ขณะที่นางกำลังเดินเข้าไปใกล้ตรงหน้าแม่น้ารอง จู่ๆ เงาร่างหนึ่งก็ะโพุ่งออกมา ทั้งสองได้ปะทะชนกันอย่างแรง
“โอ๊ย” ได้ยินเสียงคนกรีดร้องใที่ข้างหู ยังมีเสียงข้าวของแตกกระจาย
“คุณหนู ท่านเป็อะไรไหมเ้าคะ? ” ซางจื่อรีบก้าวไปข้างหน้าเพื่อพยุงซูเฟยซื่อขึ้นมา
ซูเฟยซื่อจึงได้เห็นคนที่ชนนางอย่างชัดเจน ถ้าหากว่านางจำไม่ผิด นี่คือฉางเอ๋อร์สาวรับใช้ของแม่น้ารอง
“คุณหนูโปรดไว้ชีวิต คุณหนูโปรดไว้ชีวิต บ่าวไม่ได้ตั้งใจเ้าค่ะ” ฉางเอ๋อร์หวั่นวิตกลนลานคุกเข่าโขกศีรษะลงกับพื้น ดูเหมือนใไม่น้อย
“นังสาวใช้ที่น่าตายนี่ทำงานประสาอะไรกัน ให้เ้ารินชาสักถ้วยก็ยังทำได้ไม่ดี าแบนร่างเฟยซื่อเพิ่งหายดี ถ้าถูกเ้าชนเอาแบบนี้ เกิดเป็อะไรขึ้นมาอีก เ้าจะรับไหวไหม? ”แม่น้ารองโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงลากฉางเอ๋อร์พลางดุด่า
ลักษณะนั้น ราวกับแค้นจนแทบตบหน้าฉางเอ๋อร์ไปหลายฉาดแล้ว
นี่...
ไม่รู้ว่าทำไม แม่น้ารองทำแบบนี้ดูชัดๆ เหมือนเป็การทำเพื่อนาง แต่นางกลับรู้สึกว่ามีที่ตรงไหนแปลกๆ ทะแม่งๆ
ในความรู้สึกของนาง แม่น้ารองเป็ผู้หญิงที่อ่อนโยนมากคนหนึ่ง แต่ทำไมตอนนี้...
หรือว่าเป็เพราะห่วงนางมากเกินไป?
“แม่น้ารองโปรดไว้ชีวิต คุณหนูโปรดไว้ชีวิต บ่าวไม่ได้ตั้งใจเ้าค่ะ” ฉางเอ๋อร์วิงวอนขอความเมตตาไปพลางร้องไห้ไปพลาง ท่าทีดูน่าสงสาร
“ช่างเถิดๆ ข้าไม่ได้เป็อะไร ยิ่งกว่านี้ยังมีแขกอยู่ที่นี่ อย่าให้แขกได้เห็นเป็เื่ขบขันไปเลยเ้าค่ะ” ซูเฟยซื่อกล่าวจบ จึงโบกมือให้ฉางเอ๋อร์ “รีบไปเก็บกวาดถ้วยที่แตก แล้วถอยออกไปเถิด”
“เ้าค่ะ” ฉางเอ๋อร์ตอบด้วยความโล่งอกดุจรับการปลดปล่อยจากภาระหนัก
“คุณหนูสามรู้จักกาลเทศะตามที่คาดจริงๆ มิน่า ทำไมจวนอัครมหาเสนาบดีผ่านคลื่นมรสุมมาขนาดนั้น คุณหนูคนอื่นๆ ต่างได้รับความเสียหาย มีเพียงคุณหนูสามที่ยิ่งเดินยิ่งไปไกล ยิ่งเดินยิ่งสว่างรุ่งโรจน์ขึ้น” ซีอ๋องใช้มือลูบหัวน้อยๆ ของสุนัขจั้นเก๋า หัวเราะจนน่าเกลียด
เห็นได้ชัดว่าเป็คำชม แต่ซูเฟยซื่อฟังแล้วรู้สึกระคายหูเป็พิเศษ
วันนี้ที่แท้เกิดเื่อะไรขึ้น ทำไมนางถึงรู้สึกว่าแต่ละคนต่างทำตัวแปลกๆ
“ซีอ๋องชมเกินไปแล้ว แต่ละคนต่างมีโชควาสนาของตัวเอง ่นี้เฟยซื่อเพียงวาสนาโชคดีกว่าเท่านั้นเอง” ซูเฟยซื่อยิ้มอย่างเป็ทางการทันที
เห็นซูเฟยซื่อถึงกับได้พูดคุยกับซีอ๋อง ซูเต๋อเหยียนรีบขัดจังหวะ “ซีอ๋อง นี่เป็สุราชั้นเลิศ ท่านดื่มให้มากขึ้นสักสองจอกเถิด”
ถ้าไม่คิดว่าซูจิ้งเถียนถูกทำลายแล้ว ซูเต๋อเหยียนไม่เต็มใจที่จะยกลูกสาวให้สมรสกับผู้ชายที่ไร้ประโยชน์อย่างซีอ๋องคนนี้
แต่ซูเฟยซื่อไม่เหมือนกัน ตอนนี้นางเป็ความหวังของเขา จะให้ซีอ๋องมาเอาเปรียบเขาได้อย่างไร
ซูเฟยซื่อก็รู้จักกาลเทศะยิ่ง รีบกลับไปยังนั่งที่ของนาง แล้วนั่งลง
สิ่งที่น่าแปลกคือ หลังจากที่นางนั่งลงก็พบว่าสุนัขจั้นเก๋าที่อยู่ในอ้อมแขนของซีอ๋องจ้องมองนางอยู่ตลอดเวลา
แววตานั่น...
เหมือนกับมันได้เห็นเหยื่อแล้วอย่างนั้น
สุนัขเห็นคนเป็เหยื่อไปแล้ว?
เป็ไปได้อย่างไร!
ดูเหมือนซีอ๋องรู้สึกถึงความกระสับกระส่ายของสุนัขในอ้อมแขนของเขาแล้ว อดไม่ได้ที่จะเงยศีรษะมองไปยังซูเฟยซื่อ ยิ้มสยองพิลึกทันที
การที่เขายิ้มแบบนี้ ยิ่งทำให้ซูเฟยซื่อรู้สึกไม่สบายไปทั่วทั้งร่าง แต่กลับไม่สามารถพูดได้ว่าเป็เพราะเื่อะไร
“คุณหนู ดูเหมือนสาวรับใช้ข้างกายแม่น้ารองมีบางอย่างผิดปกติเ้าค่ะ” ซางจื่อขมวดคิ้วกล่าวเสียงกระซิบ
“เป็อย่างไร? ” ซูเฟยซื่อแกล้งทำเป็ดื่มชา ใช้ถ้วยชาปกปิดปากของนางไว้
“เมื่อครู่บ่าวเห็นนางยืนอยู่ข้างๆ มาตลอด ดูเหมือนกำลังรอเวลาที่เหมาะสมเพื่อทำอะไรบางอย่าง ขณะที่ท่านเดินผ่านไป จู่ๆ นางก็พุ่งออกมาชนท่านเข้า บ่าวรู้สึกว่านางจงใจเ้าค่ะ” ซางจื่อพูดทุกอย่างที่นางเห็นทั้งหมดออกมา
จงใจหรือ?
ซูเฟยซื่อเหลือบมองฉางเอ๋อร์ด้วยหางตาแล้วคราหนึ่ง กลับพบว่าฉางเอ๋อร์ก็กำลังมองนางเช่นกัน นางอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว “ซางจื่อ หลังจากที่นางชนข้าแล้วได้ทำอะไรอีกไหม? ”
“นี่เป็สิ่งที่บ่าวแปลกใจ บ่าวเห็นนางมีใจคิดคด แต่ก็ไม่มีหลักฐานอะไร เดิมคิดฉวยโอกาสในขณะที่นางกำลังทำการเคลื่อนไหวจับนางให้ได้คาหนังคาเขา คิดไม่ถึงว่านางไม่ทำอะไรอีก หลังจากที่พยุงท่านขึ้นมา นางก็คุกเข่าลงกับพื้นร้องขอความเมตตาแล้วเ้าค่ะ” ซางจื่อจีบปากจีบคออย่างคับข้องใจ
ตาซูเฟยซื่อหมุนไปตลบหนึ่ง จู่ๆ เสียงก็เ็าลงหลายส่วนแล้ว “ใครบอกว่านางไม่ได้ทำอะไร นางไม่ใช่ช่วยพยุงข้าคราหนึ่งหรอกหรือ? ”
“ความหมายของคุณหนูคืออะไรเ้าคะ? ” ซางจื่อจ้องถลึงตาโตด้วยความประหลาดใจแกมใ
ซูเฟยซื่อพยักหน้าอย่างไม่เป็ที่น่าสังเกต “กลัวว่าฉวยโอกาสป้ายหรือทาสิ่งของอะไรบนตัวข้า แต่ตอนนี้ทุกอย่างต่างเป็เพียงเื่ที่เรายังไม่รู้ทั้งนั้น เ้าเฝ้าจับตาสังเกตนางไว้ให้ดี ถ้ามีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติรีบแจ้งข้าทันที”
“เ้าค่ะ”
“อัครมหาเสนาบดีซู ดูเหมือนสุนัขของข้าจะหิวแล้ว ท่านให้คนรับใช้พามันออกไปกินอะไรบ้างได้ไหม? ” จู่ๆ ซีอ๋องก็เปิดปากของเขา
“ซีอ๋องกล่าวเกรงใจอะไรกัน บ่าวไพร่ อุ้มออกไป ให้ห้องครัวเตรียมเนื้อดิบชิ้นใหญ่” ซูเต๋อเหยียนรีบสั่งการ
ซีอ๋องใช้มือลูบหัวของสุนัขน้อย แล้วจึงส่งมันให้กับบ่าวไพร่ของจวนอัครมหาเสนาบดี
“อ่า...” ในขณะที่คนรับใช้อุ้มสุนัขอยู่นั้น ทันใดนั้นสุนัขก็ดิ้นหลุดออกจากอ้อมแขนของเขาอย่างบ้าคลั่ง พุ่งตรงเข้ามาหาซูเฟยซื่อ คนรับใช้ใร้องะโเสียงดังอย่างอดไม่ได้
เื่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ความเร็วของสุนัขน้อยรวดเร็วมาก มันอ้าปากใหญ่ที่เหม็นคาวกัดไปที่ขาของซูเฟยซื่อ
ซูเฟยซื่อที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม่ทันได้หลบ เพียงสามารถใช้เท้าเตะไปที่ท้องของสุนัขน้อยอย่างแรงด้วยเสียงอันดัง
สุนัขน้อยถูกซูเฟยซื่อเตะจนกระเด็นออกไป แต่ในปากยังคาบเศษผ้าไว้ มาจากตอนที่มันกัดขาของซูเฟยซื่อ
เห็นสุนัขน้อยถูกซูเฟยซื่อเตะจนนอนบนพื้นลุกไม่ขึ้น คนรับใช้หลายคนจึงกล้าก้าวมาข้างหน้าใช้เชือกผูกมัดมันไว้
สิ่งที่น่าแปลกคือ แม้ว่าคนรับใช้เหล่านี้เป็คนของจวนอัครมหาเสนาบดี แต่สุนัขน้อยกลับไม่ได้ต่อต้าน ทั้งไม่ได้มีความดุร้ายอย่างเมื่อครู่ด้วย
เหมือนกับว่ามันเป็ศัตรูกับซูเฟยซื่อเพียงคนเดียว แต่กับคนอื่นไม่เป็
“ท่านอัครเสนาบดีซู นี่มันเื่อะไรกัน? ” ซีอ๋องรับเชือกจากมือของคนรับใช้ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความปวดใจ
สุนัขน้อยนี่เขาใช้ทองซื้อมาด้วยราคาที่แพงมาก ถ้าถูกซูเฟยซื่อเตะตายในคราเดียวแล้ว...
“ขอซีอ๋องโปรดอภัยโทษ เหตุการณ์เมื่อครู่ ท่านได้เห็นแล้ว ถ้าไม่ใช่เฟยซื่อเคลื่อนไหวเร็ว กลัวว่าขาข้างนั้นของนางก็คงพิการไปแล้ว” ซูเต๋อเหยียนพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่สีหน้าของเขากลับไม่ดีเอามากๆ
ซีอ๋องเป็เพียงอ๋องที่ไร้ประโยชน์คนหนึ่ง แต่ซูเฟยซื่อเป็คนที่เขาคิดเลี้ยงดูฟูมฟักเพื่อส่งเข้าวัง
เมื่อน้ำหนักของทั้งสองคนถ่วงดุลกัน ใครหนักใครเบามองปราดเดียวก็เห็นได้ชัด
โชคดีที่สุนัขของซีอ๋องไม่ได้กัดซูเฟยซื่อจนาเ็ มิฉะนั้นเขาต้องไม่เลิกราง่ายๆ แน่
“สุนัขตัวนี้ ข้าอุ้มมานานก็ไม่เคยเกิดเื่อะไรทั้งนั้น ทำไมพอเปลี่ยนเป็มือของคนรับใช้ในจวนอัครมหาเสนาบดีของท่านก็เกิดเื่แล้ว? อัครมหาเสนาบดีซู ท่านว่าเื่นี้ใครต้องเป็คนรับผิดชอบ? ” ซีอ๋องไม่ยอมแสดงความอ่อนแอออกมา เขากล่าวประโยคหนึ่งตอกกลับไป
“นี่...” ซูเต๋อเหยียนถูกตอกกลับจนเป็ใบ้ไร้วาจา ได้แต่ต้องเปลี่ยนหัวเื่ “ใช่แล้ว เฟยซื่อเ้าไม่ได้รับาเ็ใช่หรือไม่? ”
ซูเฟยซื่อมองดูบริเวณที่ถูกสุนัขน้อยกัดไปแวบหนึ่ง นอกจากรอยฟันขีดข่วนที่ตื้นมากไม่กี่รอยแล้ว ก็แทบไม่มีอันตรายอะไร “เืไหลเล็กน้อย ถ้าเมื่อครู่ข้าช้าไปอีกก้าว เกรงว่าขาข้างนี้ต้องพิการแน่แล้ว”
“อะไร? เืออกหรือ? บ่าวไพร่ รีบเข้าวังเชิญหมอหลวง บอกว่าคุณหนูสามแห่งจวนอัครมหาเสนาบดีถูกสุนัขน้อยที่ซีอ๋องเลี้ยงไว้ กัดจนได้รับาเ็แล้ว” ซูเต๋อเหยียนแกล้งสั่งการอย่างเคร่งเครียด
กลยุทธ์กระบวนนี้ของเขาเรียกว่า การลงมือควบคุมคนก่อน
ไม่ว่าอย่างไร มนุษย์ย่อมสำคัญกว่าสุนัข
ซูเฟยซื่อไม่ได้รับาเ็ก็แล้วไป แต่ตอนนี้นางได้รับาเ็ เขากลับคิดอยากจะดูว่าซีอ๋องยังจะกล่าวโทษจวนอัครมหาเสนาบดีของเขาอย่างไร
