หลิวอวิ๋นชูโพล่งออกมาอย่างไม่สนใจเสียงห้าม“เ้าเป็คนแรกที่ปฏิเสธข้า วันนั้น เ้าถามว่าข้าว่าชอบเ้าหรือไม่ ข้าตอบว่าไม่ในตอนนี้ ถ้าเ้าถามข้าอีกครั้ง ข้าก็จะตอบว่าไม่ได้ชอบเหมือนเดิม” เขาพูดต่อโดยไม่รอให้เฟิ่งสือจิ่นได้โล่งอก“ความรู้สึกที่ข้ามีต่อเ้า ไม่ใช่แค่ความชอบเท่านั้น... แต่มันมากกว่าความชอบมากกว่าหลายเท่า ตอนเห็นเ้าออกไปสู้ตายเพื่อข้าตอนเห็นเ้าได้รับาเ็เพื่อช่วยข้า” เขาชี้มาที่หัวใจของตัวเอง “ตรงนี้ มันเจ็บเจียนจะตายอยู่แล้วนี่เป็ครั้งแรกที่ข้าได้ััว่าแท้จริงแล้ว ความรักเป็เช่นนี้นี่เอง...”
หลิวอวิ๋นชูก้มหน้า แล้วใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างปิดใบหน้าเอาไว้ไม่ให้เฟิ่งสือจิ่นได้เห็นน้ำตาที่แสนอ่อนแอของเขาเสียงสะอื้นของหลิวอวิ๋นชูเต็มไปด้วยความเ็ปรวดร้าว มันเป็เหมือนมีดแหลมที่กรีดลงกลางใจของผู้ฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่าเขาพูดด้วยเสียงสะอื้น “ความจริง มันก็ไม่ได้พูดยากอย่างที่คิดเอาไว้นี่...เป็อย่างที่คิด พูดมันออกมา ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นเยอะเลย... เดิมทีข้าคิดว่าต่อให้เ้ายังไม่ชอบข้าในตอนนี้ แต่หากเราอยู่ด้วยกันนานเข้า สักวันเ้าต้องรับรู้ได้ถึงความจริงใจของข้า ไม่แน่ เ้าอาจจะยอมรับรักข้าก็ได้...แต่เ้าอย่าเข้าใจผิดไป และไม่ต้องคิดมากด้วย ต่อให้เ้าจะเปลี่ยนใจอยากรับรักข้าในตอนนี้ ข้าก็ไม่ยอมตกลงอยู่ดี... ผู้ชายดีๆ แบบข้าหากหลุดมือไปแล้วก็ไม่มีโอกาสได้กลับมาอีกพรุ่งนี้ข้าก็จะแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่นแล้ว... เฟิ่งสือจิ่น...”
“หือ?” เฟิ่งสือจิ่นฟังเขาร้องไห้และตอบคำถามของเขาอย่างสงบ
“แต่ถึงจะเป็แบบนั้น ข้าก็ยังอยากจะถามเ้า... ถ้าข้าไม่ได้แต่งงานเป็ไปได้ไหมว่าสักวันหนึ่ง... สักวันเ้าจะใจอ่อนเพราะความจริงใจของข้า...”
“เ้าอยากรู้คำตอบนั้นจริงๆ หรือ?” เฟิ่งสือจิ่นถามแต่หลิวอวิ๋นชูไม่ตอบ ยังคงก้มหน้าอยู่อย่างนั้น ทว่าจู่ๆเขาก็ยื่นมือออกมาจับมือของเฟิ่งสือจิ่นเอาไว้ นี่เป็ครั้งแรกที่เขากล้าหาญเช่นนี้หลิวอวิ๋นชูจับมือของเฟิ่งสือเอาไว้โดยไม่ปล่อยให้นางขัดขืน จากนั้นก็ค่อยๆดึงมันมาที่ใบหน้าของตนเองอย่างช้าๆ จนฝ่ามือขาวเนียนแนบลงบนใบหน้าของเขาในที่สุดน้ำตาอุ่นๆ บนใบหน้าทำให้นิ้วเรียวสะดุ้งขึ้นเบาๆ ตามสัญชาตญาณ หลิวอวิ๋นชูกัดฟันแน่นเขาเอียงหน้าไปข้างๆ แล้วประทับรอยจูบร้อนๆ ลงที่กลางฝ่ามือของเฟิ่งสือจิ่นนี่อาจเป็เื่ที่กล้าหาญและบ้าบิ่นที่สุดที่เขาเคยทำมาในชีวิตเลยก็ว่าได้มันเกิดจากความรู้สึกที่ยากจะหักห้ามในหัวใจแต่ก็ทำให้เขาเ็ปราวกับตายทั้งเป็ เฟิ่งสือจิ่นพูดขึ้น “เป็ไปไม่ได้ก็เหมือนที่เ้าเห็นว่าเจี่ยนซืออินเป็น้องสาวข้าเองก็เห็นว่าเ้าเป็น้องชายคนหนึ่ง”
หลิวอวิ๋นชูจับมือของเฟิ่งสือจิ่นเอาไว้เป็เวลานานเขาทำใจปล่อยมือนี้ไปไม่ได้จริงๆ แม้คำตอบของนางจะทำให้เขาใจสลายก็ตามหลิวอวิ๋นชูพูดขึ้น “พูดไร้สาระอีกแล้วนะพวกเรายังไม่รู้เลยว่าใครอายุมากกว่ากัน... เฟิ่งสือจิ่น...”
“หือ?”
หลิวอวิ๋นชูแทบจะเก็บกลั้นความรู้สึกที่พรั่งพรูอยู่ในหัวใจเอาไว้ไม่อยู่เขาถูกความรู้สึกนี้ทรมานจนแทบจะเป็บ้าอยู่แล้ว “ถึงแบบนั้น ข้าก็ยังอยากถามอย่างเห็นแก่ตัวสักครั้งถ้าหาก... ถ้าข้าเปลี่ยนใจ ถ้าข้าไม่อยากแต่งงานแล้ว ถ้าข้าอยากติดตามและเฝ้าดูแลเ้าไปตลอดชีวิต ถ้าข้าอยากจะอยู่เคียงข้างเ้าไปแบบนี้ เ้าจะตกลงหรือไม่?”เขาพยายามกลั้นเสียงร้องไห้เอาไว้อย่างสุดชีวิต
เฟิ่งสือจิ่นดึงมือกลับมาไม่ได้จึงวางมืออีกข้างลงบนโต๊ะเย็นเฉียบเบื้องหน้าเบาๆ โดยที่ใต้ฝ่ามือมีหยกแขวนของหลิวอวิ๋นชูวางอยู่ นางพูดอย่างไร้ความรู้สึก“เ้าก็รู้ว่าข้าไม่ตกลงแน่ เ้าเองก็ไม่มีทางทำเช่นนั้นเหมือนกันไยต้องหลอกตัวเองด้วย หลิวอวิ๋นชู เดิมที ของสิ่งนี้ก็ไม่ควรเป็ของข้าอยู่แล้วเ้าเอากลับไปมอบให้คนที่สมควรได้รับมันเถอะ”
หลิวอวิ๋นชูมองของสิ่งนั้นผ่านม่านน้ำตา “ข้าไม่มีวันรับมันคืนแน่ข้าบอกว่ามันเป็ของเ้า มันก็ต้องเป็ของเ้า แม้อนาคตเราสองคนจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน ข้าก็อยากให้เ้าเก็บของสิ่งนี้เอาไว้ถือเป็ของแทนความทรงจำของเรา”
“แต่นี่เป็ของที่ต้องมอบให้ภรรยาของเ้านะ” เฟิ่งสือจิ่นบอก“มอบมันให้เจี่ยนซืออินแทน เหมาะสมกว่าไม่ใช่หรือ?”
หลิวอวิ๋นชูจ้องมองเฟิ่งสือจิ่นตาไม่กะพริบ"มันไม่ใช่ของที่ต้องมอบให้ภรรยาในอนาคตของข้าแต่เป็ของที่ต้องให้คนที่ข้าชอบต่างหาก เพียงแต่ก่อนหน้านี้ข้าคิดอย่างโง่งมว่าคนที่ข้าชอบก็คือภรรยาในอนาคตของข้า แต่ตอนนี้ถือว่ามันเป็ของแทนความเป็เพื่อนของเราก็แล้วกัน แบบนั้น เ้าจะรับมันไว้ได้หรือไม่?”
เป็เวลานานกว่าเฟิ่งสือจิ่นจะให้คำตอบ “ข้าจะรับมันเอาไว้”นางไม่ได้พูดแค่ปากเท่านั้น แต่ั้แ่วันนี้เป็ต้นไปนางจะถือว่าของสิ่งนี้เป็ของของนางจริงๆไม่ได้เก็บรักษาแทนหลิวอวิ๋นชูเหมือนแต่ก่อน
หลิวอวิ๋นชูทั้งหัวเราะทั้งร้องไห้ไม่หยุดเฟิ่งสือจิ่นประคองใบหน้าของเขาเอาไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง แล้วค่อยๆเช็ดน้ำตาให้เขา “หลังผ่านคืนนี้ไป เ้าจะร้องไห้ง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้อีกแล้วรอให้เ้าแต่งงาน มีครอบครัวเป็ของตัวเอง เ้าก็ถือเป็ลูกผู้ชายที่แท้จริงแล้วคืนนี้ ถ้าอยากร้องไห้ก็ร้องออกมาให้พอใจเลย ข้าไม่เอาเื่นี้ไปบอกใครแน่รอจนถึงวันพรุ่งนี้ เมื่อดวงตะวันโผล่พ้นขอบฟ้า ไม่ว่าเ้าจะพูดหรือเคยทำอะไรในคืนนี้ ข้าก็จะลืมมันไปทั้งหมด ไม่จดจำมันอีก”
ต่อมา ขนมบนโต๊ะถูกกินจนหมด สุราก็ถูกดื่มจนไม่มีเหลือ น้ำตาบนใบหน้าของหลิวอวิ๋นชูก็ถูกลมพัดจนแห้งเหือดเช่นกันเขาลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางมึนเมา ก่อนจะสะบัดแขนแล้วพูดขึ้นอย่างหนักแน่น “ชีวิตนี้ข้ารักผู้หญิงแค่คนเดียวเท่านั้น”
“ขอบคุณ”
ดึกมากแล้ว ลุงกง ผู้ดูแลจวนที่อยู่ไกลออกไปวิ่งเข้ามาหาเขาประคองหลิวอวิ๋นชูที่ยืนโซเซเอาไว้ เตรียมจะประคองเ้านายขึ้นไปบนเกี้ยวก่อนไปยังหันกลับมาพูดกับเฟิ่งสือจิ่น “ขอบคุณคุณหนูเฟิ่งที่มาพบคุณชายในคืนนี้หวังว่าคุณชายจะปล่อยวางปมในใจ แล้วใช้ชีวิตอย่างสงบสุขต่อไป”
เฟิ่งสือจิ่นเอ่ย “วางใจเถอะ ต่อจากนี้ ข้าจะไม่ไปรบกวนเขาอีก”
สุราไม่อาจทำให้มึนเมาได้เท่ากับหัวใจมนุษย์สิ่งที่ทำให้หลิวอวิ๋นชูเมามาย คือหัวใจของเขาเองต่างหากเขาละเมอเรียกชื่อของเฟิ่งสือจิ่นออกมาไม่หยุด
ลุงกงพูด “ให้บ่าวส่งคุณหนูเฟิ่งกลับหรือไม่ขอรับ?”
เฟิ่งสือจิ่นหันไปมองก้อนหินที่ตั้งอยู่ไม่ไกลเื้ัแวบหนึ่งก่อนจะพูดขึ้น “ไม่ต้อง พาเขากลับไปเถิด ข้ากลับเองได้”
“เช่นนั้น คุณหนูเฟิ่ง รักษาตัวด้วย” พูดจบผู้ดูแลก็ประคองกึ่งแบกหลิวอวิ๋นชูขึ้นไปบนเกี้ยว ไม่นานเกี้ยวหรูก็ค่อยๆเคลื่อนห่างออกไปเรื่อยๆ
เฟิ่งสือจิ่นมองเกี้ยวเคลื่อนจากไป แม้ปากจะพูดเช่นนั้น แต่แท้จริงแล้วนางไม่ได้รู้สึกเฉยชาและเรียบเฉยอย่างที่แสดงออกมาแม้แต่น้อยนางอดรู้สึกเสียใจไม่ได้ เสียใจที่มาเจอหลิวอวิ๋นชูั้แ่วันแรกที่เข้าเมืองหลวงถ้าย้อนเวลากลับไปได้นางไม่มีทางเข้าไปยุ่งเื่ของผู้อื่นอย่างไม่คิดหน้าคิดหลังเหมือนเช่นตอนนั้นเด็ดขาดและไม่มีทางเข้าไปข้องเกี่ยวกับหลิวอวิ๋นชูเช่นกัน
ถ้าชีวิตของหลิวอวิ๋นชูถูกทำลายโดยซูเหลียนหรู นางคิดว่าครึ่งหนึ่งในนั้นก็เป็ความผิดของนางเช่นกัน
คนกลุ่มนั้นจากไปไกล จนไม่เหลือแม้แต่เงาแล้วเฟิ่งสือจิ่นยืนอยู่ข้างโต๊ะหินเพียงลำพัง ภายใต้แสงริบหรี่จากโคมไฟริมทาง เงาหลิวไหวสั่นสายลมพัดผ่าน ให้ความรู้สึกว้าเหว่และหดหู่ใจเหลือเกิน นางเริ่มรู้สึกหนาวขึ้นมาเล็กน้อย
เมื่อครู่ ในตอนที่หลิวอวิ๋นชูร้องไห้ออกมาอย่างกลั้นไม่ไหวมีเสียงสะอื้นดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าหลิวอวิ๋นชูที่จมอยู่ในห้วงอารมณ์ของตนเองอาจไม่ได้ยินแต่เฟิ่งสือจิ่นรู้ดีว่าเสียงสะอื้นส่วนหนึ่งในนั้น ไม่ใช่เสียงของหลิวอวิ๋นชู
นางหันกลับไปเื้ั พบว่าร่างของใครคนหนึ่งค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเผยตัวออกมาจากหลังหินอย่างช้าๆ
ใบหน้าของเจี่ยนซืออินเต็มไปด้วยน้ำตานางจ้องมาที่เฟิ่งสือจิ่นอย่างเคียดแค้นระคนเศร้าใจ
หลิวอวิ๋นชูไม่ได้สังเกตเห็นเจี่ยนซืออินที่ซ่อนตัวอยู่ทางด้านของเฟิ่งสือจิ่นเองนางไม่รู้ว่าเจี่ยนซืออินมาซ่อนอยู่หลังหินก้อนนั้นั้แ่เมื่อใดกันแน่แต่เฟิ่งสือจิ่นไม่มีอะไรจะพูดกับเจี่ยนซืออินเป็เจี่ยนซืออินเองต่างหากที่เอ่ยปากก่อน “เดิมที ข้าเตรียมจะไปหาพี่อวิ๋นชูที่จวนคิดไม่ถึงว่าเขาจะออกมาข้างนอกกลางดึก เพื่อมาพบเ้าอย่างลับๆ เช่นนี้ถ้าไม่ได้เห็นด้วยตา ไม่ได้ฟังกับหู ข้าคงไม่รู้ว่าพวกเ้าแอบมีใจให้กันเช่นนี้”
