“พวกเขาจะ...” แม่ทัพฝูตบต้นขาโดยแรงทันที“ใช่แล้ว แผนดีแบบนี้ทำไมข้าถึงคิดไม่ถึงนะ ตอนนี้แคว้นฉียังคลำเื้ัตื้นลึกหนาบางของแคว้นซ่งเราไม่ได้ไม่กล้ามาต่อสู้โรมรันกับเราโดยพลการ ถ้าให้พวกเขารู้สึกว่ากำลังทหารเราแกร่งกล้าฮึกเหิมสามารถต่อสู้กับพวกเขาได้ทุกเมื่อ พวกเขาก็จะยังไม่กล้ากลับมารุกราน”
“ใช่ เหตุผลเป็เช่นนั้น ไม่เสียทีที่เป็แม่ทัพฝู ชี้แนะนิดเดียวก็เข้าใจตามที่คาดไว้” ซูเฟยซื่อชมเชย
แม่ทัพฝูกลับรีบส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว“ไม่กล้าไม่กล้า ข้า ไม่...เมื่อครู่ข้าได้ล่วงเกินท่านไป ยังขอคุณหนูสามอย่าได้ถือโทษชั่วชีวิตข้านี้ คนที่ข้าสามารถชื่นชมมีไม่กี่คน ั้แ่บัดนี้เป็ต้นไป คุณหนูสามก็เป็หนึ่งในคนเ่าั้แล้วในอนาคตถ้าเ้ามีเื่ที่้าให้ข้าช่วย ขอคุณหนูสามออกปากได้เลยไม่ต้องเกรงใจข้าซึ่งเป็คนหยาบคนนี้”
“ถ้ามีโอกาสแบบนี้ เฟยซื่อต้องทำแน่”ซูเฟยซื่อยกยิ้มตอบกลับทันที
“หนึ่งคำหลุดจากปาก สี่ม้ายากตามกลับคืนลั่นวาจาไปแล้ว ในเมื่อข้าได้วางเดิมพันกับคุณหนูสามไปแล้ว ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่จะทำตามที่สัญญาไว้ไม่รู้ว่าคุณหนูสามคิดจะกลับจวนเมื่อไหร่? ถ้าคุณหนูสามไม่รีบร้อนกลับไป รอจนข้าเสร็จสิ้นการวิ่งกลับมาแล้วค่อยไปหาสถานที่สักแห่งดื่มสักจองสองจอกด้วยกัน? ” เดิมแม่ทัพฝูก็เป็คนที่มีอารมณ์ศรัทธาลึกซึ่ง ตอนนี้เขาชื่นชมในตัวซูเฟยซื่อมาก ได้รีบถือว่านางเป็คนของตนแล้วด้วย
“วิ่งแก้ผ้าก็ไม่จำเป็แล้วเมื่อครู่ที่ข้าวางเดิมพันกับแม่ทัพฝูเพราะถ้าหากไม่ทำเช่นนี้ ก็ไม่มีโอกาสที่จะนั่งลงคุยกับแม่ทัพฝูดีๆเหมือนเช่นตอนนี้ ในเมื่อพวกเราก็ได้พูดสิ่งที่ควรพูดไปหมดแล้ว เดิมพันนี้ย่อมไม่นับเถิด”ได้ยินว่าแม่ทัพฝูกำลังจะไปวิ่ง ซูเฟยซื่อรีบยับยั้งไว้
แม่ทัพฝูกลับจ้องถลึงเบิกตาโต หน้าตาจริงจังกล่าวว่า “นี่เป็ไปได้อย่างไร จะเดิมพันก็ต้องรู้จักยอมแพ้ ข้าฝูไหลไม่ได้เป็คนที่แพ้ไม่เป็”
“ความเป็คนของแม่ทัพฝูย่อมไม่มีที่ให้ตำหนิได้แต่ท่านเป็แม่ทัพใหญ่ ความจริงแล้วไม่ต้องถือเป็เื่จริงจังกับผู้หญิงเล็กๆคนหนึ่งเยี่ยงข้า”
“นั่นใช้ได้อย่างไร! ถ้าเป็สตรีทั่วไปก็ถือว่าแล้วกันไปเถิด แต่คุณหนูสามเป็ยอดสตรีในสตรียิ่งกว่านี้ เมื่อครู่มีฝูงชนดูอยู่มากมายขนาดนั้น ข้าไม่วิ่ง พวกเขาควรจะว่าข้าว่าอย่างไร! ” แม่ทัพฝูส่ายหน้าด้วยความรุนแรง
“หรือมิสู้ทำแบบนี้ดีกว่าไหม ท่านก็คารวะน้ำชาถ้วยหนึ่งแก่ข้าต่อหน้าทุกคน เื่นี้ก็นับว่าจบกันไป มิฉะนั้นแม่ทัพใหญ่ของแคว้นซ่งเราแก้ผ้าวิ่งทนโท่กลางถนน หากร่ำลือออกไปสู่คนของแคว้นอื่น พวกเขาจะหัวเราะเยาะเราอย่างไร? ”ซูเฟยซื่อรู้ว่าไม่สามารถโน้มน้าวแม่ทัพฝูไว้ได้ ได้แต่ต้องยกเอาหน้าตาของแคว้นออกมาแล้ว
“นี่...”ประโยคเดียวฟันตัดเข้าจุดอ่อนของแม่ทัพฝูโดยตรง เขากัดฟัน ได้แต่รับปาก “ได้ ถ้าเช่นนั้นก็ฟังคุณหนูสามคุณหนูสามมีความกล้าหาญมีแผนการ จิตใจกว้างขวาง ข้าขอชื่นชม! ”
“แม่ทัพฝูชมเกินไปแล้ว” กล่าวจบ ซูเฟยซื่อก็เดินออกไปจากห้องหรู
ทันทีที่ได้ยินเสียงบนชั้นสอง สายตาของทุกคนก็รีบย้ายกลับมามอง
เห็นได้ว่าทุกคนต่างตั้งหน้ารอผลลัพธ์ของการสนทนาระหว่างซูเฟยซื่อกับแม่ทัพฝูกันหมด
“ถึงแม้ว่าหนึ่งคำหลุดจากปาก สี่ม้ายากตามกลับคืน ลั่นวาจาไปแล้ว ยากที่จะคืนคำได้แต่แม่ทัพฝูเป็ความภาคภูมิใจของแคว้นซ่งเรา จะสามารถให้วิ่งแก้ผ้ากลางถนนได้งั้นหรือ ดังนั้นการวางเดิมพันเมื่อครู่เปลี่ยนเป็การคารวะน้ำชายังขอทุกท่านเป็พยาน” ซูเฟยซื่อเอ่ยปาก น้ำเสียงอ่อนโยนแต่เปี่ยมด้วยบารมีน้ำเสียงหวานไม่แฝงความโกรธไว้สักนิด
“ดี” ไม่รู้ว่าใครเป็คนะโคำหนึ่งขึ้นมาก่อน ทุกคนต่างะโขึ้นมาต่อตามๆกัน
พวกเขาได้พานพบความงามและภูมิปัญญาของซูเฟยซื่อมาแล้วตอนนี้ได้เห็นความใจกว้างของซูเฟยซื่ออีก
สตรีที่สมบูรณ์แบบเช่นนี้ทำไมผู้คนจะไม่ชื่นชมกันเล่า
เหล่าฝูงชนที่ชั้นหนึ่งจัดโต๊ะว่างให้ซูเฟยซื่อเป็พิเศษทั้งยกถ้วยชาถ้วยใหม่หนึ่งถ้วยมาให้แม่ทัพฝู
เพียงเห็นแม่ทัพฝูสองมือประคองถ้วยชาน้อมคารวะส่งไปให้ซูเฟยซื่อ“คุรหนูสาม ดื่มชาถ้วยนี้หมด เราก็ถือเป็มิตรสหายกันแล้ว”
ซูเฟยซื่อยกถ้วยชามาจิบคำหนึ่งเบาๆ “สามารถเป็สหายกับแม่ทัพฝู ถือเป็เกียรติของข้า”
เดิมพันฉากหนึ่ง ทั้งสนุกสนานเต็มที่
นั่นยิ่งเพิ่มสีสันให้แก่ซูเฟยซื่อมากขึ้นแล้ว
“คุณหนู วันนี้ท่านใช่เป็...หรือไม่เ้าคะ”ออกจากร้านน้ำชาหวินไหล ซางจื่อนี่กล่าวอย่างเป็กังวล
ซูเฟยซื่อรู้ว่าสิ่งที่ซางจื่อเป็ห่วงคือเื่อะไรกลับอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ
วันนี้นางทำตัวจนโดดเด่นเกินไปแล้วจริงๆ
สาวน้อยคนหนึ่งที่ยังไม่ได้ออกเรือนถึงกับอภิปรายเื่การทำศึกาในแนวหน้ากับแม่ทัพใหญ่ต่อหน้าสาธารณชน ยิ่งพูดตรงๆเกี่ยวกับซ่งหลิงซิวฮ่องเต้เลื่อนตำแหน่งขุนนางซื่อสัตย์อย่างโจ่งแจ้งแต่กลับแอบริดรอนอำนาจทหาร จนเป็เหตุให้แคว้นซ่งไร้คนดีมีฝีมือ
แต่เป็นางจงใจเปิดเผยตัวเอง
เพราะมีแต่วิธีการเช่นนี้ นางจึงสามารถดึงดูดความสนใจของซ่งหลิงซิวได้
มีแต่ดึงดูดความสนใจของซ่งหลิงซิวได้ นางจึงมีโอกาสที่จะก้าวไปต่ออีกก้าว
อย่างที่เรียกว่าความมั่งคั่งและเกียรติยศแสวงหาได้ท่ามกลางความวิกฤติตอนนี้นางก็เป็แบบนี้
อย่างที่นางคาดไว้ แม้ว่าแม่ทัพฝูไม่ได้แก้ผ้าวิ่งแต่ยังเพราะเื่นี้จึงถูกลือกระฉ่อนเื่ราวเดือดพล่านกระจายไปทั่วเมืองหลวง
วันถัดมาประชุมว่าราชการยามรุ่งอรุณกระทั่งซ่งหลิงซิวยังได้ทรงเอ่ยขึ้นมา “เมื่อวานนี้ได้ยินเื่แม่ทัพฝูพนันกับสาวน้อยคนหนึ่งในร้านน้ำชาแล้วพ่ายแพ้ เกือบได้แก้ผ้าวิ่งรอบเมืองหลวงรอบหนึ่งหรือ? ”
“พ่ะย่ะค่ะ” เดิมแม่ทัพฝูก็คิดหาโอกาสถวายฎีกาตามที่ซูเฟยซื่อได้แนะนำไว้เมื่อวานต่อซ่งหลิงซิวพอดีกับที่ซ่งหลิงซิวทรงริเริ่มเรียกหาเขาเอง เขาไม่ได้มีความอับอายใดๆ ยืนออกมาแล้วก้าวออกมาตรงๆ
เขาตอบไปเช่นนี้ พลันในท้องพระโรงก็ส่งเสียงหัวเราะดังออกมาทันที
“ไม่รู้เป็แม่นางครอบครัวไหนที่มีความสามารถเช่นนี้ ถึงกับสยบกระทั่งแม่ทัพฝูเอาไว้ได้”
“ได้ยินว่าแม้ไม่ต้องแก้ผ้าวิ่ง แต่แม่ทัพฝูยังได้คารวะน้ำชาแก่แม่นางคนนั้นต่อหน้าสาธารณชนด้วย”
“โชคดีจัง เกรงว่ากระทั่งฮ่องเต้ก็ไม่ได้ทรงดื่มน้ำชาคารวะจากแม่ทัพฝูมาก่อนด้วย”
เผชิญการล้อเลียนของขุนนางราชสำนัก แม่ทัพฝูกลับนิ่งสงบ“เดิมข้าจะแก้ผ้าวิ่งแล้ว เป็แม่นางคนนั้นเปี่ยมด้วยเมตตาคุณธรรม พูดว่าข้าเป็แม่ทัพใหญ่แคว้นซ่งวิ่งแก้ผ้าจะทำให้แคว้นซ่งของเราขายหน้า จึงยกเลิกการแก้ผ้าวิ่งเปลี่ยนเป็คารวะชาแทนพ่ะย่ะค่ะ”
“ฮ่าๆ ๆ ”เสียงของเขาจบลง เสียงหัวเราะะเิขึ้นอีกพักหนึ่ง
คราวนี้แม้แต่ซ่งหลิงซิวเองก็อดไม่ได้ที่จะกระดกมุมปากขึ้นมา“ข้ากลับแปลกใจอยู่บ้าง แม่นางคนนี้ใช้วิธีใดทำให้เ้ายอมศิโรราบทั้งใจทั้งปากเช่นนี้? ”
“ก่อนกราบทูลถวายเื่นี้ กระหม่อมมีเื่หนึ่งขอเพ็ดทูลรายงานฝ่าาก่อนพ่ะย่ะค่ะ”แม้ว่าแม่ทัพฝูจะตรงไปตรงมา แต่ก็ดูสีหน้าของฮ่องเต้เป็ด้วย
เห็นซ่งหลิงซิวอารมณ์ดี เขารีบเอ่ยปาก
เพียงเห็นฮ่องเต้ทรงเลิกคิ้ว“อ้อ? แม่ทัพฝูคงไม่ได้คิดขอให้ข้าพระราชทานสมรสแก่เ้ากับแม่นางคนนั้นนะ? ”
“กระหม่อมเป็คนหยาบคนหนึ่งไหนเลยจะคู่ควรกับแม่นางที่ดีเช่นนี้ ที่กระหม่อมจะเพ็ดทูลเกี่ยวกับเื่ที่แคว้นฉีมารุกรานเราครั้งแล้วครั้งเล่าพ่ะย่ะค่ะ”แม่ทัพฝูกล่าวอย่างจริงจัง
วาจาของเขาพลันกวาดเอาบรรยากาศที่ร่าเริงสนุกสนานในท้องพระโรงออกไปหมดเกลี้ยงแทนที่ด้วยความหนักอึ้ง
แคว้นฉีได้มารุกรานหลายครั้งแล้วนอกจากนี้แต่ละครั้งยิ่งรุนแรงมากขึ้นกว่าครั้งก่อน ประชาชนในพื้นที่ชายแดนต่างร้องทุกข์มาอย่างต่อเนื่อง
ถึงแม้ว่าซ่งหลิงซิวไม่ได้ทรงตรัสออกจากพระโอษฐ์แต่คนที่มีตาเห็นกระจ่างกลับดูออกว่าพระองค์ทรงเป็กังวลมากเกี่ยวกับเื่นี้
“แคว้นฉีมาบุกรุก? ” ซ่งหลิงซิวไม่ได้คิดอยากให้แม่ทัพฝูกุมอำนาจทางทหารมากเกินไปแต่เื่มาถึงขั้นนี้ เขาทำได้เพียงสามารถฟังความคิดเห็นของเขาแล้ว
“แคว้นฉีมารุกรานชายแดนเราครั้งแล้วครั้งเล่าเห็นได้ชัดว่าไม่เห็นแคว้นฉีของเราอยู่ในสายตา ถ้าเราไม่ส่งทหารไปสู้รบอีก แคว้นฉียิ่งต้องฮึกเหิมเกริมกำเริบเสิบสานถึงเวลาคนที่ประสบความหายนะก็จะเป็ชาวบ้านที่ชายแดนแคว้นซ่งของเรา ขอฝ่าาโปรดทรงพระราชทานทหารกับม้าแก่กระหม่อมเป็จำนวนห้าหมื่นกระหม่อมจะไปปราบชายแดนด้วยกระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพฝูกล่าวพลาง
