ล่าวไท่จุนลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธเกรี้ยว จากนั้นก้าวเท้าออกไปข้างนอก
ฮูหยินสองและฮูหยินสามมองหน้ากัน ในดวงตาของพวกนางมีความสนใจเป็ประกายออกมาแวบหนึ่ง
ถึงแม้ว่าพวกนางจะรังเกียจนิสัยของล่าวไท่จุน อาทิ นิสัยรักในอำนาจกับท่าทีการแสดงออกที่แล่นเรือไปตามลม รวมถึงบ้านสองกับบ้านสามมักโดนเปรียบเทียบกับบ้านใหญ่มาตลอดโดยเฉพาะบ้านสอง ข้อแรกแม้นายท่านของบ้านสามเป็ลูกของอนุ และล่าวไท่จุนไม่ได้รักใคร่จริงจังนัก แต่นางจะต้องพึ่งพาเงินของบ้านสาม ทำให้นางยังคงรักฮูหยินสามพอสมควร ทว่าแล้วบ้านสองล่ะ? ลูกชายคนที่สองต่ำกว่าลูกชายคนโตมากเท่าใดกัน?
แม่นมฉินตรงเข้าไปประคองแขนของล่าวไท่จุน พลางเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ล่าวไท่จุน อย่ารีบร้อนเ้าค่ะ สวมเสื้อคลุมอุ่นๆ ให้เรียบร้อยก่อนออกไปข้างนอกนะเ้าคะ ท่านอายุมากแล้ว ถ้าเกิดถูกลมเย็นพัดขึ้นมา เกิดไม่สบายเป็หวัดขึ้นมาละก็ มันไม่ใช่เื่ตลกเลยนะเ้าคะ”
แม่นมฉินพูดอย่างช้าๆ มีเหตุผล อีกอย่างพูดเพื่อล่าวไท่จุน ทำให้ล่าวไท่จุนยอมรับฟัง
ในขณะที่แม่นมฉินรับใช้ดูแลให้นางสวมเสื้อคลุมและสวมหมวกอุ่นๆ อยู่นั้น ล่าวไท่จุนก็ได้สาปแช่ง “ข้าคิดว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นจะขี่บนหัวของข้าแล้ว เพิ่งจะสงบเพียงแค่ไม่กี่วัน นางกลับกล้าทำเื่เยี่ยงนี้ อยู่ต่อหน้าฉาวซื่อ นางกำลังจะทำอะไร? หรือว่านางไม่ได้ตระหนักถึงความยุ่งยากของครอบครัวของเราในตอนนี้เลย?”
แม้แม่นมฉินจะรับใช้ล่าวไท่จุนด้วยความเต็มใจ ทว่าบางครั้งนางไม่ชอบการกระทำเ่าั้ของล่าวไท่จุนเอาเสียเลย นางเป็เพียงแค่บ่าว ถึงนางอยากโน้มน้าว แต่ไม่อาจโน้มน้าวใจของผู้เป็นายได้ นางจึงฉวยโอกาสนี้ในการเกลี้ยกล่อม
“ล่าวไท่จุนใจเย็นๆ เ้าค่ะ ลูกหลานย่อมมีทางรอดของเขาเอง ท่านมักจะมีอารมณ์โกรธกับเื่ของลูกหลานอยู่เสมอ จะดีต่อสุขภาพกายของท่านที่ไหนเล่า? ยิ่งไปกว่านั้น ท่านดูทัศนคติของนายท่านใหญ่สิเ้าคะ มีครั้งไหนที่ไม่ได้ตามใจคุณหนูสี่บ้าง? บ่าวคิดว่า นายท่านใหญ่รักคุณหนูสี่เข้ากระดูกแล้ว และปลูกฝังนางเหมือนลูกชายไปแล้วเ้าค่ะ เมื่อดูจากคนที่มีความสามารถดั่งเช่นนายท่านใหญ่ โดยธรรมชาติสิ่งที่เขาคิดและสิ่งที่เขาทำ ไม่ใช่สิ่งที่คนหยาบกร้านอย่างบ่าวจะสามารถเข้าใจได้ บ่าวรู้เพียงว่า นายท่านใหญ่เป็คนที่กระทำการใดๆ ย่อมมีวิธีการโดยใช้เหตุผลมาั้แ่เด็ก ตอนนี้เขาได้ทำงานในราชสำนักมาเป็เวลาหลายปี นายท่านใหญ่ยิ่งมีความโดดเด่นมากขึ้นเรื่อยๆ และเขาก็กลายเป็คนมองคนด้วยวิธีการเฉพาะของตนเอง นายท่านใหญ่ปล่อยให้คุณหนูสี่ทำ คิดว่าสถานการณ์ในวันนี้เป็สิ่งที่นายท่านใหญ่อยากเห็นก็ได้นะเ้าคะ”
ฉินหวยหยวนเป็ลูกคนเดียวที่ทำให้ใจล่าวไท่จุนอ่อนลงได้ เมื่อแม่นมฉินใส่หมวกทรงสูงให้ล่าวไท่จุนเข้าไปแล้ว ก็ทำให้ความเคืองขุ่นของนางลดลงมากกว่าครึ่ง ครั้นคิดพิจารณาถึงความหมายในคำพูดของแม่นมฉินอย่างรอบคอบแล้ว มันก็เป็ความจริงนี่?
ถึงแม้ล่าวไท่จุนจะโกรธฉินหยีหนิงที่เป็จอมเผด็จการ แต่ในเวลานี้พลอยคิดว่า บางทีนี่อาจจะเป็สิ่งที่ฉินหวยหยวนสั่งสอนให้ทำอย่างลับ ๆ ก็เป็ได้
นางมีความตั้งใจที่จะถามฉินหวยหยวน แต่ในวันนั้นเป็วันที่หกของเดือนอ้าย ราชสำนักมีประชุมใหญ่ ฉินหวยหยวนจะกลับมาเมื่อใดยังไม่รู้เลย
เมื่อมาถึงจุดนี้ ความสนใจของล่าวไท่จุนได้รับการเบี่ยงเบนไปแล้ว พร้อมความโกรธของนางก็ลดลงไปกว่าครึ่ง
ฮูหยินสองและฮูหยินสามเห็นล่าวไท่จุนเช่นนั้น พวกนางก็ไม่พูดมากนัก
พวกนางรู้ว่า ถึงแม้ล่าวไท่จุนจะหุนหันพลันแล่น แต่แม่นมฉินเป็คนฉลาด ถ้าเกิดพูดไปจะทำให้แม่นมฉินเกลียดขึ้นมา ถ้าแม่นมคนสนิทเกิดพูดลับหลังเกี่ยวกับพวกนางให้ล่าวไท่จุนฟัง แน่นอนว่าล่าวไท่จุนย่อมเชื่อถือทั้งหมดเป็แน่
คนกลุ่มหนึ่งรีบเดินไปที่เรือนซิ่งหนิงอย่างรวดเร็ว เวลานั้นบ่าวที่แข็งแรงได้ช่วยหยีเหนียงทั้งสี่เปลี่ยนเสื้อผ้าไปเรียบร้อยแล้ว ครู่ก่อนพวกนางสวมเสื้อผ้าสวยงามน่าหลงใหลมากเพียงใด ดูเหมือนว่าตอนนี้พวกนางมีความทุกข์มากเท่านั้น
บ่าวหญิงลากหยีเหนียงทั้งหลายออกมาข้างนอก ฝ่ายเฉินหยีเหนียงจับระเบียงไม่ยอมปล่อย พร้อมร้องไห้น้ำตาไหลพรากๆ ส่วนฮวาหยีเหนียงนอนอยู่บนพื้น โดยมือของนางยึดฐานบ้านไว้แน่น ในลานบ้านมีเสียงร้องห่มร้องไห้ปะปนกับเสียงะโเรียกพ่อเรียกแม่อย่างไม่หยุดหย่อน
ฉินหยีหนิงช่วยประคองซุนซื่อ ยืนดูฉากวุ่นวายนี้อยู่ที่หน้าบ้านหลังใหญ่ ในขณะที่ฉินฮุ่ยหนิงอยู่ข้างๆ ฉาวหยูชิง
ครั้นเห็นล่าวไท่จุนเข้ามาแล้ว ฉินหยีหนิงจึงฉีกยิ้มพลางช่วยประคองซุนซื่อก้าวลงบันไดเพื่อคำนับและทักทาย “ท่านย่ามาแล้ว”
“น้อมทักทายล่าวไท่จุน” ซุนซื่อและฉาวหยูชิงก็คำนับเช่นกัน
ใบหน้าของล่าวไท่จุนมีความสงบ “ข้าก็อยากจะสงบอยู่หรอก แต่เ้าไม่ทำให้ข้าสบายใจเลย ข้าจะสงบได้อย่างไร? ซุนซื่อเ้าจะทำอะไรอีกหรือ? เดือนแรกก็ยังไม่ผ่านไปเลย เ้ากล้าสร้างปัญหาเยี่ยงนี้แล้วหรือ หวงช่างปกครองประเทศด้วยความเมตตากรุณามาโดยตลอด อย่างไรก็ตามไม่มีตระกูลใดที่มีเื่เ้านายตบตีฆ่าบ่าวในครอบครัวของราชวงศ์ต้าเยี่ยนนะ เ้าอยากจะทำ ก็ทำให้มันเบาๆ หน่อยเถิด”
หลายวันมานี้ซุนซื่อมีอารมณ์ขุ่นมัวและไม่พอใจ ล่าวไท่จุนยังไม่แยแสนาง ทำให้นางรู้สึกเสียใจมาก แต่ตอนนี้นางถูกตำหนิ นางจะทนทุกข์จากอารมณ์ของนางได้อย่างไร
ใครจะรู้ว่าไม่รอให้นางเปิดปากพูด ฉินหยีหนิงกลับจับมือนาง พร้อมก้าวเดินออกมาข้างหน้า ขณะเอ่ยว่า “ล่าวไท่จุนอย่าโกรธเลยเ้าค่ะ หลานไม่ได้้าจะฆ่าพวกนางนะเ้าคะ เพียงแต่ว่าพวกนางรับใช้ได้ไม่ดี จึงจะเอาพวกนางไปขายก็เท่านั้นเ้าค่ะ อีกอย่างสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ไม่ใช่ความคิดของท่านแม่ แต่เป็ความคิดของหลานเองเ้าค่ะ”
ล่าวไท่จุนเลื่อนสายตากลับไปมองฉินหยีหนิงทันควัน นิ้วมือซึ่งสวมแหวนมรกตฝังทองชี้ไปที่จมูกของฉินหยีหนิง พร้อมกล่าวว่า “เ้าไม่พูดออกมา ข้าก็ต้องหาเ้า เ้ากีบป่าทำบ้านวุ่นวาย ยังไม่คุกเข่าให้ข้าอีกหรือ”
ในทางกลับกัน ฉินฮุ่ยหนิงก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มด้วยความยินดี ตอนนี้นางกำลังดูว่าใครจะเป็ผู้ถูกจัดการก่อน
ฉินหยีหนิงไม่สนใจ ในขณะที่นางกำลังจะคุกเข่านั้น กลับถูกมือทรงพลังจับแขนรั้งตัวไว้
เมื่อหันมองกลับไป นางมองเห็นใบหน้าสวยงามของฉาวหยูชิง
“ล่าวไท่จุนใจเย็นๆ เ้าค่ะ”
ใบหน้าของฉาวหยูชิงยิ้มแย้ม นางคล้องแขนของฉินหยีหนิงไว้อย่างมั่นคงเพื่อไม่ให้เด็กสาวคุกเข่า ถ้าไม่ได้ััด้วยตนเอง ฉินหยีหนิงไม่มีทางคิดเลยว่า ฉาวหยูชิงจะมีความแข็งแรงมากถึงเพียงนี้
ฉินฮุ่ยหนิงประหลาดใจเช่นกัน นางไม่เข้าใจ ในเมื่อตนเองยอมรับฉาวหยูชิงเป็แม่บุญธรรมแล้ว ทำไมฝ่ายนั้นถึงยังช่วยฉินหยีหนิงอีก
“ล่าวไท่จุน อนุบ่าวละเมิดกฎระเบียบแล้ว วันนี้อากาศหนาวเหน็บ พื้นก็หนาวจัด คุณหนูสี่จะคุกเข่าลงบนพื้นหินเย็นจัดนี้ได้อย่างไร ถ้าเกิดเป็ต้นเหตุของโรคอื่นขึ้นมา ล่าวแหย่จะทุกข์ใจได้นะเ้าคะ”
ล่าวไท่จุนได้ยินคำพูดดังกล่าว ใจของนางรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น
ฉาวหยูชิงมีรูปลักษณ์ที่ดูสดใสสวยงาม มิหนำซ้ำไม่เคยวางตัวเป็คุณหนูของตระกูลฉาวที่สูงส่งแต่อย่างใด นางปฏิบัติต่อแม่สามีด้วยความสุภาพและเชื่อฟัง อีกทั้งนางยังคิดถึงมุมมองของฉินหวยหยวนอีกด้วย คิดเพื่อสามีของนาง
นาง้าลงโทษฉินหยีหนิง ซ้ำร้ายมารดาผู้ให้กำเนิดอย่างซุนซื่อกำลังอยู่ในอาการโกรธเคือง จึงไม่ได้ขัดขวางแต่อย่างใด ถึงกระนั้นฉาวหยูชิงกลับสามารถทำได้
ล่าวไท่จุนพยักหน้ารับและพูดกับฉินหยีหนิง “เห็นแก่ฉาวหยีเหนียงของเ้า ข้าจะยกโทษให้เ้า เ้าพูดเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเรือนหลังนี้ให้ข้าฟังหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้น ใครให้ความกล้าหาญแก่เ้าจนต้องทำให้เ้าจะขายหยีเหนียงเหล่านี้หรือ?”
ฉินหยีหนิงไม่รู้ว่า ฉาวหยูชิงกำลังจะทำอะไรกันแน่ ทว่าในเวลานั้นนางไม่มีเวลาคิดมาก จึงเดินไปใกล้ๆ ล่าวไท่จุนเพื่อกระซิบว่า “ท่านย่า หลานขอคุยกับท่านย่าสักครู่ได้หรือไม่เ้าคะ หลานมีเื่อยากจะบอกเ้าค่ะ”
เมื่อเห็นสีหน้าของฉินหยีหนิงเคร่งขรึม ล่าวไท่จุนจึงเดินตามนางไปข้างๆ
ฉินหยีหนิงกระซิบข้างใบหูของล่าวไท่จุนเบาๆ “ล่าวไท่จุน อนุเหล่านี้ไม่ปฏิบัติตามกฎ แต่เดิมนั้น หลานยังคงคิดถึงความเมตตาของล่าวไท่จุน โดยไม่คำนึงว่าพวกนางไม่ทำอะไรเลย คิดแต่เพียงว่าเลี้ยงพวกนางอย่างบ่าวก็เท่านั้น แต่ไม่คาดคิดว่าพวกนางจะไม่เคารพฮูหยินใหญ่ หลานคิดว่ากฎในบ้านนี้ไม่สามารถทำลายด้วยน้ำมือของพวกนาง และไม่สามารถทำให้ท่านพ่อเป็กระดูกสันหลังหลักของครอบครัวเรา มีชื่อเสียงในเื่บ้านระส่ำระสายวุ่นวาย แม้แต่อนุภรรยาก็เลือกได้ไม่ดี จึงตัดสินใจขายพวกนางเ้าค่ะ ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ฉาวหยีเหนียงเข้ามาในบ้านแล้ว ท่านคิดดูนะเ้าคะ ว่าบ้านของเรายัง้าหยีเหนียงคนอื่นๆ อีกหรือไม่?”
ถ้อยคำยืดยาวซึ่งฉินหยีหนิงพูดไปก่อนหน้า ล่าวไท่จุนไม่้าฟัง
ล่าวไท่จุนได้ยินเพียงแค่ประโยคสุดท้าย
ใช่แล้ว! ทำไมนางถึงคิดไม่ถึงั้แ่ก่อนหน้านี้เล่า
ฉาวหยูชิงเข้ามาในบ้าน แต่นางไม่สามารถได้รับตำแหน่งของซุนซื่อได้ ภรรยาเอกและอนุมีความแตกต่างกัน
แต่บ้านชั้นในของฉินหวยหยวน นอกเหนือไปจากภรรยาเอกแล้ว ถ้ายังมีอนุคนอื่นๆ เทียบเท่ากับฉาวซื่อ ก็จะทำให้ฉาวซื่อไม่มีความสุขนะสิ
ดังนั้นการที่ฉินหยีหนิง้าขายอนุทั้งหลาย หรือว่าจะใช้โอกาสนี้ ในการช่วยฉินหวยหยวนล้างอนุหลังบ้านใช่หรือไม่?
ล่าวไท่จุนคิดอย่างนั้น แต่รู้สึกว่าฉินหยีหนิงทำเื่นี้ให้ใหญ่ขึ้นมาและขายอนุพวกนี้ไปก็ไม่มีอะไรผิด ในฐานะที่เป็ล่าวไท่จุน แน่นอนว่าจะต้องแยกแยะความแตกต่างระหว่างเ้านายชั้นสูงและชั้นล่างกว่าด้วย อีกทั้งฉินหวยหยวนไม่ได้โปรดปรานบ่าวทั้งสี่คนนี้เท่าใดนัก มีทัศนคติต่อพวกนางจะมีหรือไม่มีก็ได้ด้วยซ้ำ ถ้าเป็เช่นนี้ เขามีภรรยาเอกเพียงคนเดียวและอนุภรรยาอีกหนึ่งคน ก็เพียงพอแล้วล่ะ
ความคิดดังกล่าวส่งผลให้ล่าวไท่จุนพยักหน้าทันที จากนั้นหันกลับมาสั่งบ่าว “พวกเ้ายังทำอะไรอยู่ ยังไม่เอาอนุทั้งสี่คนนี้ออกจากจวนฉินอีกหรือ ช่างกล้าก้าวร้าวต่อหน้าฮูหยินใหญ่ พวกเ้าคิดว่าครอบครัวฉินกลั่นแกล้งกันได้ง่ายๆ หรืออย่างไร? จวนฉินคอยดูแลพวกเ้า และไม่ได้ถือสาที่พวกเ้าไม่มีลูก แต่นึกไม่ถึงว่าพวกเ้ายังกล้าทำให้บ้านระส่ำระสาย!”
ฝูงชนต่างตกตะลึงอยู่พักหนึ่ง
ฉินหยีหนิงพูดกับล่าวไท่จุนว่าอะไรกันแน่? เพียงแค่พริบตาเดียว นางก็สามารถเกลี้ยกล่อมล่าวไท่จุนจนประสบความสำเร็จได้ อีกทั้งยังทำในสิ่งที่นาง้าอีกด้วย
