จ้าวอี้คำนวนตัวเลือกในใจ ถ้าสามเณรไปด้วยกัน ดูแล้วเหมือนจะเป็ตัวเลือกที่ดี ที่จริงไม่ใช่ เพราะสามเณรค่อนข้างหน่วยก้านดี มีความกล้าหาญ แต่ช่วยจ้าวอี้ในการไขคดีได้น้อยมาก
สายตาของเขาตกอยู่ที่เซี่ยตัน
ประสบการณ์ของเซี่ยตันมากมาย เป็ตัวเลือกที่ไม่เลว
สำหรับปัญหาการค้างคืนที่ไม่สะดวกในห้องเดียวกันของชายหญิง ย่อมไม่ใช่ปัญหา
ไม่รอให้จ้าวอี้พูด เซี่ยตันก็เสนอด้วยตนเอง
“หัวหน้า ไม่งั้นคืนนี้เราค้นหาด้วยกันสักหน่อย พูดตามตรง ฉันมีความสนใจในเื่ที่เกิดขึ้น ตามจริงก็ได้คิดจะไปลองดู”
เซี่ยตันพูด และยังชำเลืองมองเฉินตง
สีหน้าของเฉินตงเปลี่ยนไป ท้ายที่สุดก็ราวกับตัดสินใจได้ จึงพูด “หัวหน้า ฉันก็จะไป! ผู้ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ไม่ควรมีความหวาดกลัว ไม่อย่างนั้น ฝีมือจะลดลงไปร้อยเปอร์เซ็น”
“ไม่ฝืนใจ?”
ถ้าเฉินตงเข้าร่วม นั่นย่อมดีที่สุด
“ไม่ฝืนใจ! นี่เป็การทลายกำแพงของตนเอง” เฉินตงพูดอย่างน่าเชื่อถือและจริงใจ
จ้าวอี้เชื่อไปก่อน
“เอาอย่างนี้ ในสำนักงานยังมีกล้องวงจรปิด พวกเราติดตั้ง ลองดูว่าจริงแล้วตอนกลางคืนจะเกิดอะไร นอกจากนั้น พวกนายไปหลังพวกเขาเลิกงานก็พอ ฉันจะรอพวกนายอยู่ที่ประตูใหญ่ พวกนายยังมีอะไรอยากเพิ่มเติมไหม...”
พวกจ้าวอี้ปรึกษาว่าตอนกลางคืนจะทำยังไง ขณะนี้ เซวียิ่ที่สีหน้าหม่นหมองก็เคาะประตูเดินเข้ามา
“หัวหน้า คุณอยู่ก็ดี จริงแล้วกระจกทองแดงจะนำกลับมาได้เมื่อไหร่? เวลาของผมมีค่ามาก การรอแบบนี้เสียเวลาจริงๆ!” เซวียิ่พูดอย่างไม่เกรงใจ
“ถ้าอยากนำกลับมาอีก เกรงว่าจะไม่ใช่วันสองวัน เื่นี้ฉันจะรายงานต่อเบื้องบน เกิดเื่อะไรขึ้น นายก็ชัดเจนดี ตอนนี้กระจุกทองแดงทั้งหมดได้ตกอยู่ในพระราชวังใต้ดินนั่น เบื้องบนจะพัฒนาหรือคงไว้ซึ่งสถานการณ์เดิม ตอนนี้ยังคงไม่มีความเห็นท้ายสุด แม้จะพัฒนา เร็วที่สุดก็เกรงว่าจะเป็หนึ่งปีครึ่งถึงสามารถนำกลับมาอีก นี่คือภายใต้สถานการณ์ที่ราบรื่น”
จ้าวอี้ไตร่ตรองเล็กน้อย แล้วให้คำตอบเช่นนี้
ที่เขาพูดเป็ความจริง
เซวียิ่ไม่พอใจทันที “งั้นการวิจัยของผมก็ต้องหยุดชะงัก พวกคุณต้องรับผิดชอบ!”
“รอก่อน! คำพูดของนายท่าจะมีปัญหา!”
จ้าวอี้พูดอย่างไม่เกรงใจเช่นกัน
“มีปัญหา? มีปัญหาอะไร?”
“กระจกทองแดงหายไปจากมือของนาย จุดนี้ไม่ผิดใช่ไหม? ในสำนักงานไม่ได้ต้องรับผิดชอบ แต่เื่นี้เราจะพยายามแก้ไข แต่ต้องใช้เวลา”
จ้าวอี้พูดถึงภายหลัง พยายามชะลอน้ำเสียง เพราะเซวียิ่เป็คนดื้อดึง จ้าวอี้ไม่อยากให้เขามีความคิดเป็อื่น
ที่เขาพูดเป็ความจริง เซวียิ่ไม่มีทางปฏิเสธ เขาเดินอย่างค่อนข้างหงุดหงิด “งั้นทำยังไง? การวิจัยของผมเพิ่งมีความคืบหน้า...”
จ้าวอี้มองกันและกัน ในใจค่อนข้างประหลาดใจ การวิจัยของเซวียิ่นั้นน่าอัศจรรย์ งอกส่วนที่ขาดกลับมาใหม่ เป็การให้เซลล์เกิดใหม่อย่างแท้จริง และเขาได้พูดว่ามีความคืบหน้า
“โอ้? เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหม?”
จ้าวอี้ถามอย่างจริงจัง
ถ้าการวิจัยนี้สามารถทำสำเร็จได้จริง ถ้างั้นก็มีความหมายอย่างชัดเจนมาก
“ผมค้นพบอนุภาคในกระจกทองแดง อนุภาคประเภทนี้สามารถควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์ได้อย่างมาก ถ้าให้เวลาผม แล้วผมหาอนุภาคตรงข้ามกับมันได้ ไม่แน่อาจสามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ได้...ช่างเถอะ พูดมากไปพวกคุณก็ไม่เข้าใจ เพียงแค่รู้ว่าวัสดุของการวิจัยนี้สำคัญกว่าที่พวกคุณจินตนาการ!”
เดิมทีเซวียิ่ที่พูดอย่างอารมณ์คึกคัก แต่เมื่อเห็นท่าทางงุนงงของทั้งสามคนในห้อง จึงค่อนข้างท้อใจในทันที
จ้าวอี้พยักหน้า “ฉันทำได้เพียงพยายามหาทาง คราวหน้าเซี่ยตันจะส่งรายงานอีกครั้ง”
ปัญหานี้ตอนนี้ยังแก้ไขไม่ได้จริงๆ
ทันใดนั้น จ้าวอี้จึงหวั่นใจ คิดจะลากเซวียิ่ไปที่ฌาปนสถาน เมื่อคิดอย่างละเอียด จึงล้มเลิกความคิดนี้ เนื่องจาก เซวียิ่ฉลาดมากจริงๆ แต่ว่า เขาเป็นักวิจัย อุปกรณ์ที่จำเป็จึงไม่น้อย และไม่ดีต่อการปฏิบัติการ
เซวียิ่กระซิบกระซาบบางอย่างแล้วจากไป กลไกสมองของเขาไม่เหมือนกับคนทั่วไป จึงง่ายต่อการจมอยู่ในโลกของตนเอง คนที่นี่ก็ไม่ได้สนใจ
ตอนนี้เฉินตงก็เข้าใจเขา เมินเฉยต่อวิธีการของเขา ไม่งั้นนี่จะทำให้น่าโมโห ถ้าทางนั้นเมินเฉยต่อคุณ ความรู้สึกเช่นนี้ค่อนข้างแย่
สองสามคนปรึกษากันต่อ เมื่อการปฏิบัติการเรียบร้อยพอสมควร จ้าวอี้จึงนำกล้องวงจรปิดขนาดเท่าฝ่ามือกลับไปฌาปนสถาน
กล้องวงจรปิดขนาดเท่าฝ่ามือนี้หลบซ่อนได้ไม่ดี แต่ความชัดเจนสูง ถือว่ามีทั้งข้อดีและข้อเสีย
ประมาณสี่โมงเย็น คนอื่นของฌาปนสถานก็เลิกงาน และทยอยกันจากไป
จ้าวอี้กลับมา ทำให้ผู้อำนวยการประหลาดใจ เขาคิดว่าจ้าวอี้หน้าบาง จึงพูดอย่างเกรงใจ หาข้ออ้างในการจากไป แต่คิดไม่ถึงว่าเขายังคงกลับมา
“เสี่ยวจ้าว ทำให้ดี เมื่อนายเป็พนักงานประจำ เงินเดือนต้องเพิ่มขึ้นแน่”
ให้กำลังใจประโยคหนึ่ง ผู้อำนวยการก็จากไป
ไม่นาน ฌาปนสถานอันกว้างใหญ่ก็เหลือเพียงสามคน
เขาและยามอีกสองคน
จ้าวอี้ทำตามกฎ ทำความสะอาดห้องดับจิตเล็กน้อย กวาดๆ พื้น จัดการสิ่งสกปรกด้านใน ถ้าตอนกลางวัน ที่นี่ยังพอรับได้ จ้าวอี้ไม่ได้รู้สึกมีอะไรรับไม่ได้
จัดระเบียบเรียบร้อย ถึงปิดประตู ล็อคให้ดี
ฟ้าค่อยๆ มืดลง
จ้าวอี้รับโทรศัพท์ พวกเซี่ยตันได้รออยู่ที่หน้าประตูแล้ว เพียงแต่ยามเฝ้าประตูไม่ให้เข้า นอกจากจ้าวอี้จะมานำคน
“รบกวนแล้ว สองคนนี้เป็เพื่อนฉัน คืนนี้จะอยู่กับฉัน” จ้าวอี้พูดกับยาม คราวนี้ พวกยามจึงเปิดประตูอย่างยินดี
“เข้าใจแล้วๆ! ยังไงเพิ่งเริ่มอาจไม่ค่อยชิน ถ้าไม่ใช่กฎเคร่งครัดของฌาปนสถาน ผู้ไม่เกี่ยวข้องจึงไม่อาจเข้ามา ที่ฉันให้พวกเขาเข้าไป เพราะเป็เพื่อนของนาย ย่อมไม่มีปัญหา แต่ว่า ก่อนเข้างานพวกเขาสองคนต้องออกไป ไม่มีปัญหาใช่ไหม?”
ยามยังไม่ลืมที่จะเตือนเขา
เื่เช่นนี้ ตราบใดที่หาผู้รับรองได้ ยามย่อมไม่อาจขัดขวาง ยังไงถ้าใช้เวลาไม่นาน และต่างเป็เพื่อนร่วมงาน เงยหน้าไม่เจอก้มหน้าก็เจอ กฎเช่นนี้หลับหูหลับตาก็ผ่านไปได้
“หัวหน้า นายบอกว่าสถานที่ใหญ่ขนาดนี้ มีแค่พวกนายสามคน...ทำไมฉันถึงรู้สึกหนาวเย็นทั้งตัว?” เฉินตงโน้มมาที่ด้านข้างจ้าวอี้ มองไปรอบๆ กลัวว่าจะมีบางสิ่งโผล่ออกมากะทันหัน
“ผลกระทบทางสภาพจิตใจ! เฉินตง นายเป็ผู้ชายตัวเบอเร้อจะสงบหน่อยได้ไหม? ยังเป็คนที่ฝึกศิลปะการต่อสู้อีกนะ!” เซี่ยตันพูดอย่างอารมณ์เสีย เฉินตงคิดจะโต้เถียงเล็กน้อย เมื่อคิดดู จึงไม่พูด
“พวกเราติดตั้งกล้องวงจรปิดก่อน ติดที่ทางเดินนี้เถอะ”
กล้องวงจรปิดเช่นนี้ติดตั้งไม่ยาก แล้วเชื่อมต่อกับบนโน้ตบุ๊คของเซี่ยตัน มองปราดสถานการณ์ด้านนอก ภาพชัดเจน
รู้ว่าที่นี่ทานอาหารไม่สะดวก เซี่ยตันจึงพกอาหารเย็นมา ไม่นับว่าสมบูรณ์ แต่สามารถเติมเต็มกระเพาะได้
การรอเวลาค่อนข้างน่าเบื่อ ที่พักชั่วคราวของจ้าวอี้มีเพียงเตียงหนึ่งเตียง จึงไม่มีทางพักผ่อนได้
เฉินตงเสนอให้ทั้งสามคนเล่นไพ่
การฆ่าเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เวลาเที่ยงคืนจึงมาถึงอีกครั้ง
“นายแพ้แล้วๆ!”
เฉินตงที่ใบหน้าเต็มไปด้วยแผ่นกระดาษหัวเราะอย่างมีความสุข เขากำลังเตรียมจะแปะให้เซี่ยตัน ทันใดนั้น จ้าวอี้ก็ทำท่าทางให้เงียบเสียง
“ชู่...ด้านนอกเหมือนมีความเคลื่อนไหว”
เฉินตงเหมือนกับถูกคนสกัดจุด ทั้งตัวแข็งทื่อในทันที
ตามคาด เสียงรองเท้าส้นสูงดังขึ้นที่ด้านนอกอีกครั้ง
แกรก...แกรก...
มีจังหวะ ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับกำลังเดินเข้ามาจากอีกปลายทางของทางเดิน
ทั้งสามโน้มตัวไปที่หน้าข้างของโน๊ตบุ๊ค ทางเดินด้านนอกว่างเปล่า
“พวกนายว่า จริงแล้วคืออะไร? ไม่มีอะไรเลยจริงๆ!”
เซี่ยตันกดเสียงต่ำ บนกล้องวงจรปิดไม่มีอะไรอยู่เลย!
นี่ไม่มีทางจะอธิบาย
เสียงรองเท้าส้นสูงด้านนอกค่อนข้างชัดเจน
เช่นเดียวกัน ราวกับเดินมาถึงหน้าประตูของพวกเขา จากนั้นจึงหยุดลง
เฉินตงได้แต่รู้สึกใจของตนเองเต้นถี่ ตึกๆๆ ส่งเสียงไม่หยุด
“พวกนายว่า ศพของผู้หญิงคนนั้นตอนนี้อยู่ในห้องดับจิต ิญญาของเธอจริงแล้วไม่ได้หยุดอยู่ที่หน้าประตูของพวกเรา แต่คิดจะกลับเข้าไปในร่างกายของเธอ?”
เฉินตงกลืนน้ำลาย คิดอย่างไม่มีข้อจำกัด ร่างกายหลบอยู่ที่ด้านหลังของจ้าวอี้ ช่วยไม่ได้ เห็นภาพที่ไม่สามารถอธิบายได้อีกครั้ง ทำให้เขาขนหัวลุกจริงๆ
จ้าวอี้และเซี่ยตันไม่ได้พูดอะไร ปิดปากเงียบต่อสิ่งที่ไม่อาจวิเคราะห์ได้
ห่างไปประมาณครึ่งชั่วโมง เสียงรองเท้าส้นสูงก็ดังอีกครั้ง จากนั้นก็ค่อยๆ ไกลออกไป และค่อยๆ หายไป
เฉินตงรู้สึกเหมือนทั้งร่างพังทลาย แล้วถอนใจยาว
“หัวหน้า พี่เซี่ย คราวนี้พวกนายเห็นกับตาแล้ว ไม่ใช่เพราะฉันไม่กล้า แต่ไม่มีทางอธิบายเสียงที่เราได้ยินจริงๆ มันน่ากลัวเกินไปแล้ว”
“แม่…แม่…แม่อยู่ไหน…ฮือ…หนูหาแม่ไม่เจอ...”
เสียงเด็กผู้หญิงปรากฏอีกครั้ง
เฉินตงก็วิตกอีกครั้ง
จ้าวอี้และเซี่ยตันยังคงตั้งใจดูภาพบนโน๊ตบุ๊ค พวกเขาคิดจะดูว่าจริงแล้วมีจุดไหนที่แตกต่างกันอย่างตั้งใจ
ทั้งสองคนไม่รู้อะไรเลย ในทางกลับกันเฉินตงก็ชี้แล้วพูดเสียงดัง “พวกนายดู พวกนายดู ที่นี่มีเงาดำกำลังขยับ!”
อารมณ์ของเขาค่อนข้างกระวนกระวาย
“ฉันออกไปดู พวกนายสองคนดูอยู่ที่นี่...”
จ้าวอี้พูดอย่างเด็ดขาด จากนั้นจึงผลักประตูห้องเดินออกไป
เฉินตงชี้ไปที่หนึ่ง ที่นอกหน้าต่างของทางเดิน มีเงาดำกำลังขยับอย่างคลุมเครือ
เมื่อเปิดประตู เสียงร้องไห้ของเด็กผู้หญิงก็หายไปทันที
จ้าวอี้ไม่ได้หยุดใดๆ หยิบไฟฉาย แล้วตรงออกไปเปิดหน้าต่าง
ที่ทำให้เขาผิดหวังคือ เงาดำที่กำลังขยับ เป็เพียงต้นหลิวด้านนอกที่ลมพัดขยับ เพราะที่นี่ไม่มีแสงไฟ ดังนั้น ภายในกล้องวงจรปิดมองเห็นไม่ชัด ทำให้เฉินตงคิดว่าเกิดเื่คาดไม่ถึงจริงๆ
กลับมาในห้อง ส่ายหน้า จ้าวอี้พูดสิ่งที่ตนเองเห็น ในโน๊ตบุ๊ค เซี่ยตันสองคนก็ได้เห็นแล้ว
ผ่านไปประมาณสิบนาที เสียงเด็กผู้หญิงก็ปรากฏอีกครั้ง สักพัก จึงหายไป
ผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมงกว่า เสียงทะเลาะกันของชายหญิงเมื่อคืนก็ปรากฏอีกครั้ง ยังคงเหมือนเมื่อวาน ราวกับเกิดเหตุฆาตกรรมอีกครั้ง
ที่น่าเสียดายคือ กล้องวงจรปิดไม่มีอะไรปรากฏ พวกเขาเหมือนกับเสียเวลาไปหนึ่งคืน โดยไม่มีอะไร
