ทารกคนหนึ่งรูปร่างผอมจนเห็นกระดูกซี่โครง นานทีกว่าหน้าอกเล็กๆ นั่นจะขยับขึ้นลงสักครั้ง ราวกับกำลังจะหมดลมหายใจลงได้ทุกเมื่อ แต่ต่อให้เป็เช่นนี้เขาก็ยังคงมีชีวิตต่อไปอย่างเด็ดเดี่ยว ลืมตาขึ้นมาน้อยๆ
“เด็กดี...เด็กดี...” สตรีผู้หนึ่งที่สติค่อนข้างพร่าเลือนอุ้มเขาเอาไว้ กัดนิ้วของตนจนเป็แผลแล้ววางลงไปที่ปากของทารกน้อย มุมปากยังคงแขวนไปด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน เด็กคนนั้นราวกับ้าคว้าโอกาสสุดท้ายในการมีชีวิตรอดเอาไว้ มือเล็กๆ จับนิ้วนั้นเอาไว้แล้วดูดเข้าไป สตรีนางนั้นเหมือนไม่รู้สึกเจ็บ ทำเพียงไกวตัวเขาเบาๆ “เด็กดี...เด็กดี...”
ในใจของอวิ๋นซูพลันสั่นไหว ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่เหนือการคาดเดาของนางไปมาก เมื่อครู่นี้นางกระทั่งคาดหวังว่าสถานการณ์จะไม่ร้ายแรงมากนัก
ทันใดนั้น รถม้าโคลงเคลงอย่างรุนแรง ตามมาด้วยเสียงะโเอะอะ เหล่าผู้ลี้ภัยที่เดิมทีนั่งอยู่เบื้องหน้าราวกับไม่อยากมีชีวิตอยู่ กรูกันเข้ามาในพริบตา ล้อมรถม้าของพวกเขาไว้จนแม้แต่น้ำหยดเดียวก็ผ่านไปไม่ได้
“พวกเ้าจะทำอะไร? ยังไม่รีบเปิดทางอีก!” คนขับรถม้าสะบัดบังเหียนอย่างแรง ม้าร้องออกมาเสียงแหลม ทว่ากลับไม่อาจผ่านกลุ่มคนที่ขวางกั้นเอาไว้ได้
“นายท่าน นายท่านเดินทางราบรื่นดีใช่หรือไม่? ให้ของกินพวกเราสักหน่อยเถิด? ให้ของกินพวกเราหน่อยเถิด!” ผู้ลี้ภัยจับบังเหียนม้า ล้อมรอบพวกเขาเข้ามา เสียงร้องอ้อนวอนดังต่อเนื่องไม่หยุด
“หลบไป! พวกเ้ารู้หรือไม่ว่าผู้ใดอยู่ในรถม้า? หลีกทางไปให้หมด!” ผู้คุ้มกันหลายคนรีบเข้ามารักษาความสงบเรียบร้อย แต่ในยามนี้เหล่าคนที่ประสบความยากลำบากไม่สนใจว่าจะเป็รถม้าของผู้ใด หรือผู้ที่นั่งอยู่บนรถจะมีอำนาจเพียงใด สำหรับพวกเขาแล้ว คิดเพียงแค่ว่าอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไป คิดเพียงอยากจะแย่งอาหารมาทานสักคำเท่านั้น
“นายท่าน พวกเราไม่ได้กินอะไรมาหลายวันแล้ว ช่วยพวกเราด้วยเถิด ช่วยให้อาหารพวกเราด้วยเถิด!” เสียงขอร้องอ้อนวอนยังคงดำเนินต่อไป ทันใดนั้นผู้ลี้ภัยด้านหลังจับล้อเกวียนเอาไว้แล้วปีนขึ้นมาบนรถม้า จากนั้นแกะของประดับหรูหราออกไปไม่หยุด ตลอดจนของตกแต่งสีทองบนรถม้า มีบางคนถึงกับดึงผ้าม่าน พยายามให้ทุกคนอัดเข้ามา
“พวกเ้า...สมควรตาย! ห้ามทำลายข้าวของพวกนั้น!” ตอนนี้เอง คนขับรถม้าและเหล่าผู้คุ้มกันที่ติดตามมาเห็นว่าสถานการณ์ควบคุมไว้ไม่อยู่ จึงชักดาบออกมาจากเอว ้าใช้กำลังบีบบังคับผู้ลี้ภัยกลุ่มนี้ที่สีหน้าเต็มไปด้วยความร้อนรน ดวงตาแดงก่ำ
เสียงร้องไห้ เสียงกรีดร้อง ทำให้คนในรถม้านั่งมองต่อไปไม่ไหวอีก
“หยุดมือ!” เสียงของจี้จิ่นไม่ดังนัก ทว่ากลับทำให้เหล่าผู้ลี้ภัยด้านนอกสงบลงอย่างน่าอัศจรรย์ ผู้ลี้ภัยที่ปีนเข้ามาตรงหน้าต่างสบเข้ากับสายตาของเขาพอดี หวาดกลัวจนหดหัวของตนเองกลับไป
จี้จิ่นลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปจากรถม้า ใบหน้าเคร่งขรึมลงหลายส่วน ทั้งยังเจือไปด้วยโทสะที่ไม่อาจอธิบายได้ชัดเจน
พริบตานั้น อวิ๋นซูรู้สึกราวกับเห็นภาพลวงตา บนร่างของบุรุษคนนี้เคยเกิดอะไรขึ้นหรือไม่
“เก็บดาบกลับไป!” เสียงของจี้จิ่นดังกังวานไปทั่วในอากาศ “ไม่อนุญาตให้ทำร้ายพวกเขา!”
“ขอรับ!” แม้ทุกคนจะไม่เข้าใจ แต่ยังคงรีบนำดาบในมือของตนเก็บเข้าฝัก
ผู้ลี้ภัยเห็นพวกเขาเก็บดาบไปแล้วจึงพุ่งเข้ามาโดยไม่หยุดคิดเลยแม้แต่น้อย รถม้าโดนล้อมไว้อีกครั้ง พริบตาเดียวสถานการณ์ก็วุ่นวายจนมิอาจแก้ไขได้
พวกเขาปีนขึ้นมาบนรถม้าอย่างบ้าคลั่ง ไม่ยอมปล่อยของในรถม้าให้รอดไปได้แม้แต่ชิ้นเดียว! ท่ามกลางการแย่งชิง คนไม่น้อยถูกเหยียบจนกระทั่งเริ่มลงไม้ลงมือกัน
จี้จิ่นได้สติกลับมาหันไปมองอวิ๋นซูแวบหนึ่ง องครักษ์มองไปด้านในอย่างกระวนกระวาย “ท่านเสนาบดีขอรับ ยันไว้ไม่อยู่แล้ว! รีบออกไปจากรถม้าเถิดขอรับ!”
ผู้ลี้ภัยเหล่านี้เพียงแค่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้้าฆ่าคน ภายใต้การคุ้มครองขององครักษ์ อวิ๋นซูและอัครมหาเสนาบดีหนุ่มถือโอกาสออกไปจากความวุ่นวาย หลบอยู่ไกลๆ มองรถม้าของตนถูกแย่งชิงจนเหลือเพียงล้อทั้งสอง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเสื้อผ้าเงินทองเลย กระทั่งหลังคาหนักๆ ก็ถูกยกลงมาแล้ว
จนกระทั่งผู้คนแยกย้ายกันไปแล้ว รถม้าหรูหราคันนั้นก็มีสภาพน่าอนาถจนทนมองไม่ได้ ผู้ลี้ภัยบางคนที่แย่งชิงสิ่งของไม่ได้หารือกันครู่หนึ่ง สุดท้ายจึงรีบนำล้อที่เหลืออยู่ไปทั้งหมด
เมื่อเห็นสถานการณ์เป็เช่นนี้ จี้จิ่นพลันขมวดคิ้ว จากที่นี่ไปเมืองหยูยังต้องเดินทางอีกไกล แต่ตอนนี้ไม่มีรถม้าแล้ว ทั้งยังมีผู้ลี้ภัยที่สามารถก่อเื่วุ่นวายได้ทุกเมื่อ กล่าวได้ว่าเป็หนทางที่ยากลำบากยิ่งนัก
อวิ๋นซูที่อยู่ข้างๆ เก็บอารมณ์ในดวงตา เก็บซ่อนอารมณ์ในยามนี้ทั้งหมดไป ไม่กล่าวอะไรแม้แต่ประโยคเดียว
จี้จิ่นปรายตามอง มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ดูท่าแล้วคุณหนูในห้องหอผู้นี้ พอได้เห็นสถานการณ์เช่นนี้ก็คงเกิดความกลัวเข้าแล้ว สตรีนางหนึ่งกล้ามายังเขตโรคระบาดโดยลำพังเชียวหรือ? ฮึ...
“ไม่ต้องกังวลไป ข้าจะเขียนจดหมายถึงท่านโหว เชื่อว่าเขาจะรีบส่งคนมารับเ้ากลับไปแน่” คำพูดของจี้จิ่นแฝงไปด้วยความเย้ยหยัน ั์ตาสีดำราวหมึกมองอวิ๋นซูอย่างเ็ายิ่งขึ้น ท่าทางเลิกคิ้วราวกับกำลังรอให้นางมีการตอบสนองอะไรกลับมา
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อยู่นอกเหนือการคาดหมายของเขาก็คือ สตรีตรงหน้าราวกับไม่ได้ยินความเย้ยหยันในน้ำเสียงของเขา สายตาทอดมองไปไกลอย่างล้ำลึก “ก่อนจะแก้ปัญหาโรคระบาด จำเป็ต้องแก้ปัญหาความอดอยากเสียก่อน!”
จี้จิ่นรู้สึกเหนือคาด ไม่คิดว่าตอนนี้คุณหนูของท่านโหวจะถึงกับไตร่ตรองอย่างสงบเช่นนี้ได้ จริงตามที่นางว่า หากไม่แก้ปัญหาเื่อาหารของชาวบ้านเหล่านี้ ก็จะเกิดเป็วัฏจักรที่โหดร้ายตามมา!
ทันใดนั้นราวกับเขาคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ น้ำเสียงเจือความลึกล้ำอยู่หลายส่วน “ข้าราชการที่ไม่ยอมเปิดเสบียงแจกจ่ายให้ผู้ลี้ภัยเป็สหายรักของบิดาเ้า ไม่ทราบว่าคุณหนูเห็นว่าอย่างไร?”
อวิ๋นซูปรายตามอง แม้ว่านางจะไม่รู้แน่ชัดถึงความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการเมืองหยูและชางหรงโหว แต่ได้ยินจี้จิ่นกล่าวเช่นนี้ก็ทำให้นางเกิดความคิดขึ้นมา “บางทีเื่นี้คงไม่อาจใช้วิธีการนำเสบียงออกมาแจกจ่ายแก้ปัญหาได้แล้ว สถานการณ์ตรงหน้าไม่อาจอธิบายทุกอย่างได้ทั้งหมด ท่านอัครมหาเสนาบดี ั้แ่ที่ท่านมาอยู่ที่นี้ก็ควรจะรับฟังดูเสียหน่อยว่าใต้เท้าผู้นั้นแก้ปัญหาอย่างไร”
จี้จิ่นตะลึง คิดไม่ถึงว่าจะถูกนางตอกกลับง่ายๆ เช่นนี้...จะบอกว่าเขาบิดเบือนข้อมูลหรือ?
...
ท้องฟ้ายามเย็นตรงข้ามกับ่กลางวันที่สว่างสดใสอยู่หลายส่วน แสงอาทิตย์ตกดินที่ควรจะสุกใสเป็ประกาย ตอนนี้กลับเป็สีทองอ่อนๆ ต้นไม้สองฝากถนนมีเสียงอีกาดังขึ้นอย่างเสียดแทงหูอยู่เป็ระยะ ทำให้ผู้คนรู้สึกเย็นวาบที่ศีรษะ
ตอนนี้ทุกคนไม่สามารถทำอะไรได้เลย ได้แต่เดินตามผู้ลี้ภัยเ่าั้ มุ่งหน้าเข้าไปใกล้เมืองหยูอย่างช้าๆ
ทันใดนั้น องครักษ์ที่เดินอยู่หน้าสุดเซไปเซมาแล้วทรุดลงกับพื้นฉับพลัน ทั้งร่างของเขาหดเกร็งแล้วชักออกมาอย่างรุนแรง มุมปากเกิดฟองสีเหลืองฟูมออกมา
“เฉิงหู่! เ้าเป็อะไรไป?”
องครักษ์นายหนึ่งรีบเดินเข้าไปนั่งข้างกายเขาเพื่อตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม ไม่รอให้เขายื่นมือไปัั อวิ๋นซูที่เดินตามหลังมาพลันดวงตาเปล่งประกาย กล่าวเสียงเข้ม “อย่าแตะเขา!”
องครักษ์ผู้นั้นถึงกับผงะ แม้ว่าในใจจะร้อนรน แต่ก็ยังรีบหดแขนของตนกลับมา จากนั้นมองไปยังคุณหนูจวนโหวที่วิ่งเหยาะๆ เข้าทางมานี้ด้วยใบหน้ากระวนกระวาย
อวิ๋นซูมีท่าทางเข้มงวดจริงจัง สังเกตสีหน้าขององครักษ์ผู้นั้นอย่างละเอียด จากนั้นจึงยื่นมือออกไปจับชีพจร ชีพเต้นที่เต้นบางเบาตรงปลายนิ้วทำให้ใบหน้าของนางเ็าขึ้น ยกมือขึ้นถกแขนเสื้อของเขา จริงดังคาด บนแขนปรากฏตุ่มที่ดูราวกับโดนน้ำร้อนลวก ที่เขาป่วยอย่างรวดเร็วเช่นนี้ สาเหตุสำคัญคงเป็เพราะแขนของเขาถูกคนทิ้งรอยข่วนเอาไว้ั้แ่เมื่อไรก็มิอาจทราบได้
“เขาเป็อะไร?” จี้จิ่นมีลางสังหรณ์ที่ไม่ดีนัก
“เกรงว่าในหมู่ผู้ลี้ภัยเมื่อครู่จะมีคนติดเชื้อโรคระบาด” เห็นได้ชัดว่าความหมายของอวิ๋นซูก็คือ องครักษ์ผู้นี้ติดเชื้อแล้ว
จี้จิ่นอดไม่ได้ที่จะมีสีหน้าเย็นเยียบ สถานการณ์เช่นนี้เป็การราดน้ำมันลงบนกองเพลิงอย่างไม่สงสัย
“ท่านอัครมหาเสนาบดี นี่...จะทำอย่างไรดีขอรับ? พวกเรา...” ใบหน้าของเหล่าองครักษ์พลันปรากฏความหวาดกลัวออกมา โรคห่านี้น่ากลัวมากจริงๆ สามารถทำให้คนที่ยังแข็งแรงดีถึงกับล้มลงไปโดยฉับพลันเช่นนี้ได้
“เ้ามีวิธีหรือไม่?” จี้จิ่นมองไปยังอวิ๋นซูที่ยืนขึ้นแล้วด้วยสายตาจริงจัง นางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า “ท่านจัดคนให้พาเขาไปด้วย ฟ้าจะมืดแล้ว”
เมื่อองครักษ์คนอื่นๆ ได้ยินว่าพวกเขาต้องแบกคนบนพื้นไปด้วยพลันเกิดความลังเลขึ้น บางทีอาจจะมีวิธีอื่นก็เป็ได้? “ท่านอัครมหาเสนาบดีขอรับ นี่...”
ดวงตาของจี้จิ่นมองตรงไปยังอวิ๋นซูที่เดินไปข้างหน้าแล้ว นางรู้ว่าคนผู้นี้ติดโรคห่าแล้วยังคิดจะให้พวกเขาแบกไปอีกหรือ? คุณหนูจวนโหวไม่ควรจะให้ความสำคัญกับชีวิตตัวเองมากกว่าหรือ?
“ท่านเสนาบดีขอรับ?”
“พาเขาไปด้วย!”
คนกลุ่มหนึ่งเดินหน้าไปตามผู้ลี้ภัยอีกครั้งภายใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืน เนิ่นนานผ่านไป วัดผุพังแห่งหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้า แววตาของเหล่าองครักษ์เจือไปด้วยความคาดหวังอยู่หลายส่วน
วัดผุพังแห่งนี้ไม่มีประกายของความรุ่งเรืองเช่นวันวานแล้ว แต่พระพุทธรูปในอารามใหญ่ในวัดกลับยังคงรักษาความสง่าอันน่าเคารพไว้ได้ทั้งๆ ที่ผ่านแดดลมฝนมานาน
อวิ๋นซูมุ่ยปาก รู้สึกประชดประชันอยู่บ้าง
“คุณหนูหก ตอนนี้ทำอย่างไรดีขอรับ?” เหล่าองครักษ์พาเฉิงหู่ไปนอนบนกองหญ้าด้านข้าง ถูมือทั้งสองของตนเป็ระยะๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
อวิ๋นซูมององครักษ์ที่ยังคงชักอยู่ครู่หนึ่ง ยกนิ้วขึ้นชี้ไปยังแผ่นไม้ที่อยู่เหนือเศียรพระพุทธรูป “นำไม้กระดานนั้นลงมา”
เหล่าองครักษ์มองไปยังทิศทางที่อวิ๋นซูชี้ เห็นไม้กระดานสีแดงเข้มแผ่นหนึ่ง จึงรีบปีนขึ้นไปบนพระพุทธรูปองค์ใหญ่ จากนั้นนำแผ่นไม้ลงมาได้สำเร็จแล้วส่งให้อวิ๋นซู
“เหตุใดเ้าจึง้าไม้แผ่นนี้?” จี้จิ่นสังเกตการกระทำของอวิ๋นซูอยู่ตลอด รู้สึกว่าการกระทำของนางในตอนนี้ยากที่จะเข้าใจยิ่งนัก
“ปรุงยาเ้าค่ะ!” อวิ๋นซูเดินผ่านร่างของเขาไปข้างกายองครักษ์ผู้นั้น เก็บหินขึ้นมาจากพื้นก้อนหนึ่งแล้วเขียนชื่อวัตถุดิบปรุงยาแต่ละชนิดลงไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดกรอบหนึ่งเรียบร้อยแล้วจึงหันมามองจี้จิ่นที่มีสีหน้าแปลกประหลาด “หากใต้เท้าเชื่อใจอวิ๋นซู ก็ส่งคนไปหาวัตุดิบเหล่านี้มาให้ได้ก่อนฟ้าสว่าง”
จี้จิ่นมองตัวอักษรที่อัดแน่นแวบหนึ่ง คิ้วเข้มพลันขมวดเข้าด้วยกัน “แม้จะห่างออกไปสิบลี้ แต่พื้นที่บริเวณรอบล้วนเป็เขตโรคระบาด เป็ไปไม่ได้ที่จะหาวัตุดิบยามากมายขนาดนี้”
จุดนี้อวิ๋นซูย่อมเข้าใจดี แต่จะยอมแพ้เพราะเหตุนี้หรือ? “หากหาไม่ได้ พรุ่งนี้พวกเราก็จะมีจุดจบเช่นนี้”
เมื่อถึงเวลานั้น ต่อให้วิชาแพทย์ของอวิ๋นซูจะสูงส่งเพียงใดก็เกินจะเยียวยาแล้ว
จี้จิ่นกำมือข้างหนึ่งแน่น เป็ดังที่นางกล่าวจริงๆ สถานการณ์ในตอนนี้อันตรายยิ่งนัก “พวกเ้าสองคน แยกกันไปสองทาง ตามหาวัตถุดิบที่เขียนไว้บนนี้มาให้ได้ทั้งหมดก่อนฟ้าสว่าง!”
“ข้าน้อยรับคำสั่ง!” เหล่าองครักษ์รีบจดจำชื่อยาแล้วรีดเร้นพลังภายในพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้อวิ๋นซูเองก็ไม่ได้ว่าง นางหยิบมีดที่พกติดตัวมากรีดลงไปบนแผ่นไม้ที่นำลงมาเมื่อครู่อย่างแรง
“เ้าว่างจังนะ!” จี้จิ่นเห็นอวิ๋นซูนั่งกรีดแผ่นไม้ที่ดูไม่มีอะไรพิเศษอยู่เช่นนั้นโดยไม่พูดไม่จา จึงอดไม่ได้ที่จะกล่าวเสียดสีออกมาอีกครั้ง
อวิ๋นซูไม่สนใจเขา ทำเพียงขยับมีดในมืออย่างต่อเนื่อง บางครั้งก็มองไปยังองครักษ์ที่นอนอยู่บนกองหญ้าว่าตอนนี้มีสภาพเช่นไร
“ดูท่าทางคุณหนูหกจะมีประสบการณ์ที่ยากลำบากจริงๆ”
มือของอวิ๋นซูที่กำลังตัดไม้ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงขยับมือต่อไป
