วันต่อมา ทันทีที่ตื่นเจี่ยนซืออินก็ร้องหายาขับเืทันที หลิวอวิ๋นชูไม่ได้นอนเกือบทั้งคืนจึงมีเส้นเืสีแดงขนาดเล็กปรากฏขึ้นในดวงตา เขายื่นยาถ้วยหนึ่งไปให้เจี่ยนซืออินเจี่ยนซืออินมีสภาพอ่อนล้าและอิดโรยจนแทบจะดูไม่ได้เมื่อเห็นว่าหลิวอวิ๋นชูเองก็มีสภาพไม่ต่างไปจากตน จึงอดรู้สึกปวดใจไม่ได้
หลิวอวิ๋นชูกล่อมให้นางดื่มยาในถ้วย หลังดื่มเสร็จเพราะยาถ้วยนั้นมียานอนหลับผสมอยู่ด้วยไม่นานเจี่ยนซืออินก็จมเข้าสู่การหลับใหลเสียแล้ว คิดไม่ถึงว่าตอนบ่ายเจี่ยนซืออินตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตนไม่มีทีท่าว่าจะแท้งลูกเลยสักนิด จึงทั้งร้องทั้งอาละวาดอีกครั้งหลังเค้นถามอยู่นาน ในที่สุดหลิวอวิ๋นชูก็ยอมรับว่ายาที่ให้นางดื่มไม่ใช่ยาขับเืแต่เป็ยาบำรุงครรภ์ต่างหาก
เจี่ยนซืออินกรีดร้องสุดเสียง “เ้าอยากให้ข้าอยู่กับความอัปยศไปจนวันตายหรือไง?ข้าไม่เอาเ้าเด็กเืชั่วคนนี้ไว้เด็ดขาด!”
นางทั้งทึ้งทั้งตีหลิวอวิ๋นชูไม่หยุด แต่ก็ยังไม่หายแค้นใจจึงหันมาตีตัวเองอย่างบ้าคลั่ง หลิวอวิ๋นชูจับข้อมือของนางเอาไว้เขาโกรธจนแทบจะะเิอยู่แล้ว “โวยวายพอหรือยัง! นั่นก็เป็ชีวิตของผู้บริสุทธิ์คนหนึ่งเ้าเอาแต่พูดว่าไม่เอาเด็กคนนี้ บอกว่าเขาเป็เด็กเืชั่ว เ้าที่เป็แม่ของเขามีสิทธิ์อะไรมาพูดเช่นนี้!”
เจี่ยนซืออินพูด “แต่พ่อของมันเป็คนสารเลว! เป็คนชั่วช้า! ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อของมันข้าคงไม่ทรมานเหมือนกับตายทั้งเป็แบบนี้หรอก!”
หลิวอวิ๋นชูเบิกตากว้าง เขาดวงตาแดงก่ำ ราวกับกำลังจะเถียงกับเจี่ยนซืออินจนถึงที่สุดเช่นนั้นเขาร้องคำรามขึ้นทีละพยางค์ “ใครบอกว่าพ่อของเขาเป็คนชั่วช้าสารเลว ข้านี่ไงพ่อของเขา! เขาเป็ลูกของข้า หลิวอวิ๋นชูเมื่อกำเนิดออกมา เขาจะมีชีวิตที่สง่าผ่าเผย มีอนาคตที่ดีข้าจะให้ลาภยศและความสูงส่งแก่เขาเอง ข้าจะทำให้เขาได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายเอง!” เจี่ยนซืออินใจนพูดไม่ออกหลิวอวิ๋นชูรุดเข้าไปใกล้พลางพูดด้วยสีหน้าจริงจัง“ในเมื่อข้าจะแต่งงานกับเ้าแล้ว เื่นี้ก็ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรดีเสียอีกที่ข้ามีลูกเพิ่มขึ้นมาอีกคน ต่อไป ข้าจะทำดีกับพวกเ้าสองแม่ลูก ไม่ปล่อยให้พวกเ้าถูกรังแกอย่างแน่นอนข้า หลิวอวิ๋นชู พูดได้ก็ทำได้เช่นกัน”
เขาลุกขึ้นยืนอย่างอ่อนแรง แล้วก้าวฝีเท้าอันแสนหนักอึ้งออกไปจากห้อง
เจี่ยนซืออินที่ถูกทิ้งเอาไว้เื้ัร้องไห้โฮราวกับเด็กๆร้องไห้ไปพลาง พลางก็กัดหลังมือแล้วพูดด้วยเสียงคลุมเครือ “หลิวอวิ๋นชู เ้าคนโง่! เ้ามันเป็คนที่โง่เง่าที่สุดในโลกแล้ว! เ้าไม่ต้องมาสนใจข้าอีกแล้วและข้าก็จะไม่แต่งงานกับเ้า ไปเลย ชีวิตนี้ ข้ากับเ้าเราไม่เกี่ยวข้องอะไรกันอีก!”
ถ้าหลิวอวิ๋นชูยอมตกลงว่าจะแต่งงานกับนางโดยไม่เกิดเื่ทั้งหมดนี้ขึ้นนั่นคงเป็เื่ที่น่ายินดีมากเหลือเกิน แต่ดูตอนนี้สิ นางที่สกปรกโสมมเช่นนี้ยังคู่ควรกับหลิวอวิ๋นชูอยู่หรือ?
หลิวอวิ๋นชูยืดตัวตรงเขาหยุดชะงักอยู่ที่หน้าประตูโดยยืนหันหลังให้เจี่ยนซืออิน ก่อนจะพูดขึ้นโดยไม่ได้หันกลับมามอง“วันพรุ่งนี้ ข้าจะมาสู่ขอเ้าที่บ้าน และกำหนดวันแต่งงานให้เร็วที่สุด”
เขาไม่มีเวลาอยู่จนถึงการสอบจอหงวนในเดือนเจ็ดซึ่งเป็การจบการศึกษาอย่างเป็ทางการของวิทยาลัยหลวงแล้วเพราะเขาจำเป็ต้องบอกลาคนในวิทยาลัยหลวงเสียเดี๋ยวนี้เลย ไม่มีอีกแล้วเวลาหนึ่งเดือนที่สามารถจดจำเื่ราวดีๆ ในวิทยาลัยหลวง ไม่มีอีกแล้วคนที่เขามักจะเพ้อพะวงหาทุกครั้งที่มีโอกาส
เดิมที วินาทีก่อนหน้านี้ท้องฟ้ายังสดใสอยู่แท้ๆคิดไม่ถึงว่าเพียงพริบตาเดียวท้องฟ้าก็ครึ้มหม่นลงเสียแล้ว ภายใต้เมฆครึ้มจำนวนมากที่ลอยมากองรวมกันจู่ๆ ฝนก็เทลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
อากาศในเมืองหลวงก็เป็เช่นนี้ สายฝนนึกจะตกก็ตกนึกจะหยุดก็หยุดเช่นนี้เสมอ
หยดฝนชุดแรกร่วงกระหน่ำเข้ามาแทนที่แสงตะวันหยาดฝนเม็ดใหญ่ตกกระทบลงบนพื้นดิน หลังกลิ้งกระดอนอยู่หลายตลบเม็ดฝนก็ซึมผสานเข้ากับดินโคลนบนพื้นดิน ไม่นานฝนชุดที่สองก็ร่วงกระหน่ำตามลงมามันชะล้างพื้นดินที่เปียกชุ่ม และล้างให้ใบไหวสีเขียวมีสีสดเงาวาวในพริบตา
ใบไม้ทรงกลมสีเขียวสดตกลงบนพื้นในสภาพเปียกชุ่ม
หลิวอวิ๋นชูยืนกางร่มอยู่ใต้สายฝน เขายังคงสวมชุดคลุมสีเขียวที่ทำมาจากเนื้อผ้าชั้นดีอย่างที่มักจะสวมอยู่เป็ประจำั้แ่ก้าวเดินออกมาจากวิทยาลัยหลวงสีหน้าและท่าทางของเขาก็เปลี่ยนไปจากแต่ก่อนอย่างสิ้นเชิงทั้งที่แต่งกายเหมือนเดิม แต่หลิวอวิ๋นชูในตอนนี้กลับดูห่อเหี่ยวและติดดินไม่ได้ดูหรูหราและมีชีวิตชีวาเหมือนแต่ก่อนอีกแล้วเฟิ่งสือจิ่นหันหน้ากลับมาเจอตอนที่หลิวอวิ๋นชูเดินขึ้นบันไดพอดีเมื่อเดินเข้ามาในร่ม เขาก็หุบร่มในมือลง ชายเสื้อสีเขียวเปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝนเส้นผมก็ดูเปียกชื้นมันวาว ร่มในมือเองก็มีน้ำใสๆ หยดลงมาไม่หยุดเช่นกัน
หลิวอวิ๋นชูเงยหน้าขึ้น เขาส่งยิ้มบางๆ ให้เฟิ่งสือจิ่นรอยยิ้มนั้นทำให้เฟิ่งสือจิ่นชะงักอึ้งไปชั่วขณะ ทั้งที่กำลังยิ้มอยู่แท้ๆแต่สีหน้ากลับดูแย่เสียยิ่งกว่าตอนร้องไห้เสียอีกหลิวอวิ๋นชูไม่ได้เดินเข้ามาในห้องเรียนแม้แต่ก้าวเดียวแต่มุ่งตรงไปที่ห้องทำงานของอาจารย์ เพื่อทำเื่ขอลาออกจากวิทยาลัยหลวงแทน
เพียงไม่นานข่าวนี้ก็กระจายไปทั่ววิทยาลัยหลวงแล้วนักศึกษาทั้งหลายต่างก็วิพากษ์วิจารณ์เื่นี้กันอย่างสนุกสนาน
พวกเขาบอกว่าหลิวอวิ๋นชูลาออกจากวิทยาลัยหลวง และจะไม่มาเรียนอีกแล้วยิ่งไปกว่านั้น อีกไม่นาน เขากับคุณหนูแห่งจวนอัครมหาเสนาบดี เจี่ยนซืออินก็จะเข้าพิธีวิวาห์กันแล้ว
ขาเผือกบางคนพูดขึ้นอย่างลับๆ ล่อๆ “รู้หรือไม่ว่าทำไม่นี้เจี่ยนซืออินถึงไม่มาเข้าเรียนรู้ไหมว่าทำไมหลิวอวิ๋นชูถึงรีบแต่งงานกับเจี่ยนซืออินแบบนี้ คำตอบมีเพียงหนึ่งเดียว! นั่นก็คือสองคนนั้นแอบไปทำเื่ต้องห้ามจนเกิดเื่ไงล่ะ! ว่ากันว่าตอนนี้ เจี่ยนซืออินกำลังบำรุงครรภ์อยู่ที่บ้านแน่ะ!”
ไม่มีใครรู้ว่าเื่นี้จริงหรือเท็จ จึงกึ่งเชื่อกึ่งสงสัยอยู่อย่างนั้น
จู่ๆ เฟิ่งสือจิ่นก็ลุกขึ้นจากที่นั่ง นางดึงดูดความสนใจของคนทั้งห้องได้ในพริบตานอกจากจะลุกขึ้นแล้ว ยังถีบเก้าอี้ตัวหนึ่งไปชนกับประตูหน้าห้องอย่างแรง ตุ้บ...เสียงนั้นทำให้คนทั้งห้องเงียบสงัดลงทันตา
เฟิ่งสือจิ่นบอกกับนักศึกษาจอมนินทาคนนั้น “ถ้าเ้ากล้าพูดพล่อยๆ อีกข้าจะต่อยให้เขี้ยวสุนัขในปากของเ้าร่วงออกมาให้หมดเลย”
ทุกคนต่างพากันเงียบอาจเพราะยำเกรงในความสามารถด้านการต่อสู้ของเฟิ่งสือจิ่นนั่นเองจึงไม่มีใครกล้ามีเื่กับนางสุ่มสี่สุ่มห้า ในตอนนั้นเอง จู่ๆซูเหลียนหรูก็พูดขึ้นด้วยเสียงเกียจคร้าน “ทำก็ทำไปแล้วยังกลัวว่าคนอื่นจะเอามาพูดหรือไร? เฟิ่งสือจิ่นเจี่ยนซืออินแต่งงานกับหลิวอวิ๋นชู เื่นี้คงไปจี้ใจดำเ้าเข้าให้สินะ? หรือว่า... หรือเ้าเองก็แอบชอบเ้าคนอันธพาลที่แสนใสซื่อคนนั้นเข้าแล้ว?”
เฟิ่งสือจิ่นเดินออกมาจากโต๊ะ แล้วก้าวเข้าไปหาซูเหลียนหรูทีละก้าวๆก่อนจะหยุดลงที่ข้างโต๊ะของซูเหลียนหรูและตบฝ่ามือลงบนโต๊ะเบื้องหน้าอย่างแรงท่ามกลางสายตาของคนทั้งห้องการกระทำอันแสนกะทันหันนี้ทำให้ซูเหลียนหรูใจนไหล่กระตุก เฟิ่งสือจิ่นค่อยๆโค้งตัวเข้าไปใกล้ แล้วจ้องเข้าไปในดวงตาของซูเหลียนหรู“เ้าได้ใจได้อีกไม่นานหรอก เพราะอีกไม่นาน ข้าจะทำให้เ้าร้องไม่ออกเลยคอยดู”
พูดจบเฟิ่งสือจิ่นก็หมุนตัว แล้วเดินออกจากวิทยาลัยหลวงเดินเข้าไปกลางสายฝนที่ร่วงกระหน่ำ
ซูเหลียนหรูที่ถูกทิ้งเอาไว้เื้ักรีดร้องเสียงดัง“พวกเ้าเห็นหรือไม่ เฟิ่งสือจิ่นช่างเก่งกาจเสียจริงบังอาจยิ่งนักที่กล้าข่มขู่ข้าที่เป็องค์หญิงแห่งแคว้นจิ้นเช่นนี้!”
่บ่าย สายฝนหยุดลงแล้ว ดวงตะวันจึงโผล่ออกมาจากม่านเมฆอีกครั้งและสาดแสงสีทองลงมายังพื้นดินอย่างสดใสผืนแผ่นดินที่เคยถูกสายฝนกลบทับกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งจักจั่นบนต้นไม้ส่งเสียงร้องออกมาไม่หยุด ชวนให้รำคาญใจเสียจริง
หลิวอวิ๋นชูไม่ทำให้นักศึกษาจอมซุบซิบทั้งหลายต้องผิดหวังไม่นานเขาก็ขนสินสอดไปที่จวนอัครมหาเสนาบดีอย่างยิ่งใหญ่เพื่อสู่ขอเจี่ยนซืออินอย่างเป็ทางการ
มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้เบื้องลึกของงานแต่งงานในครั้งนี้
ทั้งสองตระกูลสร้างภาพว่าดีอกดีใจ แลดูอบอุ่นแถมยังน่ายินดีเป็อย่างมากพวกเขากำหนดว่าจะจัดงานแต่งงานขึ้นในวันที่สิบห้าของเดือนเจ็ด
นักศึกษาบางคนแอบซุบซิบลับหลังเฟิ่งสือจิ่น “เห็นหรือยังกำหนดวันแต่งงานกระชั้นชิดเช่นนี้หากไม่ใช่เพราะเด็กในท้องของเจี่ยนซืออินรอไม่ไหวแล้วจะเป็อะไรไปได้อีก?”
ต่อมาคนพูดถูกเฟิ่งสือจิ่นอัดจนฟันหน้าร่วงลงมาถึงสองซี่อย่างที่นางเคยพูดเอาไว้จริงๆเมื่อไม่มีฟันหน้า นักศึกษาคนนั้นก็พูดไม่ชัดด้วยซ้ำ นักศึกษาคนอื่นๆเห็นดังนั้นจึงเชื่อสนิทใจว่าเฟิ่งสือจิ่นอิจฉาเจี่ยนซืออิน จึงมีปฏิกิริยารุนแรงเช่นนี้ข่าวลือระหว่างเฟิ่งสือจิ่นกับหลิวอวิ๋นชูดังกระหึ่มไปทั่ว แต่นางกลับไม่เคยสนใจคิดเสียว่าเสียงของคนเ่าั้เป็แค่การผายลมที่เมื่อสายลมพัดผ่านก็ไม่มีอะไรเหลือแล้ว
