไพเราะ “ตอนที่ทั้งสองท่านมาถึง ข้าติดลูกค้าเล็กน้อยจึงเสียเวลาไปสักหน่อย หลานเยว่มาสาย หวังว่าทั้งสองท่านจะไม่ถือสา”พูดจบก็วางนิ้วลงบนพิณอย่างแ่เบา “ทั้งสองท่าน อยากฟังบทเพลงใดหรือขอรับ?”
หลิวอวิ๋นชูครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เพลง ‘สิบแปดวิธีต้องกายนารี’ ได้หรือไม่?” เฟิ่งสือจิ่นมองเขม่นหลิวอวิ๋นชูจึงพูดอย่างบริสุทธิ์ใจ “ช่วยไม่ได้ ตอนอยู่ในหอคณิกาข้าก็ฟังแต่เพลงพวกนี้นี่นา”
คุณชายหลานเยว่ไม่เห็นว่าการกระทำของอีกฝ่ายเป็การหยามิ่ตนเลยสักนิดเขาหัวเราะเบาๆ ก่อนจะพูดขึ้น “ได้ขอรับ” จากนั้นก็เริ่มบรรเลงบทเพลงและขับร้องไปด้วย
เฟิ่งสือจิ่นไม่เคยฟังบทเพลงที่มีเนื้อหาลามกวาบหวามเช่นนี้มาก่อนนางเคยได้ยินหลิวอวิ๋นชูฮัมร้องแค่ท่อนสั้นๆ เท่านั้น คิดไม่ถึงว่าเมื่อได้ฟังเต็มเพลงกลับรู้สึกว่ามันไพเราะไปอีกแบบคุณชายหลานเยว่รวบรวมความรื่นเริงของเมืองหลวงเอาไว้ในบทเพลง ให้ความรู้สึกหรูหราละลานตา งดงาม และสบายราวกับสายน้ำที่อบอุ่น เป็เหมือนสายฝนแห่งบุปผาที่ลอยพลิ้วอยู่ในสายลมทำนองของคุณชายหลานเยว่เชื่องช้าเล็กน้อย แต่เสียงกลับไพเราะเป็อย่างมากเนื้อร้องยังคงความกะล่อนของบทเพลงเอาไว้แต่สีหน้าและท่าทางของเขากลับไม่มีร่องรอยของความรู้สึกเช่นนั้นเลย
หลิวอวิ๋นชูเคลิบเคลิ้มไปกับบทเพลงทำนองเพลงไม่ได้สนุกสนานและวาบหวามเหมือนที่หลิวอวิ๋นชูเคยฟังแต่บทเพลงของคุณชายหลานเยว่กลับน่าฟังไปอีกแบบ ก่อนหน้านี้ เขาคิดว่าเพลง ‘สิบแปดวิธีต้องกายนารี’ เป็เพลงทะลึ่งลามกแต่เมื่อมันออกมาจากปากของคนตรงหน้า ความรู้สึกเช่นนั้นก็หายไปจนหมดสิ้น
หลิวอวิ๋นชูกล่าวชื่นชม“สมแล้วที่เป็คุณชายอันดับหนึ่งแห่งโรงดนตรีหลานเยว่”
ไม่ทันไรก็ล่วงมาถึงเวลาพลบค่ำเสียแล้ว ท้องฟ้าหรี่แสงลงเมื่อทั้งสองเดินออกมาจากโรงดนตรีหลานเยว่ ดวงจันทร์ก็ประดับอยู่ริมขอบฟ้าแล้วดวงดาราส่องระยับ หลังบอกลากับหลิวอวิ๋นชู เฟิ่งสือจิ่นก็เดินกลับบ้านอย่างพึงพอใจ
นางเคลิบเคลิ้มเพราะฤทธิ์สุรารู้สึกตัวเบาคล้ายกำลังจะล่องลอยขึ้นไปบนฟ้าเช่นนั้น
เ้าบ้าหลิวอวิ๋นชู ในโรงดนตรีหลานเยว่ เขาตื่นเต้นจนลืมยับยั้งตัวเองหลังฟังดนตรีของคุณชายหลานเยว่จนเคลิบเคลิ้ม หลิวอวิ๋นชูก็ไม่ยอมดื่มชาต่อแต่ดึงดันว่าจะดื่มสุราให้ได้ สุดท้ายทั้งสองจึงดื่มจนสติพร่ามัวเช่นนี้
เฟิ่งสือจิ่นกลับมาถึงจวนราชครู นางเกาะขอบประตูเอาไว้ แล้วค่อยๆเดินโซซัดโซเซเข้าไปในจวนช้าๆพลางฮัมเพลงอันแสนไพเราะที่ได้ฟังในโรงดนตรีอย่างอารมณ์ดี “ยามนี้แมกไม้ร่มรื่นงดงามตา แม่นางอย่าได้เขินอาย บดบังหน้า~ เ้านั้นงดงามกว่าบุปผาแววตาพร่างพราวกว่าดวงดารา~”
เมื่อเงยหน้าขึ้นจึงพบว่าจวินเชียนจี้ยืนอยู่ไม่ไกลั้แ่เมื่อใดก็ไม่ทราบเขามีแววตาเย็นเยียบ เฟิ่งสือจิ่นประคองต้นไหวที่มีผิวขรุขระเอาไว้นางพยายามยืดตัวตรง และมองไปยังร่างสูงโปร่งใต้แสงจันทร์ของเขา
“อาจารย์ ศิษย์ไปที่โรงดนตรีหลานเยว่แล้ว และเจอคุณชายหลานเยว่แล้วเช่นกัน”
“ดังนั้น เขาจึงสอนบทเพลงนี้แก่เ้า?”
“ยังมีอีกเยอะเลย อาจารย์ ท่านอยากฟังหรือไม่?” เฟิ่งสือจิ่นเริ่มร้องเพลงอีกครั้งด้วยเสียงแหบพร่าแถมยังร้องขาดๆ หายๆ ไม่ปะติดปะต่อกันเลยสักนิด อาจเพราะลืมตัว เมื่อร้องไปได้สักพักเฟิ่งสือจิ่นก็เดินวนรอบต้นไหว แล้วสะบัดชายกระโปรงไปมาไม่หยุดเส้นผมที่เกล้าอยู่บนหัวหลวมมากแล้ว นางะโโลดเต้นอยู่ไม่นานระหว่างที่กำลังเดินวนรอบต้นไหว เพราะไม่ระวังจึงถูกก้านไหวเกี่ยวผมทำให้ผมสีดำคล้อยตกลงมาราวกับธารน้ำตกที่สวยงาม
จวินเชียนชี้เบิกตาขึ้นเล็กน้อย เขายืนอยู่ที่เดิมและมองเฟิ่งสือจิ่นที่ร่ายรำราวกับผีเสื้อแสนสวย ผีเสื้อที่กำลังกระพือปีกบินตามใจหมาย
เฟิ่งสือจิ่นเดินจนเหนื่อย แถมยังหอบจนร้องต่อไปไม่ไหวแล้ว เมื่อนางหยุดลงร่างบางก็โอนเอนไปมาคล้ายกำลังจะล้มลง จวินเชียนจี้รีบก้าวเข้าไปใกล้แล้วโอบเอวของนางเอาไว้อย่างมั่นคงเฟิ่งสือจิ่นเห็นดังนั้นจึงล้มตัวลงบนร่างของจวินเชียนจี้อย่างอ่อนแรง
