เมื่อเห็นเย่ฝานและจางเซวียนเดินออกมาจากบ้านหลังนั้น คังเยี่ยนก็รีบเข้าไปรับแล้วถามว่า “เป็ยังไงบ้างครับอาจารย์ทั้งสอง?”
จางเซวียนขมวดคิ้วก่อนตอบไป “ก็พอมีอะไรติดไม้ติดมือกลับไปบ้าง คุณรู้ไหมว่าสุสานของบ้านตระกูลสืออยู่ที่ไหน?”
“จากเหตุการณ์พิฆาตสี่เก่าในครั้งนั้น คนส่วนมากถูกฝังรวมๆ กันไว้ สถานที่นั้นกลายเป็สุสานรกร้าง ต่อมามีการสร้างเป็โรงพยาบาลจิตเวช ไม่รู้ว่าจะหาคนเจอไหม” หรือจะพูดว่า… หาผีเจอหรือเปล่า
เย่ฝานไตร่ตรองสักครู่ “ไปดูหน่อยก็ดี”
ในโรงพยาบาลจิตเวช มีผู้ป่วยจิตเวชนั่งรับลมอยู่ข้างนอกไม่น้อย
เย่ฝานเห็นภูตผีมากมายลอยไปมาอยู่ในโรงพยาบาล บนยอดตึกมีผีจำนวนหนึ่งกำลังต่อแถวเล่นะโตึก
“ที่นี่มีผีเยอะเลยนะเนี่ย!” เย่ฝานกล่าว
จางเซวียนพยักหน้าพลางพูด “เดิมทีที่นี่เป็สุสาน จะมีภูตผีเยอะเป็พิเศษก็ไม่ใช่เื่แปลก”
เย่ฝานดูผีกลุ่มหนึ่งที่เข้าแถวรอเล่นะโตึกอยู่บนยอดอาคารโรงพยาบาลจิตเวช เขาเบ้ปากพร้อมคิดในใจว่าพวกภูตผีก็ยังนิยมเล่นะโตึกเหรอนี่
หลังจากได้ยินบทสนทนาของเย่ฝานและจางเซวียน คังเยี่ยนก็เหงื่อแตกพลั่กไปทั้งตัว
“อาจารย์จาง คุณกำลังดูอะไรหรือครับ?” คังเยี่ยนถามด้วยความระมัดระวัง
“ไม่มีอะไร” จางเซวียนเอ่ย
“ไม่ต้องดูแล้ว ก็แค่ผีกลุ่มหนึ่งกำลังเข้าแถวเล่นะโตึกเท่านั้นเอง ที่ไหนๆ ก็มีแบบนี้ทั้งนั้น ไม่มีอะไรน่าสนใจหรอก” เย่ฝานพูด
คังเยี่ยน “…” เ้าหมอนี่กำลังพูดเล่นเหรอ?
จางเซวียนมองเย่ฝานแวบหนึ่งแล้วพูดว่า “ฉันกำลังคิดว่าในบรรดาผีที่เล่นะโตึก จะมีผีตนที่เราหาอยู่ไหม”
เย่ฝานส่ายหัวแล้วกล่าวว่า “เ้าหมอนั่นตายไปด้วยความรู้สึกกลัวสุดขีด เหมือนกับว่าเขาจะถูกโยนลงกับพื้นจนสมองกระทบกระเทือน และตายไปพร้อมกับร่างที่ไม่สมประกอบด้วย”
คังเยี่ยนยืนฟังเย่ฝานและจางเซวียนคุยกันอยู่ข้างๆ เขาขนลุกชูชันไปทั้งตัว สองคนนี้กำลังพูดเื่อะไรกันแน่?
........................................................................
“ในเมื่อเป็อย่างนี้ พวกเราไปดูที่อื่นดีกว่า” จางเซวียนเอ่ย
เย่ฝานพยักหน้าแล้วตอบว่า “ดี”
เย่ฝานและจางเซวียนเดินไปถึงสวนด้านหลังของโรงพยาบาล ที่ตรงนั้นมีผีไม่น้อยกำลังแหวกว่ายอยู่ในสระน้ำ
จู่ๆ ยันต์สะกดิญญาแผ่นหนึ่งของเย่ฝานก็สั่น เย่ฝานหยิบยันต์นั้นออกมาดู
“เกิดอะไรขึ้นเหรอ?” จางเซวียนถาม
“ไม่มีอะไร แค่ผีน้อยตนหนึ่งอยู่ไม่นิ่งเท่าไร มันดึงดันจะออกมาข้างนอกให้ได้” เย่ฝานตอบ
“หรือว่าจะเห็นคนรู้จัก ก็เลยอยากออกมาข้างนอก!” จางเซวียนพูด
เย่ฝานพยักหน้าแล้วเอ่ยว่า “อาจเป็อย่างนั้น ลองปล่อยออกมาหน่อยก็แล้วกัน”
เย่ฝานปล่อยผีที่อยู่ในยันต์สะกดิญญาออกมา พบว่าผีตนที่ร้องโวยวายเป็ผีน้อยที่หัวแตกเือาบเต็มใบหน้า ผีน้อยมีอาการอ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด มองดูก็รู้ว่าแตกต่างจากผีในกลุ่มนั้น
“นี่คือเด็กคนที่ถูกโยนลงพื้นจนตายหรือเปล่า!” จางเซวียนถามด้วยความตื่นเต้น
ก่อนหน้านั้นที่เย่ฝานใช้ยันต์สะกดิญญาผีเ่าั้ไว้ จางเซวียนก็สังเกตเห็นผีน้อยตนนั้นแล้ว แต่ตอนนี้ผีน้อยถูกแยกออกมาตนเดียว จางเซวียนจึงมองเห็นถึงความแตกต่างจากผีน้อยตนอื่น
เย่ฝานพยักหน้าก่อนพูด “ไม่ผิดแน่ ท่าทางอย่างนั้นค่อยดูเหมือนกับผีเด็กที่โดนโยนลงกับพื้นหน่อย”
ผีน้อยคลานอยู่บนพื้น เขาหันไปหาต้นไม้ใหญ่แล้วร้องสองครั้ง เย่ฝานมองตามสายตาของผีเด็กก็เห็นผีตนหนึ่งอยู่บนต้นไม้ ผีตนนั้นแต่งกายด้วยชุดคุณชายผู้สูงศักดิ์ เขามีรูปร่างหน้าตาไม่เลว แต่กลับมองไม่เห็นขาทั้งสองข้าง
“ใช่เขาไหม?”
เย่ฝานพยักหน้าแล้วเอ่ยว่า “น่าจะใช่นะ”
“ยังไม่ได้ไปเกิดใหม่จริงๆ ด้วย” จางเซวียนถอนหายใจโล่งอก
ผีผู้ชายแต่งกายด้วยชุดคุณชาย เมื่อเขาเห็นผีเด็กตนนั้นสีหน้าก็พลันเปลี่ยนไป
“น่าจะเป็ผีตนนั้น ฉันจะไปจับเขาไว้ก่อน” เย่ฝานโบกธงดูดิญญา ผีขาพิการพลันตกลงมาจากต้นไม้ มันพยายามหลบการจู่โจมของธงดูดิญญา ทว่ากลับหนีไม่พ้น
เย่ฝานสะกดผีขาพิการตนนั้นไว้ในยันต์
“ไหนที่สุดก็หาเจอจนครบ พวกเรากลับกันได้แล้วล่ะ” เย่ฝานพูด
จางเซวียนพูดอย่างลำบากใจว่า “ถึงแม้จะตามหาผีเจอแล้ว แต่นายแน่ใจเหรอว่าผีสองตนนี้จะสามารถเกลี้ยกล่อมผีภรรยาหลวงตนนั้นได้ มีแต่ผีสาวที่รู้ว่าเขาคนนั้นเป็ลูกในไส้ของตน บางทีแม่ลูกคู่นี้อาจเป็ศัตรูกันมาตลอดก็ได้”
เย่ฝานส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ถ้าวิธีนี้ไม่ได้ผล แล้วนายมีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ไหม?”
จางเซวียน “…” ไม่มี!
......................................................................
เพราะจางเซวียนเอาแต่เร่งรัด ดังนั้นสิ่งที่เย่ฝานต้องทำเป็อย่างแรกคือรีบพาผีขาพิการและผีเด็กหัวแตกกลับไปที่เมืองหลวง แล้วเดินทางไปยังห้องของเจียงสูหย่า
เย่ฝานปล่อยผีทั้งสองตนออกมา เจียงสูหย่าที่นอนสลบไสลอยู่ก็ลืมตาขึ้นทันที
ผีขาพิการเห็นเจียงสูหย่าแล้วคล้ายสับสนไปชั่วครู่ หลังจากนั้นดวงตาทั้งสองก็เปล่งประกายความโกรธแค้น หลังจากความโกรธแค้นมลายไป สายตาของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็สับสนอีกครั้ง
ผีเด็กหัวแตกหลังจากถูกปล่อยออกมาแล้วก็คลานไปยังมุมห้อง และกอดตัวเองด้วยความหวาดกลัว
ดวงตาทั้งสองข้างของเจียงสูหย่า จู่ๆ ก็มีน้ำตาไหลออกมา เย่ฝานรู้ว่าคนที่ร้องไห้ไม่ใช่เจียงสูหย่า แต่เป็ผีสาวตนนั้น
เย่ฝานดูผีสาวตนนั้นแล้วพูดว่า “เวลาก็ล่วงเลยมาหลายปีแล้ว เธอก็ควรไปเกิดใหม่ได้แล้ว หากเธอยังดึงดันจะอยู่ในร่างของเจียงสูหย่าต่อไป ฉันก็จะทำให้ผีสองตนนั้นไม่ได้ไปผุดไปเกิด” เย่ฝานรู้สึกว่าผีขาพิการและผีเด็กตนนั้นน่าเวทนานัก ที่เขาพูดออกไปเพียงเพื่อขู่ผีสาวเท่านั้น ถ้าผีสาวตนนั้นยังดื้อรั้น เขาก็คงจำใจต้องลงมือ
ผีสาวตนนั้นยอมลอยออกจากร่างของเจียงสูหย่าแต่โดยดี “อาจารย์ ข้ายอมออกมาแล้ว ทั้งชีวิตของข้าก่อกรรมทำเข็ญไว้มาก บาปหนานัก แต่พวกเขาทั้งสองเป็ผู้บริสุทธิ์ อาจารย์จะกรุณาส่งพวกเขาไปเกิดใหม่ได้ไหมคะ”
เย่ฝานพยักหน้ารับปาก “ได้สิ ฉันจะตั้งค่ายกลมั่งคั่งร่ำรวย เพื่อส่งพวกเขาไปเกิดยังภพชาติใหม่ที่สุขสบาย”
ผีสาวยิ้มแล้วกล่าวว่า “ขอบคุณอาจารย์มากๆ ส่วนข้าเองก็จะไม่ดื้อดึงอีกแล้ว”
พอผีสาวพูดจบ ิญญาของหล่อนก็สลายไป ส่วนร่างของผีขาพิการและผีเด็กก็เปล่งแสงสีทองเรืองรอง
จางเซวียนถอนหายใจ แล้วพูดว่า “ช่างน่าเห็นใจหัวอกคนเป็พ่อแม่จริงๆ!”
เมื่อผีสาวเห็นผีทั้งสองตนแล้ว นางจึงขอตอบแทนด้วยการบำเพ็ญตนตลอดไป เพื่อมอบกุศลนี้ให้กับผีขาพิการและผีน้อยหัวแตก ผีตนนี้ถึงแม้จะโเี้กับลูกของคนอื่น แต่ก็เป็ห่วงเป็ใยลูกหลานในไส้ของตนมาก แค่ลูกของตนเกิดมาก็โดนสลับตัวไปก็ทำให้ทั้งโกรธแค้นและโศกเศร้าเกินพอ
ผีขาพิการเมื่อเห็นผีสาวจากไป ก็มีอาการซึมเศร้าไปพักใหญ่ ความอคติในใจก็เหมือนกับจะมลายหายไปด้วย
ตอนที่เย่ฝานจะปลดปล่อยผีทั้งสองตน ผีขาพิการและผีเด็กไม่มีการขัดขืนแม้แต่น้อย พวกเขายอมไปเกิดใหม่อย่างสงบ
เย่ฝานไม่อยากอยู่ในที่ของผู้เป็ศัตรูความรักนานไปกว่านี้ หลังจากจัดการเื่ทั้งหมดเสร็จและคลี่คลายเื่ของผีสาวเรียบร้อย เขาก็จากไปด้วยความเร่งรีบ
................................................................................
เย่ฝานนั่งกินมันฝรั่งทอดอยู่ในห้องทำงานของไป๋อวิ๋นซี “อวิ๋นซี ฉันไม่อยู่ตั้งหลายวัน นายคิดถึงฉันไหม!”
“ไม่คิดถึง” ไป๋อวิ๋นซีเอ่ย
เย่ฝานพูดด้วยความหดหู่ใจ “ไม่เลยเหรอ? นึกไม่ถึงเลยว่านายจะไม่คิดถึงฉันเลย แต่ฉันกลับคิดถึงนายทุกวัน...”
“ฉันบอกแล้วใช่ไหม นายน่ะทำเกินไปแล้ว นายมาห้องทำงานของฉันทุกวัน ยึดพื้นที่ในห้องฉันยังพอทน แต่ตอนนี้ยังกล้าเอาเต่าเข้ามาเลี้ยงในนี้อีก” ไป๋อวิ๋นซีพูดอย่างไม่พอใจ
เย่ฝานกะพริบตาแล้วพูดว่า “นายอย่าดูถูกเต่าตัวนี้เชียวนะ! มันสามารถปกปักรักษาที่อยู่อาศัยให้สงบร่มเย็น อีกอย่าง มันมีมูลค่าสูงมากเลยนะ!”
“มีมูลค่ามาก ทำไมฉันถึงดูไม่ออกว่าเลยเ้านี่มันจะมีมูลค่าตรงไหน?”
เย่ฝานกะพริบตาแล้วพูดว่า “เ้านี่ไม่ใช่เต่าธรรมดา มันเป็เต่าที่หายากมาก มันเก่งกาจไม่เบาเลยนะ นายลองดูมันดีๆ สิ”
ไป๋อวิ๋นซีมองเต่าครู่เดียวก็พูด “ฉันเห็นแล้ว...”
เย่ฝานถามอย่างดีอกดีใจว่า “นายมองเห็นความเก่งกาจของเต่าตัวนี้แล้วใช่ไหม?”
ไป๋อวิ๋นซีหัวเราะด้วยความเยือกเย็นแล้วพูดว่า “เปล่า ฉันเห็นว่าเต่าตัวนี้ดูโง่เง่าเหมือนนายเลยต่างหากล่ะ!”
เย่ฝาน “…”
โทรศัพท์ของเย่ฝานดังขึ้น เย่ฝานดูข้อความที่แจ้งเตือนก่อนพูดว่า “มีเงินแล้ว”
“ห้าร้อยล้านหยวน?” ไป๋อวิ๋นซีถาม
เย่ฝานพยักหน้า “ถูกต้อง ถ้านายอยากกินอะไรฉันจะเลี้ยงเอง”
ไป๋อวิ๋นซีโบกมือปฏิเสธพร้อมกล่าว “ไม่ต้องหรอก”
เย่ฝานพูดด้วยความเศร้าซึม “ฉันหาเงินมาได้เยอะขนาดนี้ นายทำไมไม่ฉลองเป็เพื่อนฉันสักหน่อย!”
“ฉันไม่เหมือนนาย! ฉันมีงานการที่ต้องสะสางมากมาย!” ไป๋อวิ๋นซีพูดอย่างไม่สบอารมณ์
เย่ฝานยักไหล่แล้วพูดว่า “อวิ๋นซี นายทำงานอย่างนี้ไม่ดีเลย! ฉันว่านายออกมาทำอาชีพอิสระอย่างฉันดีกว่า”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
......................................................
เย่ฝานลงมาจากชั้นบนอย่างไม่สบอารมณ์
“คุณชายเย่ ทำไมวันนี้ถึงกลับเร็วนักล่ะคะ?” พนักงานต้อนรับถาม
เย่ฝานตอบเซ็งๆ ว่า “อวิ๋นซีบอกว่าถ้าฉันอยู่ที่นี่ต่อก็เกะกะเขาทำงานเปล่าๆ ก็เลยให้ฉันกลับเร็วหน่อย”
พนักงานต้อนรับดูท่าทางของเย่ฝาน ไม่รู้ว่าทำไมถึงอยากหัวเราะออกมา “่นี้บริษัทมีโครงการใหญ่ที่ต้องดูแลก็เลยยุ่งเป็พิเศษค่ะ คุณชายเย่รอให้ถึงวันหยุดแล้วค่อยมาหาคุณชายไป๋ดีไหมคะ”
เย่ฝานพูดด้วยความกลัดกลุ้มว่า “ช่างเถอะ ฉันไปก่อนละ!”
เย่ฝานเดินออกมาจากบริษัทของไป๋อวิ๋นซี ก็มุ่งหน้าไปยังถนนขายของเก่า
บนถนนขายของเก่ามีของปลอมวางขายเต็มไปหมด เย่ฝานเห็นผู้าุโหลายคนที่ดูท่าทางเหมือนกำลังสนใจงานศิลปะสมัยใหม่ที่ถูกทำให้เหมือนของเก่า ทำให้เย่ฝานอดขำไม่ได้
เย่ฝานเดินเข้าไปในร้านขายหินที่ชื่อว่าร้านสือหยวน ภายในร้านมีหินรูปร่างต่างๆ วางโชว์อยู่
ระยะนี้จางเซวียนแนะนำช่องทางทำเงินให้เย่ฝานอยู่ทางหนึ่ง เขาให้เย่ฝานใช้หยกคุณภาพดีมาทำหยกคุ้มภัยชั้นสูงเกรดดี แล้วให้เขาเอาไปขายให้พวกเศรษฐีหน้าโง่ที่มีเงิน แล้วให้แบ่งกำไรเป็ยี่สิบแปดสิบ
ครั้งนี้ที่เย่ฝานออกมาก็เพื่อมาตามหาหยกก้อนที่คุณภาพสูงและเกรดดี
เย่ฝานเดินดูในร้านรอบหนึ่ง แล้วเลือกหยกได้อย่างรวดเร็ว “เถ้าแก่ หยกก้อนนี้ราคาเท่าไร!”
เย่ฝานััได้ถึงพลังปราณจากหยกดิบก้อนนี้ “คุณผู้ชายครับ หยกก้อนนี้ราคาสามล้านหยวน แต่ถูกคุณผู้ชายท่านนั้นซื้อไปแล้วครับ คุณลองเลือกชิ้นอื่นดูไหมครับ”
เย่ฝานขมวดคิ้วพลางคิดในใจว่า หยกก้อนอื่นที่เหลือมีแต่ก้อนไม่สวยทั้งนั้น ไม่ใช่ว่าไม่มีพลังปราณ แต่พลังปราณอ่อนมากเกินไป
“ผู้าุโ ถ้าอย่างนั้นคุณขายหยกก้อนนี้ให้กับผม ผมจะซื้อในราคาสองเท่า” เย่ฝานพูดพร้อมมองผู้าุโด้วยแววตาเป็ประกาย
ผู้าุโเอามือไขว้หลัง แล้วหัวเราะอย่างเ็า “ราคาสองเท่า น้อยไปหน่อยมั้ง ฉันไม่ขายหรอก”
“อย่างนั้นก็เพิ่มเป็ห้าเท่าเลยเป็ไง หากออกจากหมู่บ้านนี้ไปก็ไม่มีร้านขายหยกแบบนี้แล้ว” เย่ฝานพูดพลางกางนิ้วมือออกทั้งสองข้าง
พนักงานในร้านได้ยินราคาที่เย่ฝานเสนอก็ถึงกับตาโตเท่าไข่ห่าน หยกก้อนนี้ราคาสามล้านหยวน ห้าเท่าก็คือสิบห้าล้านหยวนนะ! อย่างนี้ก็ได้กำไรถึงสิบสองล้านหยวนน่ะสิ! โลกของคนรวยช่างเข้าใจยากจริงๆ
“ห้าเท่า นายนี่มีเงินเยอะจริงๆ เลยนะ!” ผู้าุโพูดพร้อมยิ้มฝืดๆ
เย่ฝานยิ้มแล้วพูดว่า “่นี้ทำธุรกิจที่ได้เงินก้อนใหญ่มา มีเงินเหลือใช้ในมือไม่น้อยทีเดียว”
“ฉันไม่ขาย!”
“ไอ้หยา ผู้าุโ คุณไม่มีน้ำใจเลยนะ! ผมให้ราคาสูงขนาดนี้แล้วแท้ๆ”
ผู้าุโมองเย่ฝาน แล้วกล่าวด้วยความมั่นใจในตัวเองว่า “ฉัน… ไม่ขาดเงินอยู่แล้ว!”
เย่ฝานยู่ปากและรู้สึกว่าผู้เฒ่าคนนี้มีความคิดเป็ปรปักษ์กับเขาไม่น้อย “ของนี่ถ้าคุณได้ไป คุณก็ใช้ไม่เป็อยู่ดี มันจะฟุ่มเฟือยเปล่าๆ นะ!”
“ฉันจะฟุ่มเฟือยหรือไม่มันเื่ของฉัน ฉันพอใจซะอย่าง!”
เย่ฝานขมวดคิ้ว ใบหน้าเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม “ผู้าุโ คุณอย่าดื้อรั้นไปหน่อยเลย”
