ซูจื่อฉินตอบ “นางเป็น้องสาวแท้ๆ ของข้า หากเ้าดึงดันจะเปิดโปงนางเื่นี้ก็ไม่เป็ผลดีกับเ้าอยู่ดี แม้ซูเหลียนหรูจะทำเื่ชั่วร้ายแค่ไหนนางก็ยังเป็องค์หญิงของแคว้นจิ้น เป็ลูกสาวของฝ่าาอยู่ดี หากไม่อยากให้ฝ่าาทำให้อาจารย์ของเ้าต้องลำบากเพราะเื่นี้ทางที่ดี ทำเหมือนเื่นี้ไม่เกี่ยวข้องกับนางจะดีกว่า”
เฟิ่งสือจิ่นพูด “ข้าแค่มายืนยันในสิ่งที่คิดเท่านั้นเ้าคิดมากเกินไปแล้ว” นางไม่คิดจะเปิดโปงซูเหลียนหรูมาั้แ่แรกแล้ว ไม่จำเป็ต้องให้ซูจื่อฉินมาบอกนางก็รู้เื่นั้นดีและนางก็ไม่มีทางทำเื่ที่ส่งผลเสียต่ออาจารย์เด็ดขาด นางพูดทิ้งท้าย“ถ้าพวกนางทำให้หลิวอวิ๋นชูเป็อันตรายอีก ข้าไม่หยุดแค่นี้แน่”
ซูจื่อฉินละเอียดอ่อนและรอบคอบ เขาเล็งเห็นคำว่า ‘พวกนาง’ และจดจำมันเอาไว้ในใจ เมื่อเฟิ่งสือจิ่นรับปากเช่นนี้เขาก็โล่งอกไปที “ต่อไป ข้าจะไม่ปล่อยให้เกิดเื่เช่นนี้ขึ้นอีกเด็ดขาดให้ข้าส่งเ้าออกไปจากที่นี่เถอะ”
เมื่อเดินออกมาจากคุกใต้ดิน ซูจื่อฉินกับเฟิ่งสือจิ่นก็มีสีหน้าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงหลิวอวิ๋นชูรออยู่ข้างนอกตั้งนาน เขาร้อนใจแทบแย่ อากาศร้อนอบอ้าวทำให้เขาหงุดหงิดและใจร้อนยิ่งขึ้น หากเฟิ่งสือจิ่นยังไม่ออกมาเขาคงบุกฝ่าเข้าไปในคุกเพื่อตามหานางแล้ว พอเห็นคนทั้งสองออกมาหลิวอวิ๋นชูที่ไร้ความละเอียดอ่อนก็ไม่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงบนสีหน้าของทั้งคู่เลยด้วยซ้ำเขาเข้าไปดึงมือของเฟิ่งสือจิ่นเอาไว้ แล้วสวดยาวเหยียด“ทำไมถึงเพิ่งออกมาเอาป่านนี้ เ้าด่าต้นตระกูลของคนพวกนั้นจนเหนื่อยเลยเตรียมจะนอนพักในนั้นสักงีบหรือไง?”
สีหน้าของเฟิ่งสือจิ่นกลับมาเป็ปกติอีกครั้ง“ข้าตื่นเต้นและโกรธถึงเพียงนั้น จะนอนหลับได้อย่างไรข้าแค่ด่าเพลินจนลืมเวลาเท่านั้น” นางเดินออกไปรับแสงแดดแดดร้อนแรงเจิดจ้าจนนางแทบจะลืมตาไม่ขึ้น “ไปกันเถอะ พวกเราควรกลับไปได้แล้ว”
หลิวอวิ๋นชูบอกลาซูจื่อฉินแล้วเดินตามเฟิ่งสือจิ่นไปเขาถามอย่างไม่ลดละความพยายาม “เ้าด่าคนพวกนั้นว่าอย่างไรบ้าง? ด่าจนสะใจหรือยัง? คนพวกนั้นโกรธจนแทบบ้าเลยหรือไม่?”
เฟิ่งสือจิ่นปรายตามองเขาแวบหนึ่งก่อนจะพูดอย่างขบขัน “แน่นอนอยู่แล้ว”
หลิวอวิ๋นชูตีขาตัวเองแรงๆ หนึ่งที “เื่สนุกๆ แบบนี้ทำไมถึงไม่ยอมให้ข้าเข้าไปด้วยนะ! ข้าก็อยากด่าคนพวกนั้นเหมือนกัน!”
“รอให้ถึงวันมะรืนก็แล้วกัน ตอนที่พวกเขาถูกปะาเ้าค่อยเอาไข่กับเศษผักไปโยน และด่าพวกเขาให้หนำใจไปเลย”
“ตกลงตามนั้น!”
ซูจื่อฉินหรี่ตามองแผ่นหลังของเฟิ่งสือจิ่นกับหลิวอวิ๋นชูที่ไกลออกไปเรื่อยๆเขาไม่ได้ออกไปส่งคนทั้งสอง สีหน้าของเขานิ่งเรียบทว่าก็ลุ่มลึกสายลมที่พัดเข้ามาพัดให้ชายเสื้อของเขาปลิวไสว ดูโดดเด่นสวยงาม
ซูเหลียนหรูกลับมาถึงวัง่พลบค่ำ นางลงจากเกี้ยวก่อนคนรับใช้จะกรูกันเข้ามาโอบล้อมและพัดวีให้นาง ทว่านางก็ยังรู้สึกร้อนอบอ้าวและหงุดหงิดเหลือเกิน
ก่อนที่จะเดินเข้าไปในตำหนักของตน จู่ๆ ขันทีคนหนึ่งก็ก้าวออกมารายงาน“กราบทูลองค์หญิง องค์ชายสองมาขอพบพ่ะย่ะค่ะ”
ซูเหลียนหรูแสดงสีหน้าดีอกดีใจขึ้นมาทันที นางรู้สึกหายร้อนเลยก็ว่าได้“มาั้แ่เมื่อไร ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน?”
ขันทีตอบ “มาได้สักพักแล้วพ่ะย่ะค่ะบอกว่าจะรอให้องค์หญิงกลับมาจากวิทยาลัยหลวงตอนนี้กำลังประทับอยู่ในศาลาพ่ะย่ะค่ะ”
“วันนี้เสด็จพี่ว่างด้วยหรือนี่” ซูเหลียนหรูบอก “เอาละ ข้ารู้แล้วพวกเ้าออกไปเถอะ” พูดจบก็เดินไปยังศาลาเพียงลำพัง ในบรรดาพี่น้องทั้งหมดนางสนิทกับซูจื่อฉินที่เป็พี่ชายร่วมท้องเดียวกันคนนี้มากที่สุดแล้วแต่ซูจื่อฉินเป็องค์ชาย มีงานที่ต้องทำ จึงมักจะยุ่งอยู่เสมอ นางได้เจอพี่ชายเพียงน้อยครั้งเท่านั้นการที่ซูจื่อฉินมารอให้นางกลับจากวิทยาลัยเช่นนี้ก็ยิ่งเป็เื่ที่พบได้ยากไปใหญ่
ซูเหลียนหรูเห็นมาแต่ไกลว่าซูจื่อฉินกำลังนั่งรออยู่ในศาลาทั้งสี่ด้านของศาลามีม่านบางๆ ห้อยอยู่ ที่นี่อยู่ใกล้กับบึงน้ำเมื่อสายลมที่มีละอองน้ำเย็นสบายพัดเข้ามา ม่านบางก็พลิ้วไสวขึ้นเบาๆให้ความรู้สึกเหมือนเป็เรือใบที่ลอยอยู่กลางทะเลเช่นนั้นแค่มองก็รู้สึกเย็นสดชื่นขึ้นมาแล้ว
บนโต๊ะหินภายในศาลามีกาน้ำชาวางอยู่ ซูจื่อฉินเอนกายพิงเสาไม้สีแดงข้างๆ ในมือถืออาหารปลาเอาไว้กำลังหยอกล้อและให้อาหารปลาในบึงอย่างสบายอารมณ์
ซูเหลียนหรูวิ่งเข้าไปหาด้วยท่าทางดีอกดีใจ “พี่รองทำไมวันนี้ถึงมีเวลามาหาข้าได้?”
ซูจื่อฉินให้อาหารปลาจนอาหารในมือหมด จากนั้นจึงนั่งยืดตัวตรง“เลิกเรียนแล้วหรือ?”
ซูเหลียนหรูพูดอย่างไม่พอใจ “ก็ใช่น่ะสิ พี่สี่ไม่มีน้ำใจเอาเสียเลยทั้งที่อากาศร้อนขนาดนี้ แต่เขาก็ยังยืนยันว่าจะเลิกเรียนตอนหมดเวลาเท่านั้น”
ซูจื่อฉินถามอย่างตรงไปตรงมา “เหลียนหรูในตำหนักของเ้ามีขันทีชื่อเสี่ยวิจื่ออยู่ใช่หรือไม่ ข้าจำได้ว่าเห็นเขาทำงานให้เ้าอยู่บ่อยๆ”
ซูเหลียนหรูชะงักลงเล็กน้อย “พี่รองถามถึงเขาทำไมหรือ?”
“ไปเรียกเขามาพบข้า”
“เขาเป็แค่ขันทีคนหนึ่ง หากไม่ใช้งาน ข้าก็มักจะไล่ให้ไปไกลๆ เสมอพี่รอง... ท่านจะตามเขามาทำไมหรือ?”
ซูจื่อฉินเลิกคิ้วขึ้น “เป็อะไรไป เ้ากลัวหรือ กลัวว่าข้าจะเจอหน้าเขาสินะ?”
ความดีใจที่เคยมีหดหายลงจนหมด ซูเหลียนหรูตอบ“ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย ทำไมต้องกลัวด้วยข้าคิดว่าพี่รองมาที่นี่เพื่อพูดคุยกับข้าเสียอีกคิดไม่ถึงว่าจะมาหาเสี่ยวิจื่อ เสี่ยวิจื่อทำอะไรผิดหรืออย่างไรท่านถึงต้องมาตามหาเขาถึงที่นี่?”
ซูจื่อฉินหยิบภาพวาดออกมาและคลี่มันออกช้าๆ เขาวางภาพลงบนโต๊ะ“นี่เป็ภาพวาดจากคำรับสารภาพของนักโทษปะาสามคนนั้นบอกว่ามีคนบงการให้พวกเขาลักพาตัวท่านชายหลิว แถมยังจ่ายเงินให้พวกเขาอีกด้วย” เขามองไปยังซูเหลียนหรูพบว่านางหน้าซีดลงเรื่อยๆ “เหลียนหรู ลองมาดูหน่อยสิคนผู้นี้ดูเหมือนเสี่ยวิจื่อหรือไม่?” เขาพูดต่ออย่างใจเย็น
ซูเหลียนหรูไม่กล้าขยับเข้าไปใกล้ด้วยซ้ำ “พี่รองท่านสงสัยเสี่ยวิจื่อใช่หรือไม่? ท่านมาเค้นถามข้าถึงที่นี่เพียงเพราะคำพูดแค่ไม่กี่คำของนักโทษพวกนั้นเนี่ยนะอีกอย่าง ก็แค่ภาพภาพหนึ่ง จะยืนยันอะไรได้ นักวาดภาพอาจฝีมือไม่ดีเองก็ได้อีกอย่าง ในโลกใบนี้ก็มีคนหน้าเหมือนกันตั้งมากมาย ท่านพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกันแน่?”
“มานั่งสิ” ซูจื่อฉินกวักมือเรียก
ซูเหลียนหรูยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง
น้ำเสียงของซูจื่อฉินหนักอึ้งและทุ้มต่ำลงมาก ซึ่งซูเหลียนหรูมองว่าน้ำเสียงเช่นนี้น่าเกรงขามกว่าเสียงขององค์ชายสี่เสียอีก“มานี่!”
ซูเหลียนหรูสั่นเทาขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว นางค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้อย่างช้าๆซูจื่อฉินเห็นดังนั้นก็ไม่คิดจะเสียเวลาอีก เขาพูดเข้าประเด็นทันที“เ้าเป็คนสั่งให้เสี่ยวิจื่อไปติดต่อและจ้างให้คนพวกนั้นลักพาตัวท่านชายหลิวไปใช่ไหม?”
ซูเหลียนหรูปฏิเสธทันที “ไม่ใช่!”
ซูจื่อฉินกล่าว “ทางที่ดี คิดให้ดีก่อนแล้วค่อยตอบข้ามาดีกว่า”
“ไม่ได้ทำก็คือไม่ได้ทำ! พี่รอง ท่านกำลังสงสัยน้องสาวแท้ๆของตัวเองหรือ!” พูดจบน้ำตาก็ไหลอาบออกมาทันทีนางเริ่มร้องไห้อย่างน้อยใจ
น่าเสียดายที่ซูจื่อฉินไม่หลงกลนาง เขายังคงนิ่งเรียบดังเดิม“ในเมื่อเ้าปฏิเสธ งั้นก็ดี ข้าจะนำภาพวาดนี้ไปให้เสด็จพ่อ และเล่าเื่ราวทั้งหมดให้เสด็จพ่อฟังเดี๋ยวนี้เลยจากนั้นก็ให้เสด็จพ่อไต่สวนเื่นี้ใหม่ เมื่อเป็เช่นนั้นคงต้องให้เสี่ยวิจื่อไปถกเถียงกับโจรสามคนนั้นในคุกแล้วละ ข้าคิดว่าแบบนั้นเราคงรู้กันได้ไม่ยากว่าความจริงเป็เช่นไร”
ซูจื่อฉินเก็บภาพวาดแล้วเตรียมจะเดินจากไปแต่ซูเหลียนหรูก็ดึงแขนของเขาเอาไว้อย่างไม่คิดชีวิต “พี่รอง!”
ซูจื่อฉินดึงแขนกลับมาด้วยท่าทางนิ่งเรียบ ก่อนจะพูดด้วยเสียงประชดประชัน“ทำไม กลัวหรือ?” เมื่อเห็นว่าซูเหลียนหรูทำท่าราวกับกำลังจะร้องไห้เขาจึงพูดขึ้นอีกครั้ง “ตอนนี้ แม้แต่ยอมรับเื่ที่ตัวเองทำ เ้าก็ไม่กล้าแล้วหรือเ้าคงจะรู้สินะว่าหากยอมรับไปแล้ว ผลที่เกิดขึ้นตามมาจะร้ายแรงแค่ไหน? ก่อนหน้านี้ ข้าคิดว่าเ้าแค่เอาแต่ใจและไม่มีเหตุผลไปสักหน่อยคิดไม่ถึงว่าเ้าจะเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้ ถึงขั้นทำเื่ชั่วช้าเช่นนี้ออกมาได้แม้ท่านชายหลิวจะเป็คนปากกล้า ชอบกัดคนไปเรื่อยแต่เขาเคยทำร้ายเ้าด้วยวิธีสกปรกเหมือนที่เ้าทำกับเขาหรือไม่? เขาถูกคนชั่วลักพาตัวไป อย่างเบาก็ต้องพลัดถิ่นไปทรมานอยู่ต่างแดนเพียงลำพัง อย่างหนักก็คือต้องตายตาไม่หลับเ้าเคยคิดถึงเื่นี้บ้างหรือไม่?”
