เมื่อเย่ฝานเปิดประตูคฤหาสน์ กลิ่นเหม็นเน่าก็ปะทะกับใบหน้าทันที
ทันใดนั้นผีสาวในชุดดำตนหนึ่งก็ทิ้งตัวลงจากหลังคา ลอยอยู่เบื้องหน้าของเย่ฝาน ผีสาวชุดดำตนนั้นผมเผ้ายุ่งเหยิง ศีรษะทั้งด้านหน้าและหลังถูกบดบังด้วยเส้นผมจนเย่ฝานแยกไม่ออกว่าด้านใดคือใบหน้าและท้ายทอยของผีตนนั้น
เย่ฝานสะบัดมือหนึ่งครั้ง ผีที่อยู่เบื้องหน้าก็กระเด็นออกไป พร้อมกับที่เย่ฝานะโว่า “แกหัดหวีผมซะบ้างนะ! ปัญญาอ่อนเอ๊ย”
เย่ฝานยืนอยู่กลางห้องโถง ััได้ถึงสายตาหลายสิบคู่ที่จับจ้องมายังร่างของเขา เย่ฝานขมวดคิ้วแล้วแผ่รังสีทำลายล้างออกมา!
ภูตผีเ่าั้ออกห่างจากเย่ฝานตามจิตใต้สำนึก
คนเรามักรังแกคนที่อ่อนแอกว่า แต่กลัวคนที่แข็งแรงกว่า ภูตผีก็เป็เช่นนั้น
ภายในคฤหาสน์ถูกปกคลุมด้วยฝุ่นหนา เย่ฝานเลือกห้องหนึ่งเพื่อวางยันต์ขจัดฝุ่นให้ช่วยทำความสะอาดห้องนั้นอย่างง่ายๆ
เย่ฝานตกแต่งห้องนั้นด้วยค่ายกลคุ้มภัย ป้องกันไม่ให้ภูตผีไม่รู้จักที่ตายเ่าั้บุกรุกเข้ามาได้
เมื่อเตรียมการเสร็จสรรพ เย่ฝานก็นำหม้อสามขาทองแดงที่ซื้อจากร้านขายของเก่าออกมา จากนั้นจึงเริ่มหลอมศาสตราวุธ
…
แม้เย่ฝานจะเคยเห็นการหลอมอาวุธจากนักหลอมศาสตราวุธมาไม่น้อย แต่นี่เป็ครั้งแรกของเขา ดังนั้นเขาจะเริ่มจากหลอมศาสตราวุธอื่นๆ เพื่อทดลองดูก่อน รอจนกว่าจะมั่นใจแล้ว ค่อยลงมือหลอมธงดูดิญญา
กว่าเย่ฝานจะหลอมอาวุธสำเร็จ เวลาก็ล่วงเลยไปแล้วห้าวัน
ขณะที่เย่ฝานเดินออกจากประตูบ้าน ก็เหลือบไปเห็นเงาคนชะโงกหัวมองอยู่ใกล้แปลงดอกไม้
“นายกำลังทำอะไร?” เย่ฝานปรากฏตัวด้านหลังของไช่เจิ้นจวิ้นอย่างไม่ทันให้เขารู้ตัว
ไช่เจิ้นจวิ้นใพลันหันหลังกลับ เห็นเย่ฝานกะพริบตาปริบๆ ก็เอ่ยถามด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น “น้องชาย นายได้ยินข่าวไหมว่าคฤหาสน์หลังที่สิบแปดนี้มีเ้าของซื่อบื้อคนใหม่ย้ายเข้ามา”
เย่ฝานพยักหน้าแล้วตอบว่า “เคยได้ยิน ทำไมเหรอ?”
“ลือกันว่าเ้าหมอนั่นเข้าไปในบ้านผีสิงห้าวันแล้วยังไม่ออกมาเลย ไม่รู้ว่าตายอยู่ในนั้นแล้วหรือเปล่า!” ไช่เจิ้นจวิ้นกล่าวพร้อมถอนหายใจ
“บ้านผีสิงหลังนี้ไม่ได้มีอะไรน่ากลัวขนาดนั้น หมอนั่นจะตายได้ยังไง!” เขาเป็ยอดคนผู้บรรลุในสัจธรรม ผีเร่ร่อนเ่าั้จะเล่นงานเขาได้ยังไง!
“ไม่มีอะไรน่ากลัว? น้องชาย คำพูดนายฟังดูเหมือนสบายมาก! ฉันจะบอกอะไรให้นะ! ฉันเคยพาคนเข้าไปในนั้นแล้วเห็นผีเยอะแยะไปหมด! เกือบหัวใจวายเชียวล่ะ!” ไช่เจิ้นจวิ้นพูดพร้อมกับส่ายหน้า
ในบ้านผีสิงจะมีพลังหยินเข้มข้นมาก คนทั่วไปจึงมักจะมองไม่เห็นผี แต่ในห้วงเวลาพิเศษ คนทั่วไปก็อาจมองเห็นได้
เย่ฝานมองไช่เจิ้นจวิ้นอย่างงุนงงแล้วพูดว่า “นายเคยเข้าไป แสดงว่านายบุกรุกบ้านคนอื่นสิ!”
ไช่เจิ้นจวิ้นหัวเราะด้วยความรู้สึกประหม่า เขาเล่าว่า “เมื่อก่อนไม่มีใครอยู่ที่นี่ไม่ใช่เหรอ? มีสาวๆ กลุ่มหนึ่งอยากรู้อยากเห็นเื่บ้านผีสิงหลังนี้ พวกเราซึ่งเป็ลูกผู้ชายก็ต้องอาสามาคุ้มกันสาวๆ ไงล่ะ”
เย่ฝานกะพริบตาแล้วถามด้วยความสนใจว่า “พาสาวๆ มาบ้านผีสิง วิธีนี้ใช้ได้ผลไหม? เคยได้ยินว่าถ้าสาวๆ ใจะโผมาซบอกเรา เื่นี้เป็ความจริงไหม?”
ไช่เจิ้นจวิ้นหัวเราะเขินๆ พูดว่า “ไม่ค่อยได้ผลเท่าไร!”
แน่นอน ที่ไม่ได้ผลก็เป็เพราะเขาเก็บอาการได้แย่มาก เพื่อนๆ ที่ไปด้วยเล่าว่าตอนที่ผีปรากฏตัวขึ้น เขาใกลัวร้องดังยิ่งกว่าพวกสาวๆ เสียอีก หญิงสาวเ่าั้ต่างคิดว่าเขาเป็คนขี้ขลาดและพึ่งพาไม่ได้ ช่างเป็ประสบการณ์ที่เลวร้ายจริงๆ เื่ในอดีตที่ผ่านไปแล้ว อย่าหวนคิดให้เ็ปเลย! แต่จะว่าไปแล้วเื่นี้จะโทษเขาฝ่ายเดียวก็ไม่ได้! ตอนนั้นเขาหวังให้สาวๆ กลัวจนโผเข้ากอดเขา แต่ที่ไหนได้ไม่มีสาวๆ เข้าไปกอดเขาเลย กลับกลายเป็ผีสาวไร้หน้าที่พุ่งมาหาเขาแทน
“อ่อ น่าเสียดายจริงๆ ถ้าวิธีนี้ได้ผล ฉันคิดว่าจะพาเพื่อนสนิทมาที่นี่” เย่ฝานพูดด้วยความหดหู่
ไช่เจิ้นจวิ้น “…”
ขณะที่ไช่เจิ้นจวิ้นกับเย่ฝานกำลังคุยกัน พนักงานรักษาความปลอดภัยสองสามคนก็เดินเข้ามา เมื่อเห็นเย่ฝานปลอดภัยดีทุกอย่าง พวกเขาแต่ละคนต่างมีสีหน้าเหมือนยกูเาออกจากอก แล้วถามว่า “คุณชายเย่ คุณปลอดภัยดีใช่ไหมครับ?”
เย่ฝานเอามือไขว่หลังแล้วตอบว่า “ผมปลอดภัยดี!”
“บ้านหลังนั้น”
เย่ฝานพูดปัดรำคาญว่า “ในบ้านหลังนั้นมีแมลงสาบไม่กี่ตัว ผมตีพวกมันตายหมดแล้ว”
พนักงานรักษาความปลอดภัยแต่ละคนมองเย่ฝานด้วยสีหน้าประหลาดใจ เมื่อเห็นเย่ฝานไม่เป็อะไร จึงทักทายอีกไม่กี่ประโยคแล้วเดินจากไป
“ลูกพี่! คุณนี่สุดยอดจริงๆ! ที่แท้คุณก็คือเ้าของคฤหาสน์หลังที่สิบแปด ผมนึกไม่ถึงเลยว่าคุณจะใช้ไม้นี้” ไช่เจิ้นจวิ้นชื่นชมด้วยความเลื่อมใส
เย่ฝานถามอย่างไม่เข้าใจ “ใช้ไม้นี้? ไม้ไหน”
“ลูกพี่ อย่าเสแสร้งเลย! คุณซื้อบ้านผีสิงแล้วบอกทุกคนว่าอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้น แต่ความจริงแล้วไปพักที่อื่นแทน ทุกคนจะได้เห็นว่าคุณเป็วีรบุรุษผู้กล้าหาญใช่ไหมล่ะ? ถ้าผมฉลาดอย่างคุณบ้างก็คงจะดี” ไช่เจิ้นจวิ้นพูดด้วยหน้าตาเบิกบาน
เย่ฝานจ้องไช่เจิ้นจวิ้นพลางโบกมือปฏิเสธ เขาพูดว่า “นายคิดมากไปแล้ว ฉันอาศัยอยู่ที่บ้านผีสิงนี่จริงๆ”
ไช่เจิ้นจวิ้นพูดอย่างไม่เชื่อว่า “ที่แบบนั้นคนจะอยู่ได้ยังไง!”
เย่ฝานหัวเราะแล้วพูดว่า “นายอยู่ไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันอยู่ไม่ได้นี่!”
“อ๋อ! ผมรู้แล้ว ผีมันย้ายบ้านออกไปแล้วใช่ไหมครับ!” ไช่เจิ้นจวิ้นถาม
เย่ฝานพยักหน้าพร้อมพูดว่า “อืม แน่นอนสิ”
เย่ฝานใช้เวลาหลอมธงดูดิญญาห้าวันเต็มๆ หลังจากหลอมธงดูดิญญาสำเร็จ เขาเพียงยกธงนั้นขึ้นมันก็ดูดิญญาทุกตนในบ้านเข้าไปจนหมด
ไช่เจิ้นจวิ้นมองเย่ฝานแล้วพูดอย่างอิจฉา “ลูกพี่ คุณนี่โชคดีจริงๆ เลยนะ ราคาก่อสร้างของบ้านหลังนี้อยู่ที่สิบล้านกว่าหยวน ไม่กี่ปีมานี้ราคาที่ดินสูงขึ้นเรื่อยๆ หากไม่ใช่เพราะบ้านหลังนี้มีผีสิงล่ะก็ ประกาศขายห้าหกสิบล้านหยวนคงมีคนแย่งกันซื้อไม่น้อยทีเดียว”
เย่ฝานหัวเราะพร้อมกล่าวว่า “ไม่หรอกๆ ฉันแค่บังเอิญเจอโอกาสดีก็เท่านั้น!”
…
เย่ฝานเดินเข้าไปในบริษัทเจาซี เมื่อพนักงานต้อนรับเห็นเย่ฝานก็ดีใจขึ้นมาทันใด
“คุณชายเย่ ในที่สุดคุณก็มาจนได้”
เย่ฝานเหลือบมองพนักงานต้อนรับสาว “ฉันมาแล้ว เหมือนว่าพวกเธอจะดีใจนะ?”
“ท่านประธานไป๋กำลังประชุมอยู่ค่ะ! ถ้าอย่างนั้นคุณขึ้นไปรอท่านข้างบนก่อนดีไหมคะ” พนักงานต้อนรับสาวพูดอย่างเอาอกเอาใจ
เย่ฝานพยักหน้าแล้วตอบว่า “ก็ดีเหมือนกัน!”
พนักงานต้อนรับทั้งสองมองส่งแผ่นหลังของเย่ฝานที่เดินจากไป
“หลายวันมานี้ท่านประธานไป๋ดูอารมณ์ไม่ค่อยดี หรือเป็เพราะคุณชายเย่ไม่ได้มาหากันนะ”
“ไม่รู้เหมือนกัน! แต่ว่ามีความเป็ไปได้สูงเชียวล่ะ”
“หรือว่าท่านประธานไป๋จะชอบคนอย่างคุณชายเย่จริงๆ รสนิยมแปลกเกินไปหรือเปล่า”
“คุณชายเย่นี่ก็เหลือเกินจริงๆ กล้าสวมรองเท้าแตะเข้ามาในบริษัทแบบนี้”
…
เย่ฝานแกว่งธงดูดิญญาไปมา นั่งรออยู่ในห้องทำงานอย่างเบื่อหน่าย เขารอนานกว่าหนึ่งชั่วโมง ในที่สุดไป๋อวิ๋นซีก็เข้ามา
“นายมาแล้วเหรอ” ไป๋อวิ๋นซีกล่าว
เย่ฝานพยักหน้าก่อนตอบว่า “ใช่แล้ว! นายดูศาสตราวุธปราบผีของฉันสิ! ธงดูดิญญา”
ไป๋อวิ๋นซีมองธงดูดิญญาในมือของเย่ฝาน และรู้สึกว่าเย่ฝานถือธงนั่นแล้ว ดูเหมือนพวกหมอผีต้มตุ๋นไม่มีผิด “ทำไมนายเอาของแบบนี้เข้ามาที่นี่ล่ะ” ธงดูดิญญาผืนใหญ่ขนาดนี้ หมอนี่คงไม่ได้แบกเข้ามาหรอกนะ ถ้าเป็อย่างนั้นจริงๆ ก็คงกลายเป็หัวข้อให้คนในบริษัทนินทาสนุกปากได้อีกครึ่งเดือนเลยทีเดียว
“ฉันเป็คนไม่ชอบทำตัวเป็จุดสนใจก็เลยไม่อยากจะโอ้อวดสักเท่าไร!” เย่ฝานพูด
ไป๋อวิ๋นซี “…” คนที่ทำอย่างกับตัวเองเป็จิ้งจกปีนอยู่หน้าต่างตึกชั้นเจ็ดกลางวันแสกๆ แบบนั้น ยังมีหน้ามาบอกว่าตัวเองไม่ชอบทำตัวเป็จุดสนใจงั้นหรือ
เย่ฝานเขย่าธงในมือ ธงดูดิญญาพลันลดขนาดลงเหลือหนึ่งในสาม เขาเขย่าธงนั่นอีกหลายที ธงดูดิญญาหดลงไปเหลือขนาดเพียงสองฝ่ามือเท่านั้น
“ของชิ้นนี้มันเปลี่ยนขนาดได้ด้วยเหรอ!” ไป๋อวิ๋นซีเบิกตากว้าง รู้สึกเหมือนอยู่ในดินแดนวิเศษ
เย่ฝานพยักหน้าแล้วพูดว่า “ถูกต้อง! นี่เป็ศาสตราวุธชิ้นแรกของฉัน กว่าจะหลอมสำเร็จฉันใช้พละกำลังและความสามารถไปไม่น้อย ตอนที่ฉันออกมา ฉันเห็นสายที่ไม่ได้รับจากนายในมือถือ ฉันขอโทษด้วยนะ เวลาที่ฉันหลอมศาสตราวุธ ฉันจะปิดเสียงมือถือไว้ นายโทรหาฉันมีเื่สำคัญหรือเปล่า”
ไป๋อวิ๋นซีขมวดคิ้ว ถอนหายใจ “ไอ้ผีหิวโหยตนนั้น มันกลับมาเล่นงานหลานสาวฉันอีกแล้ว แต่หยกที่นายให้มาช่วยต้านไว้ได้ ฉันกลัวว่ามันจะไม่ยอมรามือง่ายๆ”
เย่ฝานหน้านิ่วคิ้วขมวด ดูท่าทางแล้วมันน่าจะเป็ิญญาอาฆาต! ถ้าเป็ผีทั่วไปล่ะก็ เมื่อครั้งที่โดนลูกประคำบนกำไลพลิกชะตาโจมตี ถึงไม่ได้ใช้ยันต์สายฟ้าฟาดซ้ำไปอีก มันก็คงไม่สามารถกลับมาก่อกวนอีกครั้งในเวลาสั้นๆ แบบนี้ได้
“หลายวันก่อนเป็เพราะติดต่อนายไม่ได้ คุณตาจึงได้ติดต่อคนของเขาหลงหู่มาช่วย” ไป๋อวิ๋นซีกล่าว
“อ๋อ พวกร่างทรงนั่นน่ะเหรอ แล้วแก้ไขได้ไหม?” เย่ฝานถาม
ไป๋อวิ๋นซีส่ายหน้าพร้อมตอบ “ไม่ได้ เขาหลงหู่ส่งนักพรตคนหนึ่งมา นักพรตคนนั้นบอกว่าผีนั่นมันหนีไปแล้ว นอกจากมันจะปรากฏตัวอีกครั้ง ไม่งั้นก็จับมันไม่ได้ ดังนั้นตอนนี้เขาเลยเฝ้าโม่โม่เอาไว้ แต่จะปล่อยไว้แบบนี้ตลอดไปไม่ได้ เพราะยังไงโม่โม่ก็ต้องไปโรงเรียน และคนของเขาหลงหู่ก็ไม่สามารถคุ้มกันโม่โม่ทั้งวันทั้งคืนได้”
ถ้าผ่านไปสักระยะหนึ่งแล้วผีนั่นยังไม่ปรากฏตัวออกมา คนของเขาหลงหู่ก็คงต้องถอนตัวไปก่อน
เย่ฝานพยักหน้าแล้วพูดว่า “เดี๋ยวฉันกินข้าวเสร็จแล้วจะออกไปตามหาร่องรอยของไอ้ิญญาอาฆาตตนนั้นสักหน่อย” ตอนนี้มีธงดูดิญญาแล้ว การเสาะหาร่องรอยของผีนั่น น่าจะกลายเป็เื่ที่ง่ายดาย
“ดีเหมือนกัน หลายวันก่อนนายไปไหนมาล่ะ?” ไป๋อวิ๋นซีอดถามไม่ได้
“ฉันเข้าไปอยู่คฤหาสน์หลังใหม่แล้ว” เย่ฝานตอบ
ไป๋อวิ๋นซีรู้สึกจุกในลำคอ จากนั้นถามว่า “หลังนั้นใช้ได้ไหม”
“ไม่มีคนอยู่มานาน เลยสกปรกอยู่บ้าง!” เย่ฝานตอบกลับ
ไป๋อวิ๋นซี “…” ไม่ได้หมายถึงอย่างนั้นสักหน่อย! “คฤหาสน์นั่นมีผีไหม?”
“ฉันจัดการเก็บกวาดจนหมดแล้ว” เย่ฝานกล่าว
ไป๋อวิ๋นซีถอนหายใจโล่งอก “งั้นก็ดี อืม จริงสิ ยาที่นายให้คุณตาฉันเมื่อครั้งที่แล้ว คุณตาแบ่งให้คุณยายกินด้วย คงไม่เป็ไรใช่ไหม”
เย่ฝานพยักหน้าแล้วพูดว่า “ยานั่นเหมาะสำหรับคนแก่อยู่แล้ว”
ยาที่เย่ฝานมอบให้เซี่ยวฉือ เริ่มแรกเขาไม่ได้ทิ้งแต่ก็ไม่ได้ใช้ จึงวางไว้ในลิ้นชักเฉยๆ
ตอนนั้นคุณยายของไป๋อวิ๋นซีจะหยิบอาหารเสริมออกมากิน แต่เผลอหยิบยาบำรุงกำลังของเย่ฝานขึ้นมาแทน หลังจากใช้ไปหนึ่งเม็ด ปรากฏว่าคุณยายมีสีหน้าเปล่งปลั่งขึ้น ร่างกายกระปรี้กระเปร่ากว่าเดิมมาก ทั้งยังดูอ่อนวัยขึ้นหลายปีทีเดียว เมื่อเป็เช่นนี้ คุณตาของไป๋อวิ๋นซีถึงยอมทดลองใช้ยาของเย่ฝาน กลายเป็ว่า่นี้ทั้งสองจะออกไปเต้นลีลาศทุกคืน ดูมีชีวิตชีวาเหมือนสมัยหนุ่มสาว
…
หลังจากไป๋อวิ๋นซีเลิกงานก็พาเย่ฝานไปที่โรงพยาบาล
ภายในโรงพยาบาล เมื่อชายหนุ่มคนหนึ่งเห็นเย่ฝาน สีหน้าของเขาพลันเผยความโกรธแค้นทันที “เป็นาย เป็นายจริงๆ ด้วย!”
เย่ฝานเห็นคนที่กำลังโมโหอยู่เบื้องหน้า ตอนแรกยังมองเห็นไม่ชัด แต่ครู่เดียวเขาก็จำได้ชัดเจน “นาย… นายคือเด็กคนนั้นนี่!”
“เด็กน้อย เด็กน้อยกับน้องแกสิ! แกต่างหากไอ้เด็กน้อย” จางเซวียนกัดฟันพูด
“พวกนายรู้จักกันเหรอ?” ไป๋อวิ๋นซีถามด้วยความสงสัย
“เคยพบกันหนึ่งครั้ง! เขาอยากจะแลกเปลี่ยนวิชากับฉัน เอ๋ หัวนายปูดนี่!” เย่ฝานเอ่ย
จางเซวียนถลึงตาใส่เย่ฝาน โกรธจนแทบกระอักเื
ตอนที่อยู่ในกรมทหาร จางเซวียนยั่วยุเย่ฝานถึงสองครั้ง และทั้งสองครั้งล้วนถูกโจมตีจนแพ้ราบคาบ จางเซวียนได้รับคำสรรเสริญจนเคยตัว คิดว่าตนเองเป็อัจฉริยะในกลุ่มนักพรตรุ่นเดียวกันมาตลอด แต่เมื่อต้องมาเจอผู้ที่มีฝีมือเก่งกาจกว่าตน เขาจะยอมรับว่าตนด้อยกว่าได้อย่างไร! “แก… ไอ้คนสารเลว! ทั้งหมดนี่ไม่ใช่เพราะแกเหรอ”
เย่ฝานนึกขึ้นได้ทันที “เป็เพราะโดนกระแทกครั้งนั้นเหรอ? แต่นายโทษฉันฝ่ายเดียวไม่ได้นะ! ใครใช้ให้นายตัวผอมดูไม่มีเรี่ยวแรง จนฉันใช้มือผลักก็ปลิวได้ง่ายๆ ล่ะ!”
จางเซวียนอับอายจนกลายเป็ความแค้น “ไอ้เลว แกมาที่นี่ทำไม?”
“ฉันมาเยี่ยมไป๋โม่โม่!” เย่ฝานกล่าว
จางเซวียนหน้านิ่วคิ้วขมวด กวาดตามองไป๋อวิ๋นซีอย่างเ็า
ไป๋อวิ๋นซีเกิดความประหม่าในใจ ปกติแล้วการเชิญนักพรตมาแก้ไขปัญหาควรเชิญเพียงคนเดียวในหนึ่งครั้ง หากนักพรตคนแรกหมดวิธีแก้ไขในขณะที่เื่ราวยังไม่คลี่คลาย จึงค่อยเชิญนักพรตอีกคนมาแก้ไข เพราะถึงอย่างไรนักพรตแต่ละคนล้วนมีนิสัยหยิ่งยโส หากเชิญนักพรตมาสองคนในคราวเดียว ก็แสดงว่าไม่มั่นใจในตัวนักพรต ถ้าปล่อยให้เข้าใจผิดอย่างนี้อาจเป็การล่วงเกินได้
“เย่ฝานเป็เพื่อนของฉัน!” ไป๋อวิ๋นซีตอบ
เย่ฝานพูดเสริมอยู่ข้างๆ “ฉันเป็แฟน!”
จางเซวียนมองเย่ฝาน เขาถามด้วยความสงสัยว่า “คุณชายไป๋ ทำไมคุณถึงหาคนแบบนี้มาเป็แฟนได้!”
เย่ฝานขมวดคิ้วแล้วถามว่า “เฮ้ย นายหมายความว่าไง! มีฉันเป็แฟน มันไม่ดีตรงไหน?”
จางเซวียน “…”
